วัคซีนโควิด: สธ. จ่อเดินหน้าฉีดวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า หลัง WHO ชี้ไร้ความเชื่อมโยงภาวะลิ่มเลือด วอนหยุดใช้ “ข้อมูลเก่า” วิจารณ์แผนฉีดวัคซีน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สธ. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและเตรียมหาข้อสรุปภายในต้นสัปดาห์หน้า หลังมีงานวิจัยอีกชุดระบุว่าอาการลิ่มเลือดอุดตัน ไม่น่าเกิดจากการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า และกำลังรอดูข้อมูลทางการจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่
"ถ้าไม่มีปัญหา เราก็จะฉีดได้ต่อไปตามแผน" นพ. โอภาสกล่าว
แผนการฉีดวัคซีนให้แก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 11 ราย ถูกเลื่อนอย่างกะทันหันเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.) หลังมีรายงานว่าบางประเทศในทวีปยุโรประงับการฉีดวัคซีนของแอสตร้าฯ เนื่องจากพบผลข้างเคียงคืออาการลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีนบางราย
ทว่าองค์การอนามัยโลกระบุว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัคซีนกำลังตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยที่เข้ามา และย้ำว่า "ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนแอสตร้าฯ กับภาวะลิ่มเลือด" เช่นเดียวกับองค์กรยาของสหภาพยุโรป (EMA) ที่เห็นว่า "ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าอาการเหล่านี้ เป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ ยังคงสามารถฉีดวัคซีนนี้ต่อไปได้"
- นายกฯ และรัฐมนตรีเลื่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า
- ว"อนุทิน" นำ 3 รัฐมนตรีอายุไม่เกิน 60 ปี ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรก
- วัคซีนโควิด: แอสตร้าเซเนก้าชี้แจงเหตุผลเลือกสยามไบโอไซเอนซ์เป็นผู้ผลิต
- อนุทิน-วิโรจน์ จับ "โกหก" กันกลางสภาปมวัคซีนต้านโควิด-19 ขณะที่ "ทีมองครักษ์" พปชร. พาดพิง "พ่อ" ส.ส. ก้าวไกล
ในระหว่างแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวันนี้ (13 มี.ค.) นพ. โอภาสยังใช้เวลาช่วงหนึ่งอธิบายแผนบริหารจัดการวัคซีนต้านโควิด-19 ของไทยในภาพรวม โดยยืนยันว่าภายในปีนี้ จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้อย่างน้อย 63 ล้านโดส และเรียกร้องให้ "บางคนที่จงใจใช้ข้อมูลบิดเบือน" หรือ "ใช้ข้อมูลเก่า" หยุดการดำเนินการที่ทำให้ประชาชนสับสน

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า
นพ. โอภาสระบุว่า บางคนได้เอาข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเสนอต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อปลายเดือน พ.ย. 2563 มาพูด ซึ่งระบุว่าจะฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนในปี 2566 ในขณะนั้นเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่มีการนำวัคซีนมาใช้ ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ระบุว่าอีกหลายปีกว่าที่วัคซีนจะใช้ได้ ดังนั้นแผนเตรียมการฉีดวัคซีนจึงเป็นเพียงกรอบคราว ๆ และมีการปรับแผนตลอด เช่น
- เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและอนุมัติแผนจองซื้อวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าฯ จำนวน 26 ล้านโดส และมีการลงนามในสัญญาเมื่อ พ.ย. 2563 ก็มีการปรับแผนใหม่ให้สอดคล้องกับวัคซีนที่คาดว่าไทยจะได้และฉีดได้เร็วขึ้น
- เมื่อเกิดการแพร่ระบาดที่ จ.สมุทรสาคร, ปทุมธานี, กทม. และปริมณฑล ช่วงปลายปี 2563 ไทยจึงต้องสั่งซื้อวัคซีนจากบริษัทซิโนแวคอย่างเร่งด่วน และยังขอซื้อวัคซีนเพิ่มจากแอสตร้าฯ เพิ่มอีก ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์
อธิบดีกรมควบคุมโรคย้ำว่า แผนฉีดวัคซีนนี้ผ่านความเห็นชอบของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ครม., คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ รวมทั้งเมื่อมีการปรับแผน ก็ได้แถลงให้สื่อมวลชนและประชาชนรับทราบเป็นระยะ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจดี ดังนั้นผู้ที่ชอบอ้างข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเสนอต่อ กมธ.สาธารณสุข ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน การนำข้อมูลเก่ามาเสนอให้กับประชาชนอาจก่อให้เกิดความสับสน และทำให้การควบคุมโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก
"การต่อสู้กับเชื้อโรคที่ว่าลำบากแล้ว แต่บางครั้งต้องมาต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ตรงกับสถานการณ์ ก็ไม่แน่ใจว่าจงใจหรือเปล่า แต่สิ่งนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความร่วมมือของพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้คนทำงานประสบความยากลำบากมากขึ้น... เราควรมาให้กำลังใจคนทำงาน" นพ. โอภาส กล่าว

ที่มาของภาพ, Facebook/อนุทิน ชาญวีรกูล
ประเด็นวัคซีนต้านโควิด-19 กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สธ. เปิดวิวาทะกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ในห้องสนทนาออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน "คลับเฮ้าส์" ภายใต้หัวข้อว่า "วัคซีนไทย ควรไปต่อหรือพอแค่นี้" เมื่อค่ำวันที่ 12 มี.ค. โดยถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจระหว่าง 2 ฝ่ายมาจากคำว่า "โกหก"
นายธนาธรกล่าวว่า "คุณอนุทินโกหกประชาชนแบบนี้ไม่ได้นะครับ" โดยยกแผนฉีดวัคซีนที่กรมควบคุมโรคเคยนำเสนอต่อ กมธ.สาธารณสุข เมื่อ พ.ย. 2563 ขึ้นมาอ้างอิงว่าไทยจะฉีดวัคซีนปี 2564-2566 ปีละ 10 ล้านโดส พร้อมตั้งคำถามว่าจะทำให้มีคนต้องตายกี่คน
เป็นผลให้นายอนุทินเปิดไมค์กล่าวสวนทันควันว่า "ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงาน แล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป วันนี้ผมบอกได้เลยว่าทั้ง 60 ล้านโดสจะถูกฉีดภายในสิ้นปีนี้" จากนั้นได้อธิบายว่าข้อมูลของนายธนาธรเป็นแผนแรก ก่อนมีการปรับเปลี่ยนในภายหลัง ทั้งนี้ภายหลังชี้แจงจบ รองนายกฯ ได้ออกจากห้องสนทนาไปทันที
แต่ถึงกระนั้น ต่างฝ่ายต่างนำข้อเท็จจริงจากมุมมของตนมาเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ และเปิดวิวาทะกันต่อผ่านเฟซบุ๊กในวันนี้ (13 มี.ค.)










