ค้นพบหอยทากจิ๋วชนิดใหม่-อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า กับ 5 ข่าวเด่นสิ่งแวดล้อมน่าสนใจในปี 64

ที่มาของภาพ, พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก อาจทำให้หลายเรื่องราวหลุดพ้นความสนใจไป หนึ่งในนั้นคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม บีบีซีไทยเลือก 5 ข่าวสิ่งแวดล้อมเด่นในรอบปี 2564 ที่คุณอาจจะพลาดไป
พบหอยทากจิ๋วชนิดใหม่
การพบสัตว์หรือพืชชนิดใหม่ ๆ นับเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้น ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าพื้นที่เหล่านี้จะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นอย่างดี อย่างเช่น การค้นพบหอยทากจิ๋วชนิดใหม่ของโลกในพื้นที่เขาโต๊ะกรัง จ.สตูล
ผศ.พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หนึ่งในทีมนักชีววิทยาที่ค้นพบหอยทากจิ๋วชนิดใหมนี้ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ทีมนักวิจัยพบหอยทากจิ๋วมีลักษณะคล้ายกาน้ำสีส้ม มีสันสีขาว ขนาด 2-3 มิลลิเมตร ระหว่างการสำรวจเขาหินปูนที่เขาโต๊ะกรังเมื่อเดือน มิ.ย. 2564ซึ่งเป็นการพบครั้งแรกในประเทศไทย ก่อนจะลงพื้นที่เก็บข้อมูลซ้ำในเดือน พ.ย.
ส่วนหอยทากจิ๋วกาน้ำสีส้ม ซึ่งอยู่ระหว่างการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการนี้จะเป็นชนิดใหม่ของโลกหรือไม่ ผศ.พงษ์รัตน์อธิบายว่าต้องตรวจสอบกับทางประเทศมาเลเซียก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกันไม่ขาดจากกัน
การสำรวจครั้งนั้นยังพบหอยทากจิ๋วสายพันธุ์อื่น ๆ อีกกว่า 10 ชนิด และยังค้นพบหอยในถ้ำอีกชนิดหนึ่ง ที่น่าจะเป็นการพบครั้งแรกของไทยเช่นกัน
นอกจากเขาโต๊ะกรังใน จ.สตูลแล้ว ทีมนักชีววิทยาของ ผศ.พงษ์รัตน์ ยังพบหอยทากจิ๋วอีกประมาณ 9 ชนิด ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น การพบหอยในถ้ำเพชรโพธิ์ทอง จ.สระแก้ว มีขนาดเฉลี่ยเพียง 0.64 มิลลิเมตร ซึ่งเขาบอกว่าน่าจะเป็นหอยทากจิ๋วที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง

ที่มาของภาพ, พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา
ผศ.พงษ์รัตน์บอกว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายของการสำรวจหอยทากจิ๋วในปีนี้อยู่ที่การศึกษาความหลากหลายของหอยทากจิ๋วในประเทศไทย และเพื่ออัพเดทฐานข้อมูลว่ามีชนิดไหนคงอยู่หรือสูญหายไปแล้วบ้าง
สำหรับเขา การค้นพบหอยทากจิ๋วชนิดใหม่ของโลกจึงเรียกได้ว่าเป็น "ผลพลอยได้" ของภารกิจนี้
ผศ.พงษ์รัตน์ทิ้งท้ายวา ธรรมชาติของหอยทากจิ๋วจะเคลื่อนย้ายที่น้อยมาก ชนิดที่พบจึงมักจะเป็น "ชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น" ซึ่งไม่พบในพื้นที่อื่น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพยากรเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมเพื่ออนุรักษ์ถิ่นอาศัยของหอยทากจิ๋วเหล่านี้ไว้
"ทรัพยากรทุกชนิด ถ้าเรารู้จัก รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ก็ต้องคำถึงมัน เช่น ถ้าคิดจะระเบิดเขาหินปูน แต่รู้ว่ามีชนิดพันธุ์เปราะบางอาศัยอยู่ก็อาจจะต้องเว้นไว้...หรือหาทางใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น พัฒนาเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ แต่กันพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของทรัพยากรหายากนั้นไว้ไม่ให้คนเข้าไปยุ่ง"
ความหวังดีของนักอนุรักษ์ แต่ส่งผลร้ายต่อชาวเล
ใครที่ติดตามภาพถ่ายเชิงอนุรักษ์ทางทะเลคงเคยได้ยินชื่อศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพอิสระและนักวิจัยที่นอกจากจะเผยแพร่ภาพถ่ายสวย ๆ แล้วยังมักจะจุดประเด็นชวนคิดเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลทางเพจเฟซบุ๊กของเขาเป็นระยะ ๆ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศิรชัยโพสต์เล่าเหตุการณ์ที่มีนักดำน้ำไปปล่อยปลาในไซของชาวประมงพื้นบ้านใน จ.สตูล ทำให้ชาวประมงเหล่านั้นต้องย้ายไซไปวางในที่ที่น้ำลึกมากขึ้นเพื่อหลบหลีก "ความหวังดี" ของนักดำน้ำที่อยากปล่อยปลา ผลก็คือการดำน้ำลึกในระดับที่อันตราย ทำให้ชาวประมงบางคนเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรค "น้ำหนีบ"
ศิรชัยเล่าว่าช่วงที่ผ่านมาไซดักปลาของชาวประมงถูกทำลายหลายครั้ง เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของนักดำน้ำบางคนที่ประสงค์ดี อยากจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล แต่อาจขาดความเข้าใจบริบทของพื้นที่และวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน

โรคน้ำหนีบคืออะไร
โรคจากการลดความกดอากาศ (Decompression sickness--DCS) หรือโรคน้ำหนีบ เป็นโรคที่เกิดจากการดำน้ำลึก เมื่อมีการดำน้ำลึก ความดันบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ก๊าซไนโตรเจนละลายเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย หากมีปริมาณมากเกินไป และ นักดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ก๊าซไนโตรเจนจะก่อตัวเป็นฟองก๊าซในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อ เกิดการอุดกั้นเส้นเลือด และสามารถ กระตุ้นกระบวนการอักเสบของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
ที่มา: งานเวชศาสตร์การเดินทาง กรมควบคุมโรค

ศิรชัยเล่าถึงกรณีของ "ชู" ชาวเลแห่งเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ที่ป่วยจากโรคน้ำหนีบหลังจากลงไปย้ายไซจับปลาไปวางในจุดที่ลึกกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้นักดำน้ำมาปล่อยปลาออกหรือถูกรบกวนจากนักดำน้ำที่มีจำนวนเยอะ รวมทั้งหลบกระแสน้ำแรงที่ทำให้ปลาเข้าไซน้อยกว่าที่เคย
"ไซที่เคยวางอยู่ที่เฉลี่ย 15 เมตร เลยโดนพาลงลึกไปกว่า 30 เมตร ซึ่งการจัดย้ายติดตั้งไซให้เหมาะสมในการจับปลา ก็กินเวลาพี่ชูใต้น้ำลึกไปกว่าหนึ่งชั่วโมง นักดำน้ำคงรู้ว่าถ้าใช้อากาศในการดำน้ำเรามีเวลาแค่ 20 นาทีที่ 30 เมตร" ศิรชัยเขียนเล่าช่วงปลายเดือน พ.ย.
เวลานับชั่วโมงใต้ท้องน้ำนั้นเอง ทำให้ชาวเลรายนี้ถูกโรคน้ำหนีบเล่นงาน และต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายวัน
ชูโชคดีกว่าชาวประมงพื้นบ้านอีกหลายคนที่ไม่รอดชีวิตจากโรคร้ายนี้ ศิรชัยระบุว่าก่อนหน้านี้มีชาวประมงเกาะหลีเป๊ะอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตหลังจากเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาแรมปีจากโรคน้ำหนีบ เพราะลงไปกู้ไซที่โดนทำลายในระดับน้ำที่ลึกถึง 40-50 เมตร

ที่มาของภาพ, ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ที่มาของภาพ, ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย
ช่างภาพนักอนุรักษ์ทะเลให้ความเห็นว่า การจับปลาด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้านอย่างไซหรือลอบนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลน้อยมาก เนื่องจากเครื่องมือจับปลาเหล่านี้จะคัดเลือกทั้งชนิดและขนาดปลาของปลาที่จับ อีกทั้งชาวประมงไม่ได้จับปลาในปริมาณมาก แต่จะออกไปเอาปลาทุก 7-15 วันเท่านั้น
เขามองว่าการจับปลาด้วยวิธีนี้เป็นวิถีชีวิตและการหารายได้ของชาวประมงพื้นบ้าน แต่นักดำน้ำหรือนักท่องเที่ยวมักไม่เข้าใจและมองว่าเป็นการทำลายธรรมชาติ
"ประมงพื้นบ้านมันเป็นสิ่งทีดีมากนะ สร้างปลามูลค่าสูง คุณภาพดี ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ชาวบ้านควรมีสิทธิมีเสียงในการบริหารจัดการพื้นที่...หวังว่าเราจะเข้าใจสิทธิของชุมชน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์และมีความเคารพกันมากขึ้น" ศิรชัยให้ความเห็น
การกลับมาของฉลามครีบดำที่อ่าวมาหยา
ภาพของฉลามครีบดำนับร้อยตัวที่ออกมาหากินบริเวณหน้าอ่าวมาหยา จ.กระบี่ ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่างบันทึกไว้ได้เมื่อต้นเดือน ธ.ค. สร้างความตื่นเต้นให้หลายคน และสำหรับคนในวงการอนุรักษ์ นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ว่าพื้นที่นี้มีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก
"นี่คือความหมายของคำว่ามหัศจรรย์ และนี่คือสิ่งที่เราต้องทำทุกทางเพื่อรักษาความมหัศจรรย์แห่งมาหยาไว้ให้จงได้ คือเหตุผลว่าทำไมกรมอุทยาน คณะที่ปรึกษาอุทยานทางทะเล จึงไม่อนุญาตให้ใครลงไปในน้ำ แม้ว่าจะมีการเปิดอ่าวมาหยาในอีกไม่ช้า" ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังมีรายงานการพบฉลามครีบดำอย่างน้อย 161 ตัวที่อ่าวมาหยา
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีคำสั่งปิดอ่าวมาหยาตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหายอย่างหนักจากการท่องเที่ยวที่บูมขึ้นมาจากการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง "เดอะบีช"
วันที่ 1 ม.ค. 2565 นี้ ทส. กำหนดเป็นวันดีเดย์เปิดอ่าวมาหยาต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง
ผศ.ดร. ธรณ์ระบุว่าตลอด 3 ปีที่ปิดอ่าวมาหยา หลายฝ่ายได้ช่วยกันปลูกปะการังหลายหมื่นกิ่ง ซึ่งการสำรวจล่าสุดพบว่าปะการังส่วนใหญ่อยู่รอดและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าหน้าที่ต้องคอยดูแล ดำน้ำเก็บขยะที่มักลอยมาติดตามก้อนปะการัง ซึ่งแต่ละครั้งเก็บได้หลายสิบกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร. ธรณ์กล่าวว่า "ยังอีกไกลมาก" กว่าที่ปะการังในอ่าวมาหยาจะฟื้นฟูกลับมาอยู่ใกล้เคียงสภาพเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น
สำหรับแนวทางการเปิดอ่าวมาหยานั้น เจ้าหน้าที่กำหนดจุดจอดเรือนักท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่ให้เข้ามาจอดในพื้นที่หน้าอ่าวเหมือนที่เคยเป็น และจะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่เป็นรอบ ๆ ละไม่เกิน 375 คน โดยต้องจองเข้าพื้นที่ล่วงหน้า
นอกจากนี้จะไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำในอ่าวมาหยา เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของฉลามครีบดำจำนวนมาก อาจเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันแหล่งที่อยู่และแหล่งอนุบาลลูกฉลาม รวมถึงปะการังที่กำลังฟื้นตัวไม่ให้ถูกรบกวนจากนักท่องเที่ยว
การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่ Net Zero ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า
จากแผนพลังงานชาติที่ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2608 - 2613 ไทยจะมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emission) อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงเริ่มถูกจับตาว่าจะมีการปรับตัวอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการใช้รถไฟฟ้า
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่านโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์หรือ "นโยบาย 30@30" ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยที่เป็นรูปธรรมที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา และคาดหวังว่าจะยิ่งชัดเจนขึ้นอีกในปี 2565 หากรัฐบาลใช้มาตรการทางภาษีมาสนับสนุน
ภายใต้นโยบาย 30@30 ของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ไทยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle—ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ.2030 (พ.ศ. 2573) ซึ่งรัฐบาลวางไว้เป็นกลไกหนึ่งที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ในอนาคตอย่างที่หลายประเทศนำหน้าไปแล้ว
รศ.ดร. กิริยาระบุว่า มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยปรับมาใช้รถไฟฟ้า ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร และรัฐบาลให้เงินอุดหนุนภายใต้กรอบวงเงิน 40,000 ล้านบาท จะเป็นการปิดช่องโหว่ที่ประชาชนกังวล นั่นคือราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูง
นอกจากนี้ จะต้องมีการตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมด้วย
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์บอกว่าการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เพราะในอนาคตการใช้รถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะน้อยลงเรื่อย ๆ หากไม่ปรับตัวสู่รถยนต์ไฟฟ้าก็ย่อมกระทบต่อการส่งออก
เสือโคร่ง "วิจิตร" ดาวดังส่งท้ายปี
แต่ละปีมักมีสัตว์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ด้วยเรื่องราวที่แตกต่างกันไป บางปีเป็นพะยูน บางปีเป็นช้าง ซึ่งทุกครั้งที่พวกมันตกเป็นข่าวใหญ่ ก็จะทำให้สังคมหันมาสนใจชีวิต ระบบนิเวศ และการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี
สำหรับปี 2564 สัตว์ที่เป็นดาวเด่นและปลุกกระแสความสนใจของผู้คนต่อสถานการณ์เสือโคร่งในไทยคือเสือโคร่งหนุ่มที่ทีมนักวิจัยให้ชื่อว่า "วิจิตร" นับตั้งแต่มันถูกพบเมื่อปี 2562
เสือโคร่งวิจิตรตกเป็นข่าวหลังจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเปิดเผยว่ามันได้ออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มาอยู่บริเวณเขาน้ำอุ่น ที่มีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวกันมาก
เสือโคร่งตัวนี้มีปลอกคอสัญญาณดาวเทียมติดไว้ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อให้นักวิจัยติดตามพฤติกรรมการหากินและการอยู่อาศัยของเสือโคร่งกว่า 200 ตัวในป่าห้วยขาแข้งและผืนป่าตะวันตก

ที่มาของภาพ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
วันที่ 4 ธ.ค. เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ตรวจพบสัญญาณของเสือโคร่งวิจิตร บริเวณเขาลูกน้อยด้านตะวันตกของเขาน้ำอุ่น มีแนวโน้มมุ่งหน้ากลับเข้าป่า
เพจเฟซบุ๊ก Thailand Tiger Project DNP ของกรมอุทยานฯ รายงานความคืบหน้าในการติดตามเสือโคร่งตัวนี้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เจ้าหน้าที่รายงานว่าเสือโคร่งวิจิตรข้ามกลับมาจากฝั่งอุทยานแห่งชาติแม่วงก์แล้ว แต่ยังอยู่ห่างจากถิ่นฐานของมันอีกหลายสิบกิโลเมตร
เพจ Thailand Tiger Project DNP ให้ข้อมูลว่าเสือโคร่งในวัยนี้มักจะเดินหาพื้นที่เพื่ออยู่อาศัย ก่อนจะหาคู่ เนื่องจากเสือตัวนี้อาศัยอยู่ในบริเวณชายขอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ เมื่อมันออกเดินหาที่อยู่จึงเข้าไปในที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน
ข้อมูลของคณะกรรมการด้านสัตว์ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ประเมินเมื่อปี 2536 ว่าทั่วโลกเหลือเสือโคร่งอาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติไม่ถึง 8,000 ตัวเท่านั้น จากเกือบ 100,000 ตัวเมื่อปลายศตวรรษที่ 19
นายสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ คาดว่า ณ ปี 2564 ไทยมีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในผืนป่าธรรมชาติประมาณ 145-170 ตัว
"เสือสามารถหมดไปได้ภายในปีเดียว ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย" นายสมโภชน์เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย
การเดินทางและการติดตามเสือโคร่งวิจิตรได้ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ป่าซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของเสือโคร่ง และเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ชีวิตของสัตว์ป่าหายากชนิดนี้












