โลกร้อน: ไทยจะประกาศลดก๊าซเรือนกระจก 25% ในที่ประชุม COP26 แต่นักสิ่งแวดล้อมว่าน้อยไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นับถอยหลังสู่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ประเทศไทยดูเหมือนจะพร้อมทุกอย่างแล้วหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เห็นชอบท่าทีเจรจาของไทยและรับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยในการประชุมโลกร้อนที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. นี้ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์
กรอบท่าทีเจรจาในการประชุม COP26 ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ให้คณะผู้แทนของไทยที่มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหัวหน้าคณะไปเจรจานั้น มีเนื้อหาไม่แตกต่างจากการประชุมในครั้งก่อน ๆ มากนัก คือ ย้ำหลักการภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่ไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เช่น
- ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละประเทศ
- ประเทศพัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การกำหนดนโยบายหรือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้าและสังคมของประเทศกำลังพัฒนา
- ส่งเสริมบทบาทของภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งในด้านการกักเก็บคาร์บอนและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การกำหนดแนวทางและกลไกความร่วมมือเกี่ยวกับกลไกตลาดและไม่ใช้ตลาดในการลดก๊าซเรือนกระจกต้องไม่เป็นภาระเพิ่มเติมให้ประเทศ
- ประเทศพัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำและสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
มติ ครม. ระบุด้วยว่า "ข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากนี้ หากไม่เป็นการขัดกับท่าที่การเจรจาของไทยและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทน"
ล่าสุดวันนี้ (27 ต.ค.) มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจจะเดินทางไปเข้าร่วมประชุม COP26 ที่กลาสโกว์ด้วย แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมในช่วงวันใด เนื่องจากการประชุมจะมีไปจนถึงวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งหากเดินทางไปจริงจะถือเป็นครั้งแรกที่นายกฯ เดินทางออกนอกประเทศหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากกรอบท่าทีเจรจาของไทยแล้ว สิ่งที่น่าจับตาอีกอย่างหนึ่งก็คือเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่คณะผู้แทนไทยจะนำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งก่อนหน้านี้นายวราวุธเปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจากระดับที่ปล่อยในปี 2548 ลง 20-25% ภายในปี 2573 ซึ่งไทยจะนำเสนอเป้าหมายนี้ในการประชุม COP26
เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% นี้ถูกวิจารณ์จากเครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมไทยที่ติดตามเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า "ไม่สอดคล้องแล้วกับสถานการณ์วิกฤต" และเสนอว่ารัฐบาลไทยควรกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เท่าทันกับวิกฤตการณ์ คือ จากนี้เป็นต้นไป จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดการะบาดของโควิด-19 และตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงถึง 50% ภายในปี 2573
ไม่ว่าเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของไทยจะเป็น 20-25% ที่รัฐบาลไทยจะเสนอใน COP26 หรือ 50% ตามที่องค์กรสิ่งแวดล้อมเรียกร้อง คำถามสำคัญก็คือไทยจะทำตามเป้าหมายนั้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งอาจตอบได้จากสถานการณ์การปล่อยและความสำเร็จ/ความล้มเหลวในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยในช่วงที่ผ่านมา
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย
ในรายงานความก้าวหน้าของการลดก๊าซเรือนกระจกฉบับล่าสุดที่สำนักงานนโยบายธรรมชาติและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ส่งถึงสำนักเลขาธิการ UNFCCC เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2563 ระบุว่าในปี 2559 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 354 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ป่าไม้และการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสามารถดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ราว 91 ล้านตันคาร์บอนฯ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยอยู่ที่ 263 ล้านตันคาร์บอนฯ
จากการจัดลำดับขององค์กร Climate Watch ในปี 2561 ไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก หรือคิดเป็นปริมาณ 0.8% ของก๊าซเรือนกระจกที่มีการปล่อยทั่วโลก ส่วนประเทศที่ปล่อยมากเป็นอันดับ 1 ของโลกคือจีนที่ (19.19%) รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา (18.13%)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของ ทส. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่าแหล่งที่มาของก๊าซเรือนกระจกของไทย 4 อันดับแรก คือ ภาคพลังงาน (253 ล้านตันคาร์บอนฯ ต่อปี) ซึ่งคิดเป็น 70% ของปริมารก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย ตามด้วยภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะนาข้าวและการทำปศุสัตว์ (52 ล้านตันคาร์บอนฯ) ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตซีเมนต์ (31 ล้านตันคาร์บอนฯ) และภาคของเสีย (17 ล้านตันคาร์บอนฯ)
"ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐฯ ต่างเอาจริงในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถ้าหากไทยไม่ปรับตัวเพื่อดำเนินการในทิศทางนี้ เราอาจจะโดนกีดกันด้านการค้าผ่านการเก็บภาษีคาร์บอน" นายเกียรติชายเตือน
เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก
นายเกียรติชายกล่าวว่าหลังจากไทยเข้าร่วมความตกลงปารีสว่าด้วยการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาและการจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ไทยก็เริ่มดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามพันธสัญญา ซึ่งจากการประเมินเมื่อปี 2562 พบว่าไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานและการขนส่งได้ 64.2 ล้านตันคาร์บอนจากปีฐานในปี 2548 หรือลดลง 17.5% จากปริมาณที่ปล่อยในปี 2548 ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายในระยะแรก
แต่สิ่งที่ท้าทายในขณะนี้คือการบรรลุเป้าหมายในระยะที่ 2 ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% จากปีฐาน 2548 หรือคิดเป็น 111-139 ตันคาร์บอนฯ ภายในปี 2573 และที่ยากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือความตกลงปารีสกำหนดให้ประเทศที่ร่วมลงนามปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ.2050 หรือภายในครึ่งแรกของศตวรรษนี้
เพื่อที่จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่แสนท้าทายนี้ ทางการไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก 2564-2573 ขึ้น ซึ่งคาดว่านายวราวุธ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม COP26 จะไปเสนอต่อนานาชาติเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแผนนี้เน้นการลดก๊าซเรือนกระจกใน 3 สาขาหลัก คือ
- พลังงานและขนส่ง เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทนในครัวเรือน อาคาร อุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่ง
- อุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ เช่น มาตรการทดแทนการใช้ปูนเม็ด ปรับเปลี่ยนชนิดสารทำความเย็น
- การจัดการของเสีย เช่น ลดปริมาณขยะ เพิ่มการรีไซเคิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย และผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียอุตสาหกรรม

ก๊าซเรือนกระจก โลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด ที่สำคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ โอโซน สารคลอโรฟลูออกโรคาร์บอน และฮาโลคาร์บอน
ก๊าซเหล่านี้สามารถเก็บกักรังสีความร้อนจากผิวโลก แล้วคายรังสีความร้อนนั้นกลับลงมา ทำให้อุณหภูมิบนผิวโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนรังสีความร้อนไม่ให้ออกไปจากโลก จึงเรียกว่า "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) และเรียกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีหลายชนิดรวม ๆ ว่าการปล่อยคาร์บอน (carbon emission)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นผลพวงจากการเกิดภาวะโลกร้อน เพราะเมื่อรังสีความร้อนในบรรยากาศใกล้ผิวโลกถ่ายเทความร้อนนั้นให้แก่อากาศ ดินและน้ำ ก็ทำให้เกิดกระแสลม วัฏจักรของน้ำ ฝน พายุ ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกจึงส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนไปจากเดิม จนเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อหลายชีวิตในโลก
ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ฝันไกลถึง "Net Zero"
นายเกียรติชายกล่าวว่าแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกนี้จะนำไปสู่การ "ปฏิรูปครั้งใหญ่" ในภาคพลังงานเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็น "สังคมคาร์บอนต่ำ" ตัวอย่างเช่น กำหนดว่า 50% ของโรงไฟฟ้าที่จะสร้างขึ้นใหม่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
"เรียกว่าจะปฏิรูปมากมายเพื่อให้พลังงานหมุนเวียน เข้ามาเป็นสัดส่วนของไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่สำคัญมาก แล้วก็มีแนวคิดให้ชะลอการใช้โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน หรือเลิกใช้ไฟฟ้าจากถ่านหิน" เกียรติชายกล่าว
นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้าแทนรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนตัว โดยกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าแต่ละปีจะต้องเพิ่มปริมาณการใช้รถพลังงานไฟฟ้าและลดจำนวนรถที่ใช้น้ำมันเท่าไหร่
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้งการลดปริมาณการปล่อยและเพิ่มศักยภาพในการดูดกลับหรือกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัวเลขที่ อบก. อยากเห็นคือภาคพลังงานจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ปีละ 86 ล้านตันคาร์บอนฯ และป่าไม้ต้องดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ปีละ 120 ล้านตันคาร์บอนจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้
เป้าหมายไม่ท้าทาย
จริยา เสนพงศ์ หัวหน้าทีมรณรงค์ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กรีนพีซประเทศไทย มองว่าเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยระยะ 10 ปีนั้น "ไม่ได้มีความท้าทาย" เลย และยังไม่มองไม่เห็นความชัดเจนของทางการไทยในการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด
"เป้าหมายนี้ไม่ได้มีความท้าทายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลย เพราะเป็นการตั้งเป้าหมายในระดับที่ไทยทำได้แน่นอน เช่น การเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียน"
สำหรับนักรณรงค์ด้านพลังงานอย่างจริยา เป้าหมายที่ท้าทายและจะพิสูจน์ความจริงจังของไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกคือการ "ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
"เรายังไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนไหนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงแผนผลิตพลังงานของประเทศเพื่อนำไปสู่การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างสูงสุด หรือสั่งหยุดการเดินหน้าโครงการโรงงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะโรงฟ้าฟ้าถ่านหิน" เธอกล่าว
จากการวิเคราะห์ของกรีนพีซ หากไทยยกเลิกแผนการสร้างสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนทั้งหมดออกไป ไทยจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 112 ล้านตันคาร์บอนฯ
"ประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 43,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 30,000 เมกะวัตต์ นั่นหมายความว่าถ้าเราปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ก็จะปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินได้" จริยาอธิบาย
ขาดวิสัยทัศน์เรื่องแผนรองรับภัยพิบัติจากโลกร้อน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ องค์กร Germanwatch ได้เผยแพร่รายงานการประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Report) และได้จัดไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง
ขณะที่องค์การสหประชาชาติคาดว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ ฯลฯ ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
รศ. ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ บอกกับบีบีซีไทยว่าประเทศไทยดำเนินการด้านการรับมือภัยพิบัติเหล่านี้อย่างเชื่องช้ามาก
"ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการตอบรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเราไม่มีทั้งข้อมูลและไม่ได้ทำการศึกษาในเรื่องนี้" ดร. เสรีกล่าว "...เท่าที่ผมรู้เรายังไม่มีมาตรการอะไรเลยในการรับมือกับภาวะน้ำท่วม"
"ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และถ้าจะต้องลงมือทำจริง ๆ มันยากมากถ้าไม่มีแผนรองรับตรงนี้ ผมจะทำใช้เวลาทำแผน (รับมือน้ำท่วม)ใช้เวลา 6-12 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องเอาไปหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะ อย่างที่ญี่ปุ่นทำก็ใช้เวลามากถึง 20 ปี"
ดร. เสรีแสดงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์น้ำท่วมและภาวะน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเขาได้อธิบายว่าพื้นที่บริเวณอ่าวไทยจะได้รับผลกระทบหนักสุด โดยเฉพาะกรุงเทพฯ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติกล่าวว่าปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจะส่งผลกระทบลึกเข้ามาถึงหลายจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรงจากการเกิดน้ำกร่อย รวมถึงการผลิตน้ำประปาเพราะว่าแหล่งน้ำประปาอยู่ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี และน้ำทะเลก็จะหนุนไปถึงตรงนั้น
"มันเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่มากสำหรับประเทศ ถ้ายังไม่มีการตัดสินใจสถานการณ์จะแย่มาก" ดร.เสรีกล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมองเรื่องนี้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ช่วงที่ตัวเองอยู่ในวาระ
"ประเทศไทยไม่มีแผน (รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ) ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่เพราะวิสัยทัศน์ของผู้นำ เรื่องนี้เป็นเรื่องของภัยคุกคามที่จะทำให้เราแทบไม่มีที่อยู่แต่เราไม่ทำ"
จริยา นักรณรงค์ด้านพลังงานจากกลุ่มกรีนพีซเห็นตรงกับ ดร.เสรีในประเด็นนี้ เธอบอกว่าตราบใดที่ยังไม่มีแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม เงินภาษีจำนวนมากของประชาชนก็จะต้องถูกใช้ไปกับการเยียวยาหายนะที่จะเกิดขึ้น
เธออ้างข้อมูลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่คำนวณออกมาว่าความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น หากคิดเป็นเงินแล้วตกอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตันคาร์บอนฯ
10 ข้อเสนอจากภาคประชาสังคม
หลังจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) เผยแพร่รายงานการศึกษาเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมและภูมิอากาศโลก รวมทั้งคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตฉบับล่าสุดออกมาเมื่อเดือน ส.ค. ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ในเวลาไม่เกิน 20 ปี อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียสอย่างแน่นอน ซึ่งเท่ากับว่าเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวตามความตกลงปารีส มีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่เป็นผลสำเร็จ เว้นแต่ทุกชาติจะร่วมกันทุ่มเททรัพยากรทุกด้านอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อแก้ปัญหาในทันที
ภาคประชาสังคมไทยที่ติดตามเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งรวมตัวกันในนามเครือข่ายโลกเย็นที่เป็นธรรมหรือ Thai Climate Justice for All ได้ออกแถลงการณ์พร้อมข้อเสนอ 10 ข้อต่อรัฐบาลไทย เนื่องจากเห็นว่าเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกและแผนต่าง ๆ ของรัฐบาล "ยังห่างไกลกับสถานการณ์วิกฤติและหนทางออกที่ IPCC คาดหวัง และล่าช้าเกินไป"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อเสนอทั้ง 10 ข้อสรุปได้ดังนี้
- กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกใหม่โดยให้กำหนดว่าตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกินปริมาณที่ปล่อยในปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนเกิดสถานการณ์โควิด และกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยสุทธิลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 และการปล่อยสุทธิในภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นศูนย์ภายในปี 2583 และปล่อยให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593
- มีแผนยุติการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยด่วนและแทนที่ด้วยพลังงานหมุนเวียน เร่งติดตั้งหรือสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล ลม และพลังน้ำขนาดเล็ก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
- ปฏิรูปภาคเกษตรกรรมจากเกษตรเชิงเดี่ยวสู่เกษตรนิเวศหรือเกษตรกรรมยั่งยืน เนื่องจากระบบเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่สร้างก๊าซมีเทนจำนวนมาก และเกษตรกรปรับตัวได้ยากในภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ปฏิรูปการจัดการป่าโดยกระจายอำนาจสู่ชุมชน และกำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของพื้นที่ประเทศ
- อนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลและชายฝั่ง และโครงการพัฒนาชายฝั่งต้องอยู่บนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนเพราะระบบนิเวศทะเล ได้แก่ ปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน สัตว์ทะเล สำคัญต่อมนุษย์ ทั้งในด้านการลดมลพิษ ป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นกันชนระหว่างแผ่นดินกับทะเลที่จะเพิ่มระดับสูงขึ้น
- พัฒนาบัญชีรายชื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทและทุกขนาดทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจากที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการลงทุนสู่การเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- ให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบและการปรับตัวของชุมชน เพราะแผนงานของรัฐมุ่งแต่การลดปล่อยก๊าซเรือนกรจะจกแต่ให้น้ำหนักน้อยในการแก้ไขผลกระทบ และส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามารถตั้งรับปรับตัว
- กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ตอบสนองต่อปัญหาในเพศที่แตกต่างอย่างเท่าเทียม
- ส่วนราชการ รัฐสภาและสถาบันการศึกษาควรดำเนินการเพื่อเป็นตัวอย่างในการลดก๊าซเรือนกระจก
- กำหนดนโยบายที่เอื้อให้ประชาชนร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม เช่น สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในครัวเรือน เพราะจากข้อมูลของกระทรวงพลังงานพบว่า ในปี 2563 คนไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยคนละ 3.87 ตัน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์บนหลังคาบ้านจะสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 1.6 ตัน หรือลดได้ 20% ต่อครัวเรือน เป็นต้น











