คณะราษฎร 2563: “ซีไอเอ” ปลดหนี้ก้อนโตจากการขายของในม็อบนักศึกษา

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, PARIS JITPENTOM/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สนธยาเข้าพื้นที่ชุมนุมก่อนเวลานัดหมายหนึ่งชั่วโมงเพื่อจับจองพื้นที่ขายของ
    • Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

สิ่งแรกที่พ่อค้าขายไก่ทอดอย่างนายสนธยา มงคล ทำหลังจากตื่นนอนตอน 6 โมงเช้าในวันที่ต้องออกไปขายของ คือเตรียมวัตถุดิบ เขานำไก่สดที่สั่งเอาไว้ล่วงหน้ามาล้างและหั่นเป็นชิ้น แล้วนำมาใส่รวมไว้ในอ่างพลาสติกใบใหญ่ ก่อนจะเทเครื่องปรุงสูตรลับเฉพาะลงไปเพื่อหมักทิ้งไว้

ระหว่างรอเครื่องเทศหอมฉุยที่หมักเอาไว้ผสมเข้ากับเนื้อไก่ สนธยาหยิบโทรศัพท์มือถือมาเสียบต่อกับลำโพงขนาดพอดีมือ เปิดฟังข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เขาเปิดแอปพลิเคชันหนึ่งสำหรับใช้สนทนาขึ้นมาและกดเข้าไปในห้องที่มีชื่อว่า "ซีไอเอ" ซึ่งห้องนี้เป็นสถานที่รวมตัวกันของพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารรถเข็นจำนวนร้อยกว่าคน เพื่อใช้เป็นสถานที่ส่งข่าวสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ชุมนุมที่จะไปปักหลักขายของได้

"ผมต้องไปถึงให้ไวก่อนคนอื่น เพื่อที่เราจะได้พื้นที่ขายของที่ดีที่สุดและสามารถขายของได้ตามยอดที่ต้องการ หลังยืนยันข้อมูลกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มซีไอเอเรียบร้อย ก็เริ่มเช็คข่าวอีกรอบเพื่อยืนยันสถานที่ชุมนุม และออกไปตามจุดนัดหมาย" สนธยากล่าวพร้อมยื่นโทรศัพท์ให้ดู

สนธยาไม่ได้ทำงานให้องค์กรลับระดับโลกแต่อย่างใด เขาเป็นพ่อค้าขายไก่ทอดธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เข้าไปขายอาหารในพื้นที่ชุมนุมตามจุดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ และเขามักจะเป็นคนแรก ๆ ที่ไปถึงพื้นที่ ก่อนผู้ชุมนุมเสียด้วยซ้ำ

"บางทีรถนักข่าวยังไปไม่ทันผมเลย" สนธยาพูดพลางหัวเราะด้วยความภูมิใจกับฉายาที่คนบนโลกออนไลน์ตั้งให้

สนธยา หรือที่รู้จักกันในหมู่พ่อค้า-แม่ค้าซีไอเอว่า "สน" เพิ่งเริ่มขายของในพื้นที่ชุมนุมได้ไม่กี่สัปดาห์และนี่ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา หลังจากขาดรายได้ที่เป็นเวลาหลายเดือนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การขายของในพื้นที่ชุมนุมสร้างโอกาสใหม่จนเขาเปรียบว่าไม่ต่างจาก "การเกิดใหม่"

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สนธยาเตรียมของตั้งแต่เช้าเพื่อที่จะเข้าไปขายในพื้นที่การชุมนุมก่อนผู้ชุมนุมเดินทางถึงพื้นที่

โรคระบาดกระทบเศรษฐกิจ

สนธยา วัย 39 ปี พื้นเพเดิมมาจาก จ.นครพนม เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2538 เคยทำงานมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่พนักงานบริษัท เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จนกระทั่งมาเป็นพ่อค้าขายของกินและขายไก่ทอดเป็นอาชีพหลักมาได้ 2 ปีแล้ว

สนธยาบอกกับบีบีซีไทยว่า การเป็นพ่อค้าขายของมีอิสระ แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่เขาทำรายได้จนเริ่มมีเงินเก็บ และได้เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นนายตัวเองอย่างเต็มตัว แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี ทำให้สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ เขาเริ่มขายของได้ยากขึ้นจนขาดรายได้มาจุนเจือครอบครัว

"ความเป็นอยู่ก่อนเกิดโรคโควิดก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่พอมาเจอโควิด-19 ก็ลำบากขึ้น จากที่ว่าเคยขายได้วันละ 1,000-2,000 บาท แต่ช่วงโควิดรายได้ลดลงมาเหลือวันละไม่เกิน 500 บาท" สนธยากล่าว

สนธยาต้องกู้หนี้ยืมสินมาเป็นทุนซื้อของ แต่เขาทำรายได้แทบไม่ได้ตามยอด และยังต้องกู้เงินมาเพิ่มเรื่อย ๆ จนทำให้เขามีหนี้สินเป็นดินพอกหางหมู เงินที่ได้มาจากการขายก็ต้องหักออกไปใช้หนี้จนติดลบ สนธยาเริ่มเครียดจากหนี้ที่เขาไม่สามารถใช้คืนให้หมดได้

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/Thai News Pix

ลืมตาอ้าปากได้จากม็อบ

ถึงวันนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ได้ดีขึ้น และหนี้สินรุมเร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สนธยาต้องหาช่องทางในการทำมาหากิน จนเขาเริ่มติดตามข่าวเรื่องการชุมนุมและคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการทำเงินของเขา

เขาเข้าไปขายไก่ทอดในพื้นที่ชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงทำให้เขาเห็นช่องทางทำมาหากินที่ทำรายได้ให้มากถึงวันละ 8,000-9,000 บาท และสูงสุดที่เคยขายได้ 12,000 บาท

"ผมขายไก่ทอดตามงานชุมนุมจนเริ่มปลดหนี้ที่ติดไว้เป็นปีได้ทั้งหมด และเริ่มมีเงินเก็บหลักหมื่น เราฟื้นตัวได้จากการไปขายที่การชุมนุมกลุ่มนักศึกษาเลย" สนธยากล่าวด้วยความภูมิใจ

"วันที่มีการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. ผมเริ่มออกไปขายของตั้งแต่ 7 โมงเช้าและขายไปเรื่อย ๆ จนตี 5 ของอีกวัน ขายไก่ไปได้ 70 ก.ก. รวมที่ขายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 12,000 บาท ผมภูมิใจมากที่ขายได้ขนาดนั้น สำหรับผมมันเยอะมากโดยเฉพาะในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้"

เขาบอกว่ากลิ่นหอมชวนกินของไก่ทอดทำให้คนเดินตามกลิ่นและซื้อไปรับประทาน

"ต่อไปนี้ในใจผม ถ้ามีการชุมนุม ผมก็จะไป เพราะเราทำเพื่อปากเพื่อท้องเรา ผมต้องดิ้นรนเพราะมีครอบครัวต้องดูแล ไม่ว่าม็อบจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนแต่ผมก็ต้องไปเพื่อโอกาสในการค้าขายของผมเอง ผมไม่เลือกฝั่งหรอกครับ ที่ไหนให้ผมขายได้ผมก็ขาย" สนธยาอธิบาย

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

หนึ่งวันของ"ซีไอเอ"

สนธยามักจะตื่นแต่เช้ามาหมักไก่ก่อน และเริ่มเตรียมอุปกรณ์ เตรียมรถเข็น ล้างภาชนะต่าง ๆ ก่อนจะหุงข้าวเหนียวเพื่อบรรจุใส่ถุงและใส่ในกระติก

หลังจากเตรียมตัวเสร็จราว ๆ 11 โมงเช้า เขาก็จะเช็คข่าวจากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และโทรสอบถามกับเพื่อน ๆ เครือข่ายซีไอเอ และการ์ดของการชุมนุมเพื่อยืนยันสถานที่ชุมนุมในแต่ละวัน เพื่อดูว่าจะสามารถเข้าไปขายของได้บริเวณไหน ก่อนจะเตรียมของขึ้นรถพ่วงและขับออกไป

"ซีไอเอ เป็นคำติดตลกที่เรียกกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าอย่างผม ผมก็ว่ามันตลกดี เพราะหลาย ๆ คนคิดว่าเรามักจะไปถึงตรงจุดชุมนุมก่อนผู้เข้าร่วมชุมนุมทั่วไปจะรู้เสียอีก ถามว่าคิดยังไงผมก็ต้องบอกว่าผมภูมิใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับคนรากหญ้าอย่างพวกผม" สนธยากล่าว

"ที่พวกเราพยายามต้องไปให้เร็วที่สุดเพราะผมคิดว่ายังไงก็ต้องขายของให้ได้ ที่ผ่านมาผมลำบากมาก ไม่มีเงินติดตัวและมีหนี้สินมากมาย พอมาเจอโอกาสตรงนี้ผมก็ต้องรีบคว้าไว้เพราะมันเป็นเครื่องการันตีว่ายังไงผมก็ขายได้แน่นอน ไม่ว่าสถานที่ชุมนุมจะใกล้หรือไกลแค่ไหน ผมก็จะไป ไม่ว่าจะไปม็อบไหน เจอผมแน่นอน"

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC THAI

สนธยาบอกกับบีบีซีไทยว่า เครือข่ายซีไอเอของเขาก็มีหลายคน ทุกครั้งที่ไปขายที่ไหนก็จะแลกเบอร์หรือแลกไลน์ไอดีกัน ส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายเป็นเพราะสนธยาและกลุ่มพ่อค้าในเครือข่ายหลายคนถูก "แกง" กันบ่อย

"ผมเองก็เคยถูกแกงมาก่อน แกงไปไกลเลยครับ แถวพระราม 2 ก็เลยอยากให้มั่นใจได้ว่าเราไปถูกที่ถูกเวลา ผมกับเพื่อน ๆ กลุ่มซีไอเอจะถึงสถานที่ชุมนุมก่อนอย่างน้อย ๆ 1 ชั่วโมง" เขาอธิบาย

"ตอนที่ขับรถไป ผมจะเปิดข่าวผ่านมือถือและเชื่อมต่อกับลำโพลงตัวเล็ก ๆ เพื่อฟังข่าวไปด้วยระหว่างการเดินทาง"

"เข้าข้างประชาธิปไตย"

เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองสนธยาอธิบายว่าเขาไม่ได้เข้าข้างฝั่งไหน โดยเขาให้เหตุผลว่าเขาเป็นเป็นพ่อค้า และขายของให้ได้ทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่เขาชอบที่จะขายในกลุ่มนักศึกษามากกว่า เพราะพวกเขาให้เกียรติและความให้ความเคารพสนธยาในฐานะคน ๆ หนึ่ง

"ขายของให้เด็กขายได้ง่ายและไวกว่าขายให้ผู้ใหญ่ อีกอย่างหนึ่งคือลูกค้าเด็ก ๆ มักจะไม่ต่อราคาหรือขอส่วนลด ผมเองเสียอีกจะเป็นคนที่เสนอลดราคาหรือแถมให้พวกเขา" สนธยาอธิบาย

สนธยาเล่าว่าเขาเคยถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปขายของในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มหนึ่ง โดยพวกเขาคิดว่าสนธยาอยู่ฝั่งตรงข้าม เพียงเพราะสีป้ายและรถของเขาไปตรงกับสีของฝ่ายต่างขั้วความคิดกับกลุ่มผู้ชุมนุม

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

"ทุกวันนี้เราก็เสี่ยงที่จะไม่ได้ขายของในพื้นที่ชุมนุม เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นไม่ให้เราเข้าพื้นที่ถ้าไปถึงช้า และโดนกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรผมก็ยืนอยู่ข้างเดียวกันกับประชาธิปไตย เรื่องแค่นี้ผมไม่กลัวอยู่แล้ว" สนธยากล่าว

"ผมพูดได้เลยว่าทุกวันนี้ที่ผมลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะม็อบนักศึกษา ถ้าไม่มีม็อบป่านนี้ผมเป็นหนี้ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"

ถึงแม้จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยกับการไปขายของในพื้นที่การชุมนุม แต่สนธยาให้ความสำคัญกับเรื่องปากเรื่องท้องมากกว่า เขาคิดเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็ทำเพื่อปากท้องและอนาคตของทุกคน

"ผมแค่ต้องการให้ทำอย่างไรก็ได้ให้เศรษฐกิจดีขึ้น ให้แต่ละวันชีวิตความเป็นอยู่มันดีขึ้นและอยู่รอด ค่าใช้จ่ายของเราก็มีทุกวัน ถ้าเศรษฐกิจดีทุกคนก็จะมีความสุข ผมไม่ได้อยู่ฝั่งใคร แต่ถ้าให้เลือกผมก็จะอยู่ข้างประชาธิปไตย" สนธยากล่าว

"ถามว่าผมกลัวอันตรายไหม ผมก็ตอบได้เลยว่ากลัว แต่เพื่อปากเพื่อท้องผมก็ต้องไป ยังไงผมก็ต้องทำเพื่อสร้างอนาคตดี ๆ ให้ครอบครัวก่อน ถ้าเทียบความกลัวกับความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ ผมก็เลือกที่จะทำเงินก่อน"

พ่อค้าขายไก่ทอด

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI