LGBTQ: 3 เรื่องราวความรักของคน 3 คู่ ที่กำแพงแห่งเพศไม่อาจขวางกั้น

ที่มาของภาพ, ปิยธิดา นวลอินทร์
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย และ พศิกา เขินอำนวย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ปิยธิดา นวลอินทร์ หรือเฟิร์น ชาวขอนแก่นวัย 24 ปี นิยามตัวเองว่าเป็น "ทอม" เธอชอบความอ่อนหวานของผู้หญิงจึงคบผู้หญิงเป็นแฟนมาตลอด แต่ความคิดของเธอเปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับนิรุต อุ่นเจริญ หรือหนึ่ง ชายหนุ่มชาวร้อยเอ็ดวัย 29 ปี ซึ่งเป็น "เกย์" และคบแต่ผู้ชายเป็นแฟนมาตลอด
ด้วยความรักเป็นเรื่องที่อยู่เหนือเพศสภาพ ปิยธดากับนิรุตจึงได้คบหาเป็นแฟนกันและแต่งงานกันในที่สุด โดยที่ทั้งคู่ยังนิยามตัวเองว่าเป็นทอมและเกย์
คู่รักทอม-เกย์อย่างปิยธิดากับนิรุต เป็นหนึ่งในสามคู่รักผู้ก้าวข้ามเงื่อนไขความเป็นหญิงเป็นชายที่บีบีซีไทยนำมาเสนอเนื่องในวันแห่งความรัก-วาเลนไทน์ 2565 ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกปีที่กระแสการเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ จะเบ่งบานจากเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศที่เพิ่มขึ้น
รักแท้ระหว่าง "ทอม" กับ "เกย์"
ปิยธิดากับนิรุตรู้จักกันเมื่อปี 2562 จากการแนะนำของเพื่อน ทั้งคู่คุยกันถูกคออย่างรวดเร็วเพราะปิยธิดามีเพื่อนเป็นสาวประเภทสองอยู่หลายคน ขณะที่นิรุตก็ชอบหยอกล้อกับทอมเป็นทุนเดิม
"ก็คุยกับผู้หญิงหลายคน แต่ยังไม่ลงตัว พอมาเจอพี่หนึ่งก็มีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับทุกคนที่คุยมา เขามีความอ่อนหวาน และเขาก็ดูแลเราดี เลยรู้สึกว่าโอเคที่สุด แนวคิดไปในทางเดียวกัน" ปิยธิดาบรรยายความรู้สึกที่มีต่อนิรุต
ทั้งสองจึงตัดสินใจคบกันเป็นแฟน ผ่านไปหนึ่งปี เมื่อมั่นใจในความรักที่มีต่อกันจึงพากันไปหาพ่อแม่ของแต่ละฝ่าย ก่อนจะแต่งงานกันในปี 2563 และมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน
"พ่อแม่ของผมตื่นเต้นกว่าผมอีก ตัวผมเองก็ตื่นเต้น" นิรุตเล่าถึงตอนที่ทั้งคู่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นนั้นก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างครอบครัวและอนาคตด้วยกัน
แม้จะแต่งงานกันแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังนิยามตัวเองว่าเป็นทอมและเกย์อยู่ ซึ่งนั่นทำให้เพื่อนบางคนตั้งคำถามว่าเหตุใดยังเรียกตัวเองว่าเป็นทอมและเกย์ บ้างค่อนแคะว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ทำให้ "เสียชื่อทอม/เกย์หมด"
"จริง ๆ ก็มีคนวิจารณ์เราสองคน แต่ไม่สนใจค่ะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน" ปิยธิดากล่าว
"ความเป็นเพศไม่มีคำว่า 'เท่านั้น' ทอมไม่ต้องคบแต่ผู้หญิงเท่านั้น ความรักไม่ได้กำหนดว่าพวกเราต้องคบเพศเดียวกันเท่านั้นหรือเพศตรงข้ามเท่านั้น เราเลือกมองที่คนที่เข้าใจเรามากกว่า" นิรุตกล่าวเสริม
ทั้งสองเห็นตรงกันว่าความรักไม่ควรถูกตีกรอบจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือเพศสภาพ หลายคนถามพวกเขาถึงเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งนิรุตตอบว่า ไม่สำคัญว่าจะคนสองคนจะมีเพศสัมพันธ์กันอย่างไร ที่สำคัญกว่าคือทั้งสองสื่อสารกันรู้เรื่องไหม รู้สึกดีหรือไม่ และมีความรักความเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน
"เพศไหนก็รักกันได้ ขึ้นอยู่กับว่ารักกันจริงหรือเปล่า ตั้งใจ ซื่อสัตย์ ต้องการให้ความรักมั่นคงหรือเปล่า ความรักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่เราต้องเลือกสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ต้องการ" นิรุตให้ความเห็น
ครูสาวดาวติ๊กต็อกกับผู้ติดตามที่กลายเป็นคู่ชีวิต
ภวิษย์พร แซ่อื้อ หรือครูตาล อายุ 31 ปี เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร เธอมักใช้เวลาว่างไปกับการอัพโหลดวิดีโอผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกจนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย บัญชีผู้ใช้ของเธอมีผู้ติดตามกว่า 3 ล้านคน
หนึ่งใน 3 ล้านคนนั้นคือณัฐกมล นาคแสน หรือปาง สาวนครศรีธรรมราช วัย 24 ปี ที่ชื่นชอบ "ดาวติ๊กต็อก" คนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภวิษย์พรมักจะลงเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารการกิน ซึ่งถูกกับนิสัยของณัฐกมลที่บอกว่าตัวเองเป็นคนชอบสรรหาอาหารอร่อย ๆ มารับประทาน
เดือน ธ.ค. 2563 เธอตัดสินใจส่งข้อความส่วนตัวไปหาภวิษย์พร แต่คนดังแห่งติ๊กต็อกไม่ได้ตอบกลับ ณัฐกมลจึงทักกลับไปใหม่เมื่อเดือน เม.ย. 2564
"เห็นครูตาลลงสตอรี่เกี่ยวกับอาหารเยอะมาก ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร แต่อยากรู้จักขึ้นเรื่อย ๆ เลยทักไปอีกทีหนึ่งจนได้ไอจีส่วนตัวมา และเลยเริ่มคุยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา" ณัฐกมลกล่าว

ที่มาของภาพ, Facebook/SPpawity Chic
ภวิษย์พรบอกว่าเธอเองก็ "ไม่ได้คิดอะไรมาก" เช่นกันในช่วงแรก ด้วยความเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ทำให้มีคนเข้ามาจีบเยอะอยู่แล้ว แต่หลังจากคุยกับณัฐกมลได้สักระยะ ความสัมพันธ์ก็คืบหน้าไปมากกว่า คนที่รู้จักกันในโลกออนไลน์
ครั้งหนึ่ง ภวิษย์พรถ่ายคลิปวิดีโออาหารที่แม่ของเธอทำให้รับประทานและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ณัฐกมลเขียนข้อความคอมเมนต์ที่เป็นจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งคู่
"พอลงวิดีโอไป เขาก็มาบอกว่าหิวข้าว เราก็เลยส่งโลเคชัน (ตำแหน่งที่อยู่) ให้ไปเลย และตอบไปว่าก็มากินข้าวสิ จากนั้นก็ได้ทำความรู้จักกัน" ภวิษย์พรเล่า
เรื่องราวชีวิตรักของทั้งคู่กลายมาเป็นกระแสโด่งดังในช่วงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ทั้งสองคนตัดสินใจเข้าพิธีหมั้นหมาย และถ่ายภาพพรีเวดดิ้งลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของภวิษย์พร แม้ว่ากฎหมายไทยจะยังไม่รองรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน แต่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้และร่วมยินดีกับเธอทั้งสอง
"ถึงแม้เขาจะอายุน้อยกว่าเราตั้ง 7 ปี แต่เขาเป็นผู้นำเราได้ เราต้องการคนที่สามารถพัฒนาความคิดเรา และต่อยอดความคิดเราได้" ภวิษย์พรพูดถึงคู่ชีวิต
"ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรืออายุเท่าไหร่…แค่เราใช้ความรู้สึก รัก เข้าใจ และพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องบังคับตัวเอง ไม่ต้องฝืนตัวเอง และไม่กลัวที่จะรัก" ภวิษย์พรกล่าวทิ้งท้าย
กายเปลี่ยนไปแต่รักคงเดิม
"หนูนา" หญิงไทยวัย 38 ปี และบริอันนา สกินเนอร์ ชาวออสเตรเลียวัย 51 ปี พบรักกันบนเว็บไซต์หาคู่ในปี 2012 พวกเธอบอกว่าความรักและความรู้สึกประทับใจที่มีให้กันนับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าครั้งแรกที่ทั้งคู่รู้จักกัน บริอันนาจะยังมีเพศสภาพเป็นผู้ชายที่ชื่อ เบรตต์ สกินเนอร์ ก็ตาม
"หนูนาเป็นรักแรกพบของฉัน" บริอันนากล่าวด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเสริมว่า "ฉันมองหาความสัมพันธ์ที่จริงจังและใครสักคนที่พร้อมจะลงหลักปักฐาน ไม่ใช่แค่คบกันขำ ๆ หรือสนุกด้วยกันชั่วข้ามคืน ฉันได้พบผู้หญิงจากบนเว็บไซต์หาคู่มาเยอะ แต่หนูนาแตกต่างจากคนอื่น ๆ เธอเหมือนกับเทพธิดา เธอเป็นคนน่ารักและมีหัวใจที่งดงาม"
แต่เรื่องราวความรักของทั้งคู่ไม่ได้โรยด้วยกลีกกุหลาบ เมื่อร่างกายของเบรตต์เริ่มแสดงความเปลี่ยนแปลงทีละน้อยหลังเขาตกลงคบหาดูใจกับหนูนาได้ไม่นาน ซึ่งหนูนาเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน แต่เธอรอจนกว่าเบรตต์จะพร้อมและเลือกที่จะบอกเรื่องนี้กับเธอเอง

ที่มาของภาพ, Brianna and Nuna Skinner
เบรตต์เคยเป็นคนที่รักการเข้ายิม ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และทำกิจกรรมท้าทายเหมือนกับผู้ชายทั่วไป แต่วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเปลี่ยนชุดในยิมก็มีผู้ชายคนหนึ่งจ้องมาที่หน้าอกของเขาแบบไม่วางตา เขาจึงก้มลงไปมองกล้ามอกของตัวเองบ้างก่อนที่จะกรีดร้องในใจว่า "ฉันมีนม!"
แพทย์ลงความเห็นว่า เบรตต์มีอาการที่เรียกว่าภาวะที่เซลล์ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายบางส่วน (Partial Androgen Insensitivity Syndrome - PAIS) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมของผู้ที่มีภาวะเพศกำกวม (intersex) ที่พบได้ไม่บ่อย กล่าวคือ แม้ว่าทางพันธุกรรมจะเป็นเพศชาย แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองต่อเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) อย่างเหมาะสม
"ฉันมั่นใจเลยว่าเราจะต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก ๆ โดยเฉพาะในช่วงแรก เมื่อหนูนาตัดสินใจที่จะคบกับฉันซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศหรือสาวประเภทสอง มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในรูปแบบปกติที่ผู้คนนึกถึง แต่หนูนาไม่ยอมจากไปไหน เธอคือรักแท้ของฉัน เป็นเนื้อคู่ และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันด้วย" บริอันนาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยจากออสเตรเลียผ่านแอปพลิเคชันซูม
เบรตต์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "บริอันนา" ก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างไม่ง่ายนัก หลังจากเธอตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงเต็มตัว เธอก็ต้องเผชิญกับสายตาของคนในสังคมบางส่วนที่อาจไม่เข้าใจและยังคงมองด้วยสายตาที่ตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ของเธอ บริอันนาสูญเสียงานประจำและต้องเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต แต่เธอรู้สึกโชคดีมากที่มีหนูนาคอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างตลอด
สุดท้ายแล้วทั้งบริอันนาและหนูนาเห็นว่าพวกเธอเป็นคู่รักหญิง-หญิงคู่หนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านิยามว่าจะเรียกพวกเธอว่าอย่างไร คือ การที่พวกเธอรับรู้ว่านี่คือรักแท้ รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่หลักใหญ่ใจความสำคัญ ตราบใดที่ทั้งสองยังมีความรัก ความไว้ใจ และความหวังดีให้แก่กัน เพราะหัวใจของพวกเธอยังคงเดิม
ปัจจุบันหนูนาและบริอันนาแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ประเทศออสเตรเลีย

ที่มาของภาพ, Brianna Skinner
"ความรัก คือ การกวนใจหรือทำตัวน่ารำคาญใส่กัน (หัวเราะ) สิ่งที่สำคัญที่สุดของความรัก คือ ความไว้ใจ เราเคารพและไว้ใจซึ่งกันและกัน และการที่ฉันรู้ว่าคนรักของฉันไม่ได้เป็นแค่คู่ชีวิต เป็นเพื่อนคู่คิดและเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันด้วย"
"ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนไปจากวันแรกที่เรารู้จักกัน ก็คงจะเป็นความผูกพันที่แนบชิดมากยิ่งกว่าเดิม"
"ฉันไม่สนว่าบริอันนาจะใช้ชีวิตในฐานะผู้ชายหรือผู้หญิง ฉันรักเธอที่ตัวตนของเธอ" หนูนากล่าว












