ม็อบเฟส : คลุมผ้าขาวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดเบื้องหลัง "การม็อบ" ของ "ม็อบเฟส"

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีการนำผ้าสีขาวผืนใหญ่ขนาด 30 x 30 เมตร จากกิจกรรม "เขียนอนาคตร่วมกัน" ไปคลุมรอบฐานวางพานรัฐธรรมนูญอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนที่กิจกรรมของงานม็อบเฟสจะเริ่มขึ้น

การคลุมผืนผ้าสีขาวห่อหุ้มฐานวางพานรัฐธรรมนูญอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในการชุมนุม "ม็อบเฟส" เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลายเป็นอีกภาพจำภาพหนึ่งของการชุมนุมในหลาย ๆ ครั้งของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ที่ใช้แฮชแท็กหลักว่า แก้ได้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ

สถาบันฯ ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปการศึกษา และข้อความอื่น ๆ อีกนับร้อยข้อความที่บอกถึงความฝัน ความหวังอยากเห็นอนาคตของประเทศไทยเป็นแบบไหน ถูกเขียนลงบนผืนผ้าสีขาวขนาด 30 คูณ 30 เมตร โดยประชาชนผู้เข้าร่วมกิจกรรม "เขียนรัฐธรรมนูญในฝันบนผ้าขาว" ก่อนที่ทีมผู้จัดการชุมนุมจะช่วยกันนำพาผืนผ้าขนาดใหญ่ขึ้นไปห่อคลุมตัวอนุสาวรีย์ สัญลักษณ์การปกครองด้วยระบอบรัฐธรรมนูญของไทย ที่เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2483

พลันที่ภาพของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยปรากฏออกไป สมาชิกราชสกุล พล.อ.ม.จ.จุลเจิม ยุคล แสดงความเห็นต่อภาพนี้ว่า "ถ้าปล่อยให้เล่นกันสนุก ไร้ค่าแบบนี้ ก็ทุบทิ้งเถอะครับ ไม่มีประโยชน์ เกะกะทางสัญจร" ทว่า หนึ่งในคณะผู้จัดกิจกรรมนี้ บอกกับบีบีซีไทยถึงเบื้องหลังว่า นี่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความต้องการให้เสียงของประชาชนได้ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังเข้าสู่วาระการพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 17-18 พ.ย. นี้ โดยเฉพาะร่างแก้ไขฯ ที่มาจากการเข้าชื่อของประชาชนกว่า 1 แสนเสียง

"การเอาผ้าไปคลุมตัวอนุสาวรีย์ หมายถึงทุกเสียงของคนที่ได้ร่วมเขียน ทุกข้อความมันควรจะได้ไปอยู่ที่รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของการรับฟัง การเปิดพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ประชาชนควรจะได้แสดงออกถึงความต้องการของพวกเขา" ทีมงานหญิง หนึ่งในคณะผู้จัดงาน กล่าวและบอกว่าแนวคิดต้นเรื่องของการคลุมผ้าขาวนี้มาจากนักเรียนมัธยมกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "นักเรียนเลว"

คุลมผ้าขาวด้วยเสียงของประชาชน

หากหนึ่งในสัญลักษณ์ของการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา คือ "โบว์สีขาว" ที่นักเรียนมัธยมหลายสิบโรงเรียนร่วมกันผูกที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเรียกร้องในประเด็นสิทธิเสรีภาพในโรงเรียน จากรั้วโรงเรียนที่กล่าวถึงปัญหาอำนาจนิยม กฎระเบียบที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพนักเรียน เด็กวัยมัธยมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียกร้องอนาคตที่พวกเขาอยากเห็น และนักเรียนกลุ่มนี้เป็นเจ้าของแนวคิดคลุมผ้าให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในการชุมนุม "ม็อบเฟส" เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา

ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ จากกลุ่ม "นักเรียนเลว" เล่าความคิดของเขาให้ฟังว่า อนุสาวรีย์เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ใด ควรให้ประชาชนไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai news pix

"ถ้ามองนัยความศักดิ์สิทธิ์ก็แล้วแต่คนจะมอง แต่สิ่งที่เราทำมันไม่ได้ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์หรือคุณค่าของอนุสาวรีย์เลย แต่เป็นการเสริมด้วยซ้ำ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยควรเป็นตัวแทนของเสียงของประชาชน การเอาผ้าไปคลุมไว้คือเอาเสียงของประชาชนไปคู่กับรัฐธรรมนูญ" นักเรียนมัธยมวัย 17 ยืนยันความคิด "ถ้ากิจกรรมนี้มันจะทำให้อนุสาวรีย์ไร้ค่าได้ แปลว่าคุณมองไม่เห็นความต้องการของประชาชนและมองว่าเสียงของประชาชนไม่คู่ควรกับสิ่งที่เคียงข้างรัฐธรรมนูญ"

ลภนพัฒน์ เล่าว่า เมื่อมีความเห็นร่วมกันในหมู่ผู้จัดที่มาจากหลากหลายกลุ่ม พวกเขาช่วยกันคำนวณพื้นที่ว่าต้องใช้ขนาดเท่าไหร่ เลือกผ้าแบบไหน กระทั่งวิธีการนำผืนผ้าขนาดใหญ่ขึ้นไปไว้บนพานตั้งรัฐธรรมนูญที่มีความสูงถึง 3 เมตร ก็เกิดจากการระดมความคิดของทีมผู้จัด รวมไปถึงนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผ่านประสบการณ์การจัดชุมนุมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ทั้งหมดถูกดำเนินการด้วยงบประมาณราว 20,000 บาท

"ผ้าแบบไหนเบาที่สุด และสะดวกของการแบกหาม เราก็ได้พี่ที่เคยชุมนุมเสื้อแดง กปปส. ช่วยให้คำแนะนำว่าคุลมด้วยวิธีการยังไง เริ่มหาร้านเย็บผ้า จัดการซื้อผ้าตามสเปก" ลภนพัฒน์ กล่าว

ไม่จำกัดแค่ 3 ข้อเรียกร้อง

จุดเด่นของ "ม็อบเฟส" ยังเป็นเรื่องของการเสนอความคิดของประชาชนจากหลากหลายกลุ่มที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบของข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้นายกฯ ลาออก แก้รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทว่าพวกเขามีปลายทางที่อยากเห็นที่ว่า ปัญหาในระดับโครงสร้างที่ประชาชนหลายกลุ่มเผชิญอยู่จะแก้ไขได้ต่อเมื่อเสียงของพวกเขาได้เข้าไปมีส่วนในรัฐธรรมนูญที่ต้องการร่างขึ้นมาใหม่

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

เรื่องที่ถูกพูดบนเวทีมีตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิคนชาติพันธุ์ การปฏิรูปการศึกษา คนจนเมือง แรงงาน ยกเลิกเกณฑ์ทหาร สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร สิทธิคนพิการ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ไปจนถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

"มองว่าการชุมนุมเป็นแพลทฟอร์มของคนด้วย ไม่ว่าพวกเขามีความต้องการอะไร ประเด็นแบบไหน สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อ แต่การทำม็อบคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกความต้องการได้มาลงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้"

ทำให้ "การม็อบ" เป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน

หากการกางเต็นท์นอนม็อบ เป็นเรื่องที่การชุมนุมทางการเมืองของผู้ที่ออกไปร่วมชุมนุมในหลากหลายกลุ่มในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การตั้งโต๊ะกินหมูกระทะ กลางที่ชุมนุม ก็ดูจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ในการชุมนุมรอบนี้

"มาม็อบเพื่อปิกนิก มันทำให้การม็อบเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันได้" ทีมงานผู้หญิงแสดงความเห็นและชี้ว่านี่ก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งว่า การชุมนุมกับชีวิตประจำวันก็อยู่ด้วยกันได้ เธอบอกว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ร่วมชุมนุมทำเองไม่ได้เป็นแนวคิดของทีมจัดการชุมนุม

ม็อบ

ที่มาของภาพ, Thai news pix

คำบรรยายภาพ, นอกจากการตั้งวงกินหมูกระทะกลางที่ชุมนุมแล้ว ยังมีวงจิบน้ำเก๊กฮวยกลางที่ชุมนุม "ม็อบเฟส"

ในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" มีเป้าหมายการชุมนุมที่ต้องการบรรลุข้อเรียกร้องในระดับที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ทว่าความสนุกที่ถูกนำมาจัดวางในการชุมนุม "ม็อบเฟส" เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เช่น การแสดงดนตรี การแสดงศิลปะจากกลุ่มศิลปะปลดแอก เป็นความตั้งใจของผู้จัดที่ต้องการสื่อสารกับคนกลุ่มใหม่ ๆ

"เราอยากทำให้เห็นว่ามันมีวิธีการแสดงออกในรูปแบบนี้ที่ไม่จำเป็นต้องรุนแรง เราไม่ได้บอกว่าความกดดันแบบรุนแรงเคร่งเครียดไม่ดีนะ มันทำให้ประเด็นพุ่งไปไกล ทำให้มีอารมณ์ร่วมในบางครั้ง แต่ว่าการที่เราทำให้มันเป็นขนมหวานสักนิดนึง ก็อาจจะช่วยให้คนกินง่ายขึ้น"

เธอเล่าว่า สีสันที่ปรากฏในที่ชุมนุมครั้งนี้ มาจากการสร้างสรรค์ของกลุ่มคนทำงานประชาสังคม กลุ่มครีเอทีฟมาร่วมกัน

"เรามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองจริงจัง และมีกลุ่มคนครีเอทีฟ คนทำคอนเสิร์ต ทำหนัง ทำครีเอทีฟโฆษณา ทุกคนมาด้วยใจ บอกปากต่อปาก... คนที่เข้ามาร่วมทำเพจก็เป็นครีเอทีฟกันส่วนใหญ่ พวกเขาอยากแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบนี้"

ราคาที่ต้องจ่ายของกลุ่มศิลปิน

จุดเด่นอีกจุดหนึ่งของงานในวันนั้นเป็นการแสดงของวงดนตรีที่พูดถึงการเมืองอย่างเข้มข้นไม่ว่าจะเป็นวงสามัญชน, วง Rap Against Dictatorship, วง Bomb At Track หรือ สุกัญญา มิเกล อดีตผู้สนับสนุนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ขึ้นร้องเพลงด้วย

"กลุ่มศิลปินนอกจากร่วมสร้างสีสัน คือ เขาต้องการแสดงจุดยืนทางการเมือง ทุกวงที่มาแบกรับความเสี่ยงในการแสดงออกทางการเมือง มีบางวงยอมลาออกจากค่ายเพื่อขึ้นเวทีม็อบเพราะค่ายไม่ให้ขึ้นเวที ทุกคนมีราคาต้องจ่าย ไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่ทุกคนที่แสดงออกทางการเมืองมีราคาต้องจ่าย มันไม่ใช่แค่การมาร่วมมาบันเทิง"

หันหลังให้ขบวนเสด็จ ชูสามนิ้ว ร้องเพลงชาติ

ฉากสำคัญที่ปรากฏในการชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" เมื่อวันที่ 14 พ.ย. คือ ภาพผู้ชุมนุมที่รวมตัวอยู่บนฝั่งหนึ่งของถนนราชดำเนิน ยืนหันหลังให้กับขบวนเสด็จพระราชดำเนิน พวกเขาชูสามนิ้ว และร่วมกันร้องเพลงชาติ

อนุสาวรีย์

ที่มาของภาพ, Getty Images

"เราเตรียมงานเพื่อวันนี้มานานแล้ว มารู้ทีหลังว่าจะมีขบวนเสด็จ 2-3 วันก่อนเริ่มงาน ก็นั่งประชุม ตำรวจก็โทรหาเป็นสิบ ๆ สายกับน้องที่ประสานกับตำรวจ" ผู้จัดเล่าถึงความกังวลของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประสานการขอจัดชุมนุมสาธารณะ และเผยว่าการแสดงออกบนถนนราชดำเนินวันนั้นผ่านการตกผลึกร่วมกันถึงความหมายที่ต้องการสื่อสาร

"การหันหลังคือการที่เราไม่ได้ต้องการจะเผชิญหน้าก็เป็นการแสดงออกอย่างสันติวิธีอย่างหนึ่ง ชูสามนิ้วแสดงออกอย่างสันติวิธีว่าต่อต้านอะไร และการเลือกร้องเพลงชาติ เพราะว่าคำว่าชาติสำหรับเราคือประชาชน และเพลงชาติ เราจะร้องตอนไหนก็ได้ มันไม่ควรจะมีใครบังคับว่าเราจะต้องร้องเพลงชาติ 6 โมงเย็น 8 โมงเช้า มันต้องไม่ถูกบังคับ"