โลกร้อน : คำสัญญารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของนายกฯ ประยุทธ์ กับผู้นำชาติอื่นที่ COP26

ที่มาของภาพ, Reuters
"ผมมาร่วมประชุมวันนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ และทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการแก้ปัญหาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เพราะภารกิจนี้คือความเป็นความตายของโลกและอนาคตของลูกหลานของพวกเราทุกคน"
ย่อหน้าข้างบนคือคำกล่าวเริ่มต้นในสุนทรพจน์ความยาวราว 4 นาทีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ที่เดินทางไปร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อ 1 พ.ย.
พล.อ. ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้นำจากกว่า 120 ประเทศที่เดินทางมาร่วมการประชุมนี้ ที่นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรชาติเจ้าภาพเตือนว่า ตอนนี้โลกเหลือเวลาแค่ "1 นาทีก่อนเที่ยงคืน" แล้ว ซึ่งหมายถึง ห้วงเวลาสุดท้ายก่อนจะเกิดเหตุ
หลายชาติที่ถูกกล่าวว่าว่าเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมรายใหญ่ โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และบราซิล กำลังเผชิญแรงกดดันเรื่องการใช้พลังงานถ่านหินและการตัดไม้ทำลายป่า
เป้าหมายในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส หรืออย่างเลวร้ายที่สุดไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ก่อนถึงปี 2100 แต่สหประชาชาติเตือนว่า คำมั่นสัญญาที่ให้กันอยู่ตอนนี้จะทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส ซึ่งสหประชาชาติบอกว่าจะเป็น "หายนะทางสภาพภูมิอากาศ"

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล
ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากสหราชอาณาจักรในฐานะประเทศเจ้าภาพอยากให้ทุกประเทศตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2050 ก็ต้องการได้คำมั่นสัญญาเป็นแผนอย่างเจาะจงเรื่องการเลิกใช้ถ่านหิน การเปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า และการอนุรักษ์ป่าไม้
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องการจะได้รับเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประเทศร่ำรวยเคยให้สัญญาไว้ให้เป็นงบประมาณรายปีที่จะช่วยปรับตัวรับกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

ที่มาของภาพ, Reuters
สุนทรพจน์นายกฯ
พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาไม่ถึง 4 นาที กล่าวสุนทรพจน์ 8 ข้อ ที่พูดถึงความสำเร็จของประเทศไทยในการทำความสัญญาที่ให้ว่า และความมุ่งมั่นในอนาคต พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาตร่วมกันแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเป็นภาษาไทยว่า ในปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกในปริมาณราว 0.72% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เขาไปร่วมการประชุมสุดยอดเรื่องภูมิอากาศของสหประชาชาติที่กรุงปารีสเมื่อปี 2015 โดยไทยอยู่ในประเทศกลุ่มแรกที่ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของความตกลงปารีส
จากการจัดลำดับขององค์กร Climate Watch ในปี 2018 ไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก หรือคิดเป็นปริมาณ 0.8% ของก๊าซเรือนกระจกที่มีการปล่อยทั่วโลก ส่วนประเทศที่ปล่อยมากเป็นอันดับ 1 ของโลกคือจีนที่ (19.19%) รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา (18.13%)
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยได้กำหนดเป้าหมายแผนการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Actions NAMAs) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งอย่างน้อย 7% ภายในปี 2020 แต่ทว่าในปี 2019 ไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 17% ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 2 เท่า และก่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้มากกว่า 1 ปี
นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศแรก ๆ ที่จัดส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (Nationally Determined Contributions - NDC) ฉบับปรับปรุงปี 2020 และจัดทำแผนงานต่าง ๆ ในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ล่าสุด ไทยได้ส่งยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำให้กับที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่จัดทำยุทธศาสตร์นี้
"วันนี้ผมจึงมาพร้อมกับเจตนารมณ์ที่เป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี 2065 และด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับ NDC ของเราขึ้นเป็นร้อยละ 40 ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2050"

ศัพท์เทคนิคที่เรามักได้ยิน
COP26 - COP ย่อมาจาก Conference of the Parties หรืออาจแปลได้ว่าการประชุมสมัชชาประเทศ
ข้อตกลงปารีสฯ - ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2015 เป็นครั้งแรกที่ประเทศต่าง ๆ ตกลงจะจัดการกับภาวะโลกร้อนและลดการปลดปล่อก๊าซเรือนกระจก
IPCC - คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ
1.5 องศาเซลเซียส - เป้าในการพยายามไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิด 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์บอกว่าหากทำได้ โลกจะไม่เผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ก๊าซเรือนกระจก - ประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด ที่สำคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ โอโซน สารคลอโรฟลูออกโรคาร์บอน และฮาโลคาร์บอน
ก๊าซเหล่านี้สามารถเก็บกักรังสีความร้อนจากผิวโลก แล้วคายรังสีความร้อนนั้นกลับลงมา ทำให้อุณหภูมิบนผิวโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนรังสีความร้อนไม่ให้ออกไปจากโลก จึงเรียกว่า "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) และเรียกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีหลายชนิดรวม ๆ ว่าการปล่อยคาร์บอน (carbon emission)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นผลพวงจากการเกิดภาวะโลกร้อน เพราะเมื่อรังสีความร้อนในบรรยากาศใกล้ผิวโลกถ่ายเทความร้อนนั้นให้แก่อากาศ ดินและน้ำ ก็ทำให้เกิดกระแสลม วัฏจักรของน้ำ ฝน พายุ ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกจึงส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนไปจากเดิม จนเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตในโลก


ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า
เป้าหมาย "ไม่สอดคล้อง" กับวิกฤต
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจากระดับที่ปล่อยในปี 2005/2548 ลง 20-25% ภายในปี 2030/2573
เป้าหมายดังกล่าว ถูกวิจารณ์จากเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมไทยที่ติดตามเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า "ไม่สอดคล้องแล้วกับสถานการณ์วิกฤต" และเสนอว่ารัฐบาลไทยควรกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เท่าทันกับวิกฤตการณ์ คือ จากนี้เป็นต้นไป จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยกว่าปี 2019/2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดการะบาดของโควิด-19 และตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงถึง 50% ภายในปี 2030/2573
ค.ศ. 2030 เป็นหมุดหมายสำคัญ ซึ่งสหราชอาณาจักรในฐานะประเทศเจ้าภาพต้องการให้ประเทศต่าง ๆ มีเป้าลดการปล่อยคาร์บอนให้มากที่สุด และอยากทุกประเทศให้คำมั่นสัญญาว่าภายในปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 จะให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้
จริยา เสนพงศ์ หัวหน้าทีมรณรงค์ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กรีนพีซประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทย ว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยระยะ 10 ปีนั้น "ไม่ได้มีความท้าทาย" เลย และยังไม่มองไม่เห็นความชัดเจนของทางการไทยในการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด
"เป้าหมายนี้ไม่ได้มีความท้าทายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย เพราะเป็นการตั้งเป้าหมายในระดับที่ไทยทำได้แน่นอน เช่น การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียน"
สำหรับนักรณรงค์ด้านพลังงานอย่างจริยา เป้าหมายที่ท้าทายและจะพิสูจน์ความจริงจังของไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกคือการ "ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน"

ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า
ก่อนหน้านี้ นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บอกกับบีบีซีไทยว่า หลังจากไทยเข้าร่วมความตกลงปารีสว่าด้วยการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาฯ และการจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ไทยก็เริ่มดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามพันธสัญญา ซึ่งจากการประเมินเมื่อปี 2019/2562 พบว่าไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานและการขนส่งได้ 64.2 ล้านตันคาร์บอนจากปีฐานในปี 2005/2548 หรือลดลง 17.5% จากปริมาณที่ปล่อยในปี 2005/2548 ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายในระยะแรก
แต่สิ่งที่ท้าทายในขณะนี้คือการบรรลุเป้าหมายในระยะที่ 2 ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% จากปีฐาน 2548 หรือคิดเป็น 111-139 ตันคาร์บอนฯ ภายในปี 2573 และที่ยากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือความตกลงปารีสกำหนดให้ประเทศที่ร่วมลงนามปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050 หรือภายในครึ่งแรกของศตวรรษนี้
สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร อินเดีย ว่าอย่างไร
เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนไม่ได้มาร่วมงาน แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งไปยังสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากจีน โดยข้อมูลจากเมื่อปี 2019 ชี้ว่า สหรัฐฯ ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 5,107 เมกกะตัน ตามหลังจีนซึ่งปลดปล่อยถึง 11,535 เมกะตันต่อปี
แต่เมื่อย้อนมองถึงอดีตตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว ไม่มีประเทศไหนปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่าสหรัฐฯ โดยเว็บไซต์รวบรวมข้อมูล Our World in Data บอกว่าตั้งแต่ปี 1750 สหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 410.2 พันล้านตัน ซึ่งมากกว่าจีนเกือบ 2 เท่า
นายไบเดน บอกว่า นี่เป็นทศวรรษสำคัญที่เรามีโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง "ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกหนีสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดได้… หากเราพลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้"
แมตต์ แมคแกรธ ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อมของบีบีซี บอกว่า ไบเดนยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนมากนัก แต่ก็มีแผนยุทธศาสตร์ที่จะบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2050
นอกจากนี้ เขายังได้ประกาศบริจาคเงินโดยยังได้เปิดเผยจำนวนต่อกองทุนเพื่อการปรับตัว (Adaptation Fund) เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวรับมือกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีว่า เขาไม่ได้สนับสนุนให้มีการสร้างเหมืองถ่านหินเพิ่ม แต่ก็บอกด้วยว่าอำนาจตัดสินใจอนุมติโครงการเสนอสร้างเหมืองถ่านหินที่มณฑลคัมเบรียทางตอนเหนือของอังกฤษที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ไม่ได้อยู่ที่เขา
นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้นำสหราชอาณาจักรในเรื่องนี้อย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา และน่าจะเป็นแรงสำคัญในการเจรจาและโน้มน้าวให้ชาติอื่น ๆ ค่อยเลิกใช้ถ่านหิน
ในสุนทรพจน์เปิดงาน นายจอห์นสันเปรียบผู้แทนเจรจาจากชาติต่าง ๆ ในการประชุมครั้งนี้ว่าเหมือนเจมส์ บอนด์ ที่กำลังถือระเบิดนับถอยหลังเวลาวันโลกาวินาศ ที่ต่างกันคือโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์แต่เป็นเรื่องจริง
"...ตอนนี้เหลืออีกหนึ่งนาทีก่อนเที่ยงคืนของนาฬิกานับถอยหลังวันโลกาวินาศ และเราต้องลงมือจัดการเดี๋ยวนี้"
นอกจากให้เลิกใช้ถ่ายหินแล้ว นายจอห์นสันต้องการให้ชาติต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และเริ่มฟื้นฟูป่าไม้ที่ถูกทำลายไป
ด้าน นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดีย แถลงในที่ประชุมผู้นำว่าอินเดียจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2070 ช้ากว่าที่จีนสัญญาไว้ถึง 10 ปี และ ช้ากว่าเป้าที่ประชุมสุดยอดตั้งไว้ถึง 20 ปี
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์










