LGBTQ+: แต่งงานเพศเดียวกัน, บริจาคเลือด, ห้ามบำบัดแก้เพศวิถี ประเด็นเด่นในปี 2020

ที่มาของภาพ, AFP
- Author, เอกรินทร์ บำรุงภักดิ์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ปี 1990 องค์การอนามัยโลกนำการรักเพศเดียวกันออกจากบัญชีอาการเจ็บป่วยทางจิต แต่ 30 ปีผ่านไป ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า การรักเพศเดียวกันเป็นอาการผิดปกติที่รักษาให้หายได้
ขณะเดียวกันการยอมรับคนรักเพศเดียวกันก็เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ จนถึงขั้นมีการแก้ไขกฎหมายให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ และคนที่อยู่ในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ ก็ได้รับโอกาสในแวดวงการเมืองมากขึ้น
ในรอบปีที่ผ่านมามีประเด็นที่น่าสนใจอะไรบ้างที่ถือเป็นความก้าวหน้าของกลุ่ม LGBTQ+
รักเพศเดียวกันรักษาหายได้ ?
อลัน ทิวริง นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้สามารถถอดรหัสอีนิกมาที่ช่วยทำให้สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงเร็วขึ้นซึ่งเท่ากับรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้จำนวนมาก เรื่องราวของเขาเคยได้รับการถ่ายทอดไว้ในภาพยนตร์เรื่อง The Imitation Game ซึ่งมีชื่อไทยว่า ถอดรหัสลับอัจฉริยะพลิกโลก
แม้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและต่อโลกใบนี้ แต่เขาก็ต้องเผชิญชะตากรรมที่น่าเศร้าเพียงเพราะเป็นคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายของอังกฤษ
ในปี 1952 ทิวริงกลายเป็นอาชญากรฐาน "มีพฤติกรรมอนาจารกับชายอื่น" ถูกลงโทษด้วยการฉีดยาทำให้เป็นหมันและต้องเข้ารับเคมีบำบัดและฮอร์โมนเพื่อรักษาอาการรักเพศเดียวกัน ที่ถือว่าเป็นโรคในยุคนั้นด้วย สองปีต่อมา เขาเสียชีวิตจากยาพิษไซยาไนด์ ขณะมีอายุ 41 ปี และผลไต่สวนการเสียชีวิตชี้ว่า เขาฆ่าตัวตาย
อังกฤษได้ยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันตั้งแต่ปี 1967 และคนเพศเดียวกันก็สามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2014 แต่ปัจจุบันยังมีคนบางส่วนที่เข้ารับ "การบำบัดแก้เพศวิถี" ทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจ

ที่มาของภาพ, Bank of England
การสำรวจกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในสหราชอาณาจักรจำนวน 108,000 คนเมื่อปี 2018 พบว่ามี 2% ที่เคยเข้ารับการบำบัดดังกล่าว และอีก 5% เคยได้รับการเสนอให้เข้ารับการบำบัด
ช่วงกลางเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ชายรักชายชาวอังกฤษวัย 74 ปีได้ออกมาเรียกร้องคำขอโทษ จากการที่แพทย์แนะนำให้เขาเข้ารับการบำบัดที่คลินิกจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมเมื่อ 50 ปีก่อน ขณะนั้น เขาถูกช็อกไฟฟ้าหลายครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกันนานหลายเดือน จนทำให้สุขภาพจิตแย่ และเป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (post-traumatic stress disorder--PTSD) นานกว่า 40 ปี
เขาเล่าถึงรายละเอียดของวิธีการบำบัดว่า "ผมนั่งอยู่ในห้อง มีจอโปรเจ็กเตอร์และรูปภาพให้ดู มีการติดขั้วไฟฟ้าที่ข้อมือและข้อเท้าของผม"
"เมื่อภาพของผู้ชายฉายขึ้นแล้วคุณไม่เปลี่ยนไปภาพถัดไปในเวลาที่เร็วพอ คุณก็จะถูกช็อกด้วยไฟฟ้าอย่างรุนแรง แต่ถ้าเป็นภาพผู้หญิงฉายขึ้นมา ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
ห้ามบำบัดแก้เพศวิถี
มีการเรียกร้องให้ออกกฎหมายห้าม "การบำบัดแก้เพศวิถี" ในอังกฤษมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การบำบัดแก้เพศวิถี "น่ารังเกียจอย่างยิ่ง" และ "ไม่ควรมีอยู่ในประเทศนี้" และรับปากจะเดินหน้าผลักดันเพื่อให้เกิดการห้ามขึ้น
คำว่า "บำบัดแก้เพศวิถี" หมายถึง การรักษารูปแบบใด ๆ หรือการบำบัดทางจิตวิทยาที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศของบุคคล หรือกดทับเอกลักษณ์ทางเพศของบุคคลไว้ไม่ให้แสดงออกมา
ก่อนหน้านี้ในปี 2016 มอลตากลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ห้ามเรื่องนี้
ในปีนี้ หลายประเทศได้มีการห้ามเรื่องนี้แล้ว เช่น ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา รัฐสภาเยอรมนีได้ผ่านกฎหมายห้ามสิ่งที่เรียกว่า "การบำบัดแก้เพศวิถี" กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีทั่วประเทศ
ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับ 30,000 ยูโร (ประมาณ 1,090,000 บาท)
การวิจัยระบุว่า การบำบัดดังกล่าวอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าและเพิ่มความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายได้
ต่อมาในเดือนเดียวกันนี้ แอลเบเนียได้ห้ามการบำบัดแก้เพศวิถีเช่นเดียวกัน โดยสมาคมนักจิตวิทยาของแอลเบเนียประกาศห้ามสมาชิกเสนอให้บริการบำบัดเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศ
ปีนี้อีกเช่นกัน สภาผู้แทนราษฎรของอิสราเอลได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายห้ามการบำบัดแก้เพศวิถี ถือเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง หลังจากพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรคได้ร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่จะต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาอีก 2 ครั้งจึงจะบังคับใช้กฎหมายได้
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นในอิสราเอล เพราะกลุ่มเกี่ยวกับศาสนาไม่พอใจต่อร่างกฎหมายนี้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้นำทางศาสนามากกว่า 370 คนทั่วโลกจากหลากหลายศาสนา ร่วมลงนามในแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการห้ามบำบัดแก้เพศวิถี
แต่งงานเพศเดียวกัน
เริ่มตั้งแต่ต้นปี การแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันในไอร์แลนด์เหนือสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเปิดให้มีการลงทะเบียนขอแต่งงานตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. และคู่รักหญิงรักหญิงก็กลายเป็นคู่รักเพศเดียวกันคู่แรกที่เข้าพิธีแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายในไอร์แลนด์เหนือเมื่อ 11 ก.พ. และคนเพศเดียวกันในไอร์แลนด์เหนือเพิ่งได้รับอนุญาตให้จัดพิธีแต่งงานตามศาสนาได้เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่อังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเช่นกัน ให้การแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2014

ที่มาของภาพ, Reuters
ซาร์ก ซึ่งเป็นเกาะในช่องแคบอังกฤษ และเป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดา 4 เกาะหลักของช่องแคบนี้ ได้ให้กฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2020 หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติร่างกฎหมายนี้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ซาร์กไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป แต่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐศักดินา (feudal state) ที่เป็นอิสระและมีขนาดเล็กที่สุดในยุโรป โดยมีรัฐธรรมนูญศักดินาฉบับสุดท้ายในโลกตะวันตก
ตามมาด้วยคอสตาริกา ซึ่งกฎหมายแต่งงานของคนเพศเดียวกันมีผลบังคับใช้ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถือเป็นประเทศแรกในแถบอเมริกากลางที่ให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้เท่าเทียมกับคนต่างเพศ
ส่วนมอนเตเนโกร คนเพศเดียวกันยังแต่งงานกันไม่ได้แต่ก็สามารถจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตกันได้อย่างถูกกฎหมายเมื่อ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา
โป๊ปหนุนจดทะเบียนคู่ชีวิต
คำสอนของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในปัจจุบันยังเรียกความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันว่าเป็น "พฤติกรรมเบี่ยงเบน" แต่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักร ก็ทรงสนับสนุนการเป็นคู่ชีวิตของคนเพศเดียวกัน แม้ว่าพระองค์ทรงต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน
ในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "ฟรานเซสโก" (Francesco) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการทรงงานของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส กำกับโดยเยฟเกนี อาฟีนีเอฟสกี พระองค์ตรัสว่า "คนรักเพศเดียวกันมีสิทธิ์ที่จะมีครอบครัว พวกเขาคือบุตรของพระเจ้า และมีสิทธิ์ที่จะมีครอบครัว ไม่มีใครควรจะถูกกีดกัน หรือต้องเผชิญกับความทุกข์เพราะเรื่องนี้"

ที่มาของภาพ, EPA
พระองค์ทรงแสดงจุดยืนในการสนับสนุนกฎหมายคู่ชีวิต เพื่อที่จะให้คนรักเพศเดียวกันได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เช่นเดียวกับสมัยที่ทรงเป็นอาร์ชบิชอปแห่งบัวโนสไอเรส แม้พระองค์ทรงต่อต้านการสมรสของคนเพศเดียวกันในช่วงที่อาร์เจนตินาให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมายในปี 2010 แต่ทรงสนับสนุนการจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับคนรักเพศเดียวกันแทน
แต่การแสดงความเห็นด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและหนักแน่นของพระองค์ก็ยังไม่ได้ส่งผลให้หลักคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเปลี่ยนแปลงไป
ในปี 2003 สมณกระทรวงว่าด้วยคำสอนแห่งความเชื่อ (Congregation for the Doctrine of the Faith) ของวาติกัน ระบุว่า "การเคารพบุคคลที่เป็นคนรักเพศเดียวกันไม่อาจนำไปสู่การยอมรับพฤติกรรมของคนรักเพศเดียวกันหรือการยอมรับตามกฎหมายในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนรักเพศเดียวกันในทางใดได้"
ปัจจุบันมีอย่างน้อย 29 ประเทศและดินแดนที่คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
บริจาคเลือด
การบริจาคเลือดนับเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ หลายประเทศทั่วโลกมีกฎควบคุมการบริจาคเลือดจากชายรักชายและชายที่รักได้ทั้งสองเพศในช่วงที่เกิดวิกฤตการระบาดของเอชไอวี/เอดส์ ในทศวรรษ 1980 แต่ขณะนี้บางประเทศได้ยกเลิกการห้ามเช่นนี้แล้ว ขณะที่อีกหลายประเทศกำหนดให้บริจาคเลือดได้หลังการมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันผ่านพ้นไประยะหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Science Photo Library
เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของบราซิลได้พิพากษาคว่ำกฎที่ห้ามชายรักชายและชายรักได้ทั้งสองเพศบริจาคเลือดหากพวกเขามีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันภายในระยะเวลาไม่ถึง 12 เดือน
คดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลนานเกือบ 4 ปี ผู้พิพากษาศาลสูงสุด 7 คน จาก 11 คน ลงมติคว่ำกฎนี้ คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในบราซิล
ส่วนในสหรัฐฯ มีการลดการจำกัดช่วงเวลาห้ามบริจาคเลือดลงจากเดิม 1 ปี เป็น 3 เดือน หลังการมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. ในช่วงที่เกิดความกังวลว่าปริมาณเลือดจะไม่เพียงพอในช่วงวิกฤตโควิด
ส่วนในสหราชอาณาจักรกำลังจะมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การบริจาคเลือดเช่นกัน โดยจะมีผลในช่วงฤดูร้อนปี 2021 หลักเกณฑ์ใหม่จะมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมของแต่ละคน ไม่เกี่ยวกับเพศหรือรสนิยมทางเพศของบุคคลนั้น จากเดิมที่มีการห้ามชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในช่วงไม่ถึง 3 เดือนบริจาคเลือด
หลังจากหลักเกณฑ์ใหม่บังคับใช้ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายสามารถบริจาคเลือดได้เหมือนคนทั่วไป หากเขามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่ของตัวเองเพียงคนเดียวนานกว่า 3 เดือน และไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่มีการใช้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ทั้งยาเพร็ป (Prep) ซึ่งเป็นยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (Pre-exposure prophylaxis) และยาเป็ป (Pep) ซึ่งเป็นยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (Post-exposure prophylaxis) ภายในระยะเวลา 3 เดือนก่อนการบริจาคเลือด
ซูดานเลิกประหารเกย์
การมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ กลุ่ม ILGA ซึ่งเป็นกลุ่มเรียกร้องสิทธิของ LGBTQ+ ระบุว่า ซูดานเป็น 1 ใน 6 ประเทศ ที่บังคับใช้โทษประหาร สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน ชาติที่เหลือ คือ อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, เยเมน, ไนจีเรีย และโซมาเลีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซูดานได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว แต่ก็ยังคงโทษจำคุกไว้อยู่
ตามกฎหมายเดิมของซูดาน ชายรักชายจะถูกเฆี่ยน 100 ครั้งในการทำผิดครั้งแรก และถูกจำคุก 5 ปี ในการทำความผิดครั้งที่ 2 จากนั้นจะถูกประหารชีวิตหากกระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ส่วนบทลงโทษใหม่จะเป็นโทษจำคุกระหว่าง 5 ปี ถึงตลอดชีวิต
ประเทศที่ก้าวหน้ากว่านั้นคือ กาบองได้ยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันช่วงกลางปีที่ผ่านมา กลายเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในแถบซับซาฮาราที่คนเพศเดียวกันมีเพศสัมพันธ์กันได้อย่างถูกกฎหมาย
LGBTQ+ ในวงการเมือง
ส่วนในโลกเสรีที่มีการยอมรับการรักเพศเดียวกันมานานแล้ว กลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่เปิดเผยตัวก็ได้รับโอกาสให้มีบทบาทมากขึ้นในแวดวงการเมือง ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มคน LGBTQ+ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่หลายคน
สหรัฐฯ กำลังจะมีวุฒิสมาชิกหญิงข้ามเพศคนแรก หลังจากที่ ซาราห์ แม็กไบรด์ จากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในรัฐเดลาแวร์

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม็กไบรด์วัย 30 ปี เคยทำงานเป็นโฆษกให้กับกลุ่มฮิวแมนไรต์แคมเปญ (Human Rights Campaign) ซึ่งสนับสนุนด้าน LGBTQ และเคยฝึกงานที่ทำเนียบขาวในสมัยที่นายบารัก โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
"ฉันหวังว่า ค่ำคืนนี้จะแสดงให้เด็ก LGBTQ เห็นว่า ประชาธิปไตยของเรากว้างใหญ่เพียงพอสำหรับพวกเขาเช่นกัน" แม็กไบรด์ ทวีตข้อความหลังคว้าชัยเลือกตั้ง
เธอไม่ใช่ผู้สมัครข้ามเพศเพียงคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เทย์เลอร์ สมอลล์ จากรัฐเวอร์มอนต์ วัย 26 ปี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่สเตฟานี บายเออร์ส สร้างประวัติศาสตร์ในรัฐแคนซัส ในฐานะเป็นคนข้ามเพศผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภานิติบัญญัติของรัฐ
ในรัฐโอคลาโฮมา มอรี เทอร์เนอร์ กลายเป็นผู้สมัครที่ไม่ยึดติดกับการแบ่งเพศชายและหญิงคนแรกที่คว้าชัยได้เข้ามานั่งในสภานิติบัญญัติของรัฐ
ในรัฐนิวยอร์ก มอนแดร์ โจนส์ และริตชี ทอร์เรส กลายคนผิวดำที่เปิดเผยตัวว่าเป็นกลุ่ม LGBTQ คนแรกที่ชนะการเลือกตั้งได้เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ












