ราษฎร 2563 : ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตผู้ถูกจองจำ-ผู้เจรจากับ ตร.-ผู้ถูกไล่ให้เปลี่ยนนามสกุล

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ
กว่า 6 ปีหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด ยังไม่เคยหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทว่าจากเคยเป็น "แกนนำนักศึกษา" เธอถูกจดจำด้วยบทบาทใหม่ในฐานะ "ทีมเจรจากับตำรวจ" เพื่อเปิดพื้นที่การชุมนุมให้แก่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ซึ่งเธอเรียกว่า "ม็อบมือเปล่า" และ "ม็อบไม่มีเส้น"
ชลธิชาคือนักกิจกรรมการเมืองผู้เคลื่อนไหวต่อต้าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหาร 2557 ถึงยุค "สืบทอดอำนาจ" หลังการเลือกตั้ง 2562
ในวัย 27 ปี เธอมีคดีติดตัวถึง 14 คดี ในจำนวนนี้มี 4 คดีที่ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ต้องระวางโทษสูงสุดคือจำคุก 7 ปี
หลายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับแกนนำและแนวร่วมการชุมนุมยุคปัจจุบัน ลูกเกดเคยผ่านมันมาก่อน ทั้งประสบการณ์ความขัดแย้งและเห็นต่างภายในบ้าน ทั้งสถานะ "นักศึกษา" พ่วง "ผู้ต้องหา" และ "ผู้ต้องขัง"
เธอต้องวิ่งวนไปมาระหว่างมหาวิทยาลัย สถานีตำรวจ ศาล รวมถึงพบปะทีมทนายความ
ย้อนกลับไปเดือน มิ.ย. 2558 ลูกเกด-ชลธิชา นิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นหญิงเดียวจาก 14 นักศึกษาในนาม "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ที่ถูกจับกุมคุมขังนาน 12 วัน จากคดีแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ในวาระครบขวบปีรัฐประหาร 22 พ.ค. 2558
เดือน ต.ค. 2563 รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหญิงเดียวในกลุ่ม 8 แกนนำ/แนวร่วม "คณะราษฎร" ที่ต้องนอนเรือนจำอย่างน้อย 12 วัน จากคดีจัดการชุมนุมซึ่งชูธงปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลัก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"เราถูกจับเข้าไปอยู่ในเรือนจำโดยที่เรารู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เราแค่แสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เราเชื่อ มันเหมือนกับเรากำลังถูกลงโทษเพียงเพราะเราคิดไม่เหมือนกับใครในสังคมนี้" ลูกเกดหวนนึกถึงนาทีถูกจองจำเมื่อ 5 ปีก่อน
เทียบบริบทเหมือน-ต่าง ลูกเกดกับรุ้งขณะถูกจองจำ
อิสรภาพที่หายไป กระทบต่อจิตใจของเธอมาก ทำให้สารพัดคำถามผุดขึ้นในหัว.. ทำไมประเทศนี้ถึงไม่มีที่ยืนให้เธอ.. ทำไมต้องเอาเธอกับเพื่อนไปขังไว้เพียงเพราะต้องการปิดปาก.. นักกิจกรรมการเมืองรุ่นพี่เชื่อว่าสิ่งที่รุ้งเจอคงย่ำแย่ไม่ต่างกัน หลังทราบข่าวว่ารุ้งถูกตัดผมสั้นและย้อมผมเป็นสีดำ พร้อมแสดงความคับข้องใจว่า "คดียังไม่สิ้นสุด ยังไม่ถูกตัดสิน ถือว่าน้องยังเป็นผู้บริสุทธิ์ การไปแตะต้องเนื้อตัวร่างกายเกินไป เป็นเรื่องที่ผิดมาก"
นอกจากนี้ รุ้งยังไม่ได้รับโอกาสให้ครอบครัว ญาติ และเพื่อน ๆ ไปเยี่ยมให้กำลังใจในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งที่มันคือ "ช่วงเวลาที่ดีที่สุด" ตามความคิดของอดีตผู้ถูกจองจำอย่างลูกเกด
"จังหวะที่ดีที่สุด น่าจะเป็นตอนที่มีคนมาเยี่ยมเรา มีทนายความ มีพ่อแม่ มีเพื่อนเดินทางมาเยี่ยมเราในเรือนจำ แล้วเขาบอกเราว่าคนที่อยู่ข้างนอกกำลังสู้หนักแค่ไหนเพื่อประเทศนี้ ตอนที่เขาเล่าให้ฟังว่าการที่เราติดคุก ไม่ได้ทำให้ทุกคนกลัว การที่เราติดคุก ไม่สามารถหยุดคนข้างนอกให้เคลื่อนไหวได้ มันทำให้มีพลังใจมากขึ้น" ชลธิชาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ที่มาของภาพ, CHRISTOPHE ARCHAMBAULT/AFP/Getty Images
รุ้งกับลูกเกดถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เหมือนกัน ถูกฝากขังในทัณฑสถานหญิงกลางเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวรุ้ง เพราะ "อาจจะก่อให้เกิดเหตุอันตรายหรือความเสียหายประการอื่น และน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนี" กระทั่งวันที่ 30 ต.ค. ศาลได้ยกคำร้องขอฝากขังผัดที่ 3 ทำให้รุ้งกับเพื่อนบางส่วนได้รับอิสรภาพกลับคืน แต่ก็ยังไม่ทราบชะตากรรมข้างหน้าว่าจะถูกอายัดตัวไปฝากขังอีกกี่คดี ต้องกลับไปนอนเรือนจำอีกหรือไม่
ขณะที่กรณีลูกเกดกับเพื่อน 14 คน เลือกใช้สิทธิ์ไม่ทำเรื่องขอประกันตัวเอง ก่อนได้ออกจากเรือนจำเมื่อศาลทหารกรุงเทพจะยกคำร้องขอฝากขังผัดที่ 2
ไม่ว่าในปี 2558 หรือ 2563 มีเสียงตะโกนจากคนนอกคุกให้ "ปล่อยเพื่อนเรา" ดังขึ้น ทว่าลูกเกดเห็นความต่างบางประการ เพราะกระแส "ปล่อยเพื่อนเรา" ในปัจจุบัน มาพร้อมกับข้อเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก และให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, Reuters
เปิด 3 กฎการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร" ไม่ห้ามใช้คำหยาบ
12 คืนในเรือนจำ เป็นแรงผลักให้ลูกเกด "ไม่อาจหยุดการเคลื่อนไหว" เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ทว่าในวัย 27 ปี เธอจงใจจัดวางบทบาทตัวเองเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของขบวนการต่อสู้บนท้องถนนภายใต้คำขวัญ "ทุกคนคือแกนนำ"
บนความเคลื่อนไหวของกลุ่ม "ราษฎร" นักกิจกรรมการเมืองหญิงรายนี้พึงใจจะเป็นเพียง "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้แก่ผู้ชุมนุม ควบคู่กับการรับบท "ผู้เจรจา" กับตำรวจเพื่อเปิดทาง-เปิดพื้นที่การชุมนุมประท้วงเท่านั้น
ลักษณะเด่นของผู้ชุมนุม "ราษฎร" จากมุมมองของลูกเกด
- ทุกคนคือ แกนนำ
- ทุกคนคือ ผู้ปราศรัย
- ทุกคนคือ ผู้กำหนดกิจกรรม
- หลายคนเป็น มากกว่าผู้ชุมนุม
- หลายคนเป็น ทีมข้อมูลข่าวสาร
- หลายคนเป็น ทีมการ์ด
- หลายคนเป็น ทีมพยาบาล
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ชลธิชา แจ้งเร็ว แนวร่วมกลุ่มราษฎร

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
อย่างไรก็ตามชลธิชายอมรับว่าการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำแน่ชัด ทำให้ต้องเผชิญ "โจทย์ยาก" จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจปะปนเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมเพื่อสร้างสถานการณ์ยั่วยุนำไปสู่ความรุนแรง ทว่าความมีวินัยของผู้ชุมนุมและการเรียนรู้วิธีป้องกันตนเอง ได้ช่วยแก้โจทย์ข้อนี้ไปได้จากการสังเกตการณ์ของเธอ
นอกจากนี้ยังมีการตั้งกฎ-กำหนดกรอบการชุมนุมไว้ 3 ข้อ ดังนี้
- เคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน "เมื่อมีป้ายข้อความที่มีการเหยียดเพศ เราก็ต้องเข้าไปพูดคุยกับเขาว่าข้อความไม่โอเคนะคะ เรามีวิธีการในการสื่อสารกับรัฐบาลอย่างไรบ้างที่น่าจะเหมาะกว่า"
- เคารพในหลักการประชาธิปไตยและรับฟังความเห็นที่แตกต่างกัน
- ไม่ใช้ความรุนแรง และไม่ยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง
"ถ้าอยู่ในกรอบ 3 ข้อนี้ เราคิดว่าคุณก็ทำได้เต็มที่ค่ะ" ลูกเกดบอก

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai
แล้วการกดเหยียดบุคคลที่อีกฝ่ายเชิดชูเคารพด้วยท่าทีก้าวร้าว หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่อยู่ในข้อห้ามการชุมนุมหรือ
คำตอบของลูกเกดซึ่งพยายามอธิบายจากมุมมองของผู้ชุมนุมคือ พวกเขาเจอแรงบีบคั้น กดขี่ คุกคาม ข่มขู่จากรัฐบาลมายาวนาน ก็อาจพยายามแสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจ
"ไม่ใช่คำหยาบทุกคำจะเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง อันนี้เกดคิดว่าต้องวางอยู่บนพื้นฐานตรงนี้ว่าคำหยาบ ถ้าไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง หรือคำหยาบที่ไม่ได้ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ยังพอพูดคุยได้" ชลธิชากล่าว
ลูกเกดชี้ว่า สถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ "ทุกคนโกรธ" และ "ทนไม่ได้แล้ว" จึงแสดงสำนึกคิดข้างหลังออกมา และขออย่าเอาประเด็นภาษามาเป็นข้อจำกัดขนาดนั้น หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายอนุรักษนิยม รัฐไทย และคนกลาง ๆ ว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ต้องการ "ปฏิรูป" แต่แสดงพฤติกรรมประหนึ่งคนที่ต้องการให้เกิดการ "ปฏิวัติ"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เผยเบื้องหลัง "ทีมเจรจา" เปิดพื้นที่ชุมนุมให้ "ม็อบไม่มีเส้น"
ส่วนการเข้าไปรับบททีมเจรจากับตำรวจของชลธิชา เกิดจากการที่เธอตกเป็นผู้ต้องหาฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ หลายคดี ทำให้ต้องเปิดกฎหมายอ่านเพื่อเตรียมช่องทางต่อสู้คดี จนสามารถจดจำอำนาจหน้าที่ของตำรวจ และสิทธิของผู้ชุมนุมตามกฎหมายฉบับนี้ได้ขึ้นใจ
"เมื่อถึงเหตุการณ์หน้างาน เห็นตำรวจพยายามเข้ามาควบคุมขัดขวางการชุมนุมของเรา ก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ได้แล้ว มันผิด มันไม่ได้เป็นไปตามที่ฉันศึกษามา ก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นไปสู้กับเขาข้างหน้า บอกว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูกต้อง มันขัดกับตัวกฎหมายอย่างไรบ้าง พอเพื่อนเห็นว่าเราไม่ยอม ก็เลยมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของเราไปเลยในการดูแลเรื่องการเจรจากับตำรวจ" ลูกเกดเผยเบื้องหลังสถานการณ์เฉพาะหน้าที่นำบทบาทใหม่มาให้เธอ

ที่มาของภาพ, paris jitpentom/BBC Thai
ภาพหญิงสาวร่างเล็กสวมเสื้อสีฟ้า ยืนประจันหน้ากับตำรวจชุดควบคุมฝูงชนบนสะพานเทวกรรมรังรักษ์ ภายหลังผู้ชุมนุม "คณะราษฎร 2563" เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 14 ต.ค. อาจเป็นภาพติดตาใครหลายคน
ลูกเกดคือหญิงคนนั้น ผู้รับหน้าที่เจรจา-นำผู้ชุมนุมผ่านสารพัดด่านของตำรวจ
นอกจากอ่านกฎหมายรู้ ทีมเจรจายังต้องดูพื้นที่เป็น-ต้องรู้ว่าใครคือผู้บังคับบัญชาในพื้นที่การชุมนุม เช่น ถ้าชุมนุมที่ มธ. หรือสนามหลวง คู่เจรจาก็จะเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (ผกก.สน.) ชนะสงคราม หากมีการเดินขบวนเชื่อมโยงไปหลาย ๆ โรงพัก ก็จะกลายเป็นผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.) และถ้าหลาย ๆ ท้องทีก็จะกลายเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)
"ถามว่าจะรู้ได้เมื่อไรว่าต้องคุยกับใคร ตอบไม่ได้จริง ๆ มันอยู่ที่หน้างานเลยว่าจุดไหนที่เขารู้สึกอยากจะคุยกับเรา หน้าที่ของเราแค่ยืนธงไว้ 3 เรื่องคือยืนยันหลักสิทธิเบื้องต้นของผู้ชุมนุม ขอบเขตการทำหน้าที่ของตำรวจ และการดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม" ลูกเกดกล่าว
ในนาทีเผชิญหน้ากับ พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ระหว่างกลุ่ม "ราษฎร" เคลื่อนพลจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยื่นจดหมายลาออกให้นายกฯ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 21 ต.ค. ลูกเกดก็ย้ำ 3 หลักการนี้ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมที่เธอเรียกว่า "ม็อบมือเปล่า" และ "ม็อบไม่มีเส้น"

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai
เธอชี้ว่า ต่อให้เจรจากับคน ๆ เดิม ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนเดิม เพราะคู่เจรจาไม่ได้สนใจที่รูปแบบการชุมนุม แต่สนใจที่เนื้อหาการชุมนุม
"ตำรวจหลาย ๆ คนจากที่เพดานเมื่อก่อนคือห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เปลี่ยนเป็น.. โอเค วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็จะเป็นเหมือนแนวโน้มตำรวจ" มือเจรจาระบุ
คำบอกเล่าของลูกเกดคล้ายเป็นเครื่องสะท้อนว่าตำรวจเองก็ได้ "ยกเพดานการปฏิบัติหน้าที่" ไปตาม "เพดานทางอุดมการณ์" ของผู้ประท้วงที่ทะลุไปก่อนหน้า ทว่าแนวร่วมกลุ่ม "ราษฎร" รายนี้ยังยืนยันว่าหากต้องการให้ประเทศไปข้างหน้า ควรมีเสรีภาพในการแสดงออกไม่ว่าประเด็นไหนก็ตาม
ประสบการณ์ตรง "ลูกทหารไล่เผด็จการทหาร" เคยถูกบังคับให้เปลี่ยนนามสกุล
อาจกล่าวได้ว่าระยะเวลา 1 ใน 4 ของชีวิตนักกิจกรรมการเมืองหญิงวัย 27 ปี ถูกใช้ไปกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย นับจากเธอลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้าน "ระบอบประยุทธ์" ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี ผ่านมา 6 ปีเศษ เธอขยับชั้นเป็นนักศึกษาปริญญาโท สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ทว่า "ขุนทหาร" ที่เธอไม่ศรัทธายังอยู่ ณ จุดเดิม
ลูกเกด ผู้เป็นบุตรสาวคนกลางที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวทหาร ยอมรับว่ามีปัญหากับครอบครัวหนักมากในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 และถูกห้ามปรามขัดขวางไม่ให้ไปร่วมชุมนุมกับเพื่อน ๆ ด้วยความห่วงใยจากพ่อแม่ เธอจึงขอแบ่งปันประสบการณ์การจัดการความเห็นต่างภายในครอบครัว
"ช่วงแรกพยายามปกปิด ไม่บอกครอบครัวว่าเราเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่บอกว่าเราทำอะไรบ้าง จนวันที่เขารู้ว่ามีหมายจับ แล้วเขาช็อกมาก ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะทำให้เราต้องอยู่ในเรือนจำไปตลอดชีวิตไหม ซึ่งมันคือความน่ากลัวสำหรับเขา เพราะไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย" ชลธิชาเล่า

ที่มาของภาพ, BBC THAI
หมายจับใบแรกที่ส่งตรงถึงบ้าน ทำให้ปฏิบัติการการเมืองของแกนนำนักศึกษารายนี้เป็นเรื่องที่ปิดไม่ลับอีกต่อไป ลูกเกดจึงพูดคุยแบบเปิดใจกับทางบ้าน โดยเล่าถึงกระบวนการทางกฎหมาย และชี้ให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากพร้อมสนับสนุน เช่น ทีมอาจารย์ ทีมทนายความ รวมถึงลุงป้าเสื้อแดงที่พร้อมเดินไปกับพวกเธอ เพื่อให้ครอบครัวมั่นใจขึ้น และไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป
สิ่งที่นักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ต้องทำคือ การทำให้พ่อแม่มั่นใจและเชื่อใจได้ว่าลูกอย่างเธอสามารถดูแลความปลอดภัยตัวเองได้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าการออกไปเคลื่อนไหวไม่ใช่เพราะรักสนุก แต่เป็นเพราะมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองภายใต้รัฐบาลเผด็จการ
"เขาเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ และกลายเป็นคนที่สนับสนุนเรามากที่สุดคนหนึ่ง" และ "การสื่อสารคือหัวใจสำคัญของความเข้าใจในครอบครัว" เธอสรุป
แต่กว่าจะถึงตรงนั้น ครอบครัวของลูกเกดต้องผ่านช่วงเวลายากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งเมื่อต้องรับแรงกดดันจากรอบด้าน ทั้งจากเพื่อนร่วมงานและคนร่วมตระกูล
"พ่อก็จะโดนกดดันจากที่ทำงาน โดนแซวบ้างอะไรบ้างว่า 'ลูกรับเงินจากทักษิณมาไล่ทหาร' หรือ 'ลูกสาวก็เป็นลูกของทหาร ทำไมถึงควบคุมลูกไม่ได้ ปล่อยให้ลูกออกไปไล่ทหาร' ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าเกดไม่ได้เกลียดทหารมืออาชีพ เกดยังรู้สึกภูมิใจที่มีพ่อทำอาชีพทหารอยู่ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับเราคือทหารที่ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่รู้จักบทบาทของตัวเอง ทหารที่มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง นี่คือทหารที่เราไม่ต้องการและต้องการขับไล่ออก" ลูกสาวนายทหารที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้านผู้นำรัฐบาลทหารกล่าว

ที่มาของภาพ, paris jitpentom
ทว่าจุดเจ็บปวดที่สุดมาจากคนกันเอง เมื่อญาติผู้ใหญ่ในสกุล "แจ้งเร็ว" โทรมาบังคับกดดันผ่านพ่อแม่ให้ชลธิชาเปลี่ยนนามสกุล โดยให้เหตผุลว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองของเธอสร้างผลกระทบต่อสถานะทางสังคมของพวกเขา ซึ่งเป็นนักธุรกิจและนายทหารชั้นผู้ใหญ่
"เรารู้สึกว่าถูกกดดันหนักมาก การให้เราเปลี่ยนนามสกุล เพราะขับไล่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ มันเหมือนกับการที่คุณกำลังไล่คนในนามสกุลออก เพียงเพราะคุณไม่ยอมรับกับความคิดเห็นของเขา อันนี้เป็นจุดที่เจ็บที่สุด แต่เรารอดมาได้ มีกำลังใจดีขึ้นเพราะมีญาติอีกฝั่งหนึ่งบอกว่าไม่ต้องเปลี่ยน ใช้นามสกุลนี้ไป แล้วยืนยันให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ผิดอะไร" เธอเล่าย้อนความรู้สึก
เมื่อกลับมามองสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายครอบครัว ที่พ่อแม่หลายคนอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการที่ลูกออกไป "ผูกโบว์ขาว-ชู 3 นิ้ว" ต้านเผด็จการ หรือบางส่วนเปิดตัวสนับสนุนข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันฯ ซึ่งสั่นคลอนความศรัทธาของคนรุ่นพ่อแม่อย่างถึงราก นี่ถือเป็นโจทย์ที่จัดการได้ยากกว่ายุคก่อนหรือไม่
ลูกเกดมองต่าง เพราะเชื่อว่าไม่มีข้อเรียกร้องไหนที่ไม่สั่นคลอนความคิดเก่า อย่างตอนที่เธอลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ ก็ถูกกล่าวหาด้วยทัศนคติเก่า ๆ ว่าเป็น "พวกชังชาติ" หรือ "พวกเสื้อแดงเผาบ้านเมือง" ไม่ต่างจากการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ แม้เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่มีที่มาที่ไป
"เชื่อว่าหลายคนเริ่มตั้งคำถามสักระยะหนึ่งแล้ว มันจึงไม่ใช่จู่ ๆ เราป๊อบอัพข้อเรียกร้องออกมาโดยที่มันไปสั่นคลอนทุกอย่างเก่า ๆ แบบทันทีทันใด มันอาจมีคนพยายามพูด แต่พวกคุณไม่รับฟัง วันนี้เลยถึงเวลาที่เราต้องลงมาบนถนนเพื่อพูดเรื่องนี้" ลูกเกดบอก
เข้าสู่เดือนที่ 4 ของการชุมนุมประท้วงรัฐไทยภายใต้คำขวัญ "ให้มันจบที่รุ่นเรา" ชลธิชาตอบไม่ได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะมีจุดจบที่ตรงไหนและอย่างไร แต่ยอมรับว่าผู้ชุมนุมมาไกลมาก และยืนกรานว่า "จะไม่มีการลดเพดานข้อเรียกร้องลง และตรงนี้คือหัวใจสำคัญของการเดินทางต่อสู้ในขั้นต่อไป"
ขณะเดียวกันเธอไม่ละทิ้งความฝันในการเห็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง











