การศึกษา : เปิดรายงานไร้เส้นกั้นการศึกษา ภาพสะท้อนความจำเป็นในการจัดการศึกษาให้กับ "เด็กข้ามชาติ"

เด็กนักเรียน

ที่มาของภาพ, Unicef Thailand

"หนูว่าหนูจะเรียนถึง ป.6 แล้วเรียน กศน. ทำงานไปด้วย ที่บ้านหนูเงินไม่พอใช้ เพราะพ่อก็ทำงานคนเดียว ต้องเรียนและทำงานไปด้วย ยังไงก็ไม่ทิ้งเรียน"

"มะเอ่เจ่ตู" เด็กสาวสัญชาติพม่า วัย 16 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังด้วยคำพูดและน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอได้รับโอกาสเข้าเรียนโรงเรียนบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้น ป. 5

"ย้ายมากับพ่อแม่ ตอนนั้นอายุประมาณ 7 ปี เรียนถึง ป.3 ที่ย่างกุ้ง แล้วมาเริ่มเรียน ป.1 ที่ไทยพร้อมกับน้องสาว ตอนเริ่มมาเรียนก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นั่งงง ครูสอนก็สอนไป"

มะเอ่เท้าความให้ฟังถึงครั้งที่ครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ น้องสาว และน้องชาย ตัดสินใจเดินทางมาจากเฮียวกุ้ง หรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ตามที่คนไทยคุ้นเคย มายัง อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อแสวงหาโอกาสและอนาคตที่ดีกว่าให้กับครอบครัว ด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานขนส่งน้ำ

"ตอนแรกกลัวมาก ไม่รู้ภาษาไทยเลย" การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของมะเอ่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันก็หล่อหลอมให้เธอมีความรับผิดชอบ ด้วยเหตุผลที่บ้านและโรงเรียนอยู่ห่างกันมาก มะเอ่จึงต้องกินนอนประจำยังหอพักของโรงเรียนพร้อมกับน้องทั้งสอง โดยจะมีโอกาสกลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์

เด็กสาวสัญชาติพม่า

ที่มาของภาพ, Smitanan Yongstar

คำบรรยายภาพ, "มะเอ่เจ่ตู" เด็กสาวสัญชาติพม่า วัย 16 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังศึกษาอยู่โรงเรียนบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

พอจะอุ่นใจอยู่บ้างก็เมื่อมะเอ่ ได้พบเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนพม่าจำนวนมาก ช่วยสร้างความคุ้นเคยและมีเพื่อนเริ่มเรียนภาษาไปพร้อมกัน "ก็แอบพูดภาษาพม่า ครูก็ห้ามพูด เพราะครูบางคนก็ไม่ได้เข้าใจภาษาพม่า (หัวเราะ) แอบพูดถึงครูเป็นภาษาพม่าครูก็ไม่เข้าใจ"

ด้วยความตั้งใจและภูมิใจที่จะให้ลูก ๆ ได้เรียนภาษาไทย เพื่อโอกาสในการทำงานและชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง จึงทำให้พ่อแม่ของเธอไม่หวั่นที่จะต้องปั่นจักรยานเป็นระยะทางไกล กว่า 45 นาที เพื่อมารับลูก ๆ ที่โรงเรียนในวันหยุดในสัปดาห์ที่เด็ก ๆ จะได้กลับบ้าน

แม้มะเอ่จะยังอยู่เพียงชั้นประถมศึกษา แต่ด้วยวัยวุฒิทำให้เธอตระหนักถึงสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัว ที่พ่อต้องแบกรับ จึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง การศึกษานอกห้องเรียนไปพร้อมกับการทำงานเลี้ยงชีพไปด้วย จึงเป็นแผนการชีวิตอันใกล้นี้หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษา

เสียงสะท้อนจากคุณครู

"ครูกลัวว่าตามหลักเด็กเล็กต้องเรียนในระดับอนุบาล แต่ด้วยผู้ปกครองบอกว่าเด็กไม่มีหลักฐาน แล้วบอกว่าเด็กโตแล้วเพราะอยากให้ลูกเรียนไว จะได้จบไว ตรงจุดนี้เป็นปัญหา"

บังอร คชเถื่อน คุณครูโรงเรียนบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เล่าถึงความท้าทายของโรงเรียนที่มีนักเรียน 603 คน เปิดสอนตั้งแต่ระกับชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย โดยมีเด็กข้ามชาติมากถึงร้อยละ 90 และมีเด็กไทยเพียงร้อยละ 10 บรรดาคุณครูในโรงเรียนจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ความรู้ แต่ต้องเรียนรู้ไปด้วยเช่นกัน

อัตราการเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กข้ามชาติและไร้สัญชาติในโรงเรียนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 150,000 คน ที่กำลังเรียนอยู่

ที่มาของภาพ, Paris Jitpentom/BBCThai

คำบรรยายภาพ, อัตราการเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กข้ามชาติและไร้สัญชาติในโรงเรียนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 150,000 คน ที่กำลังเรียนอยู่

"ในเด็กเล็กที่ไม่รู้ภาษาอะไรเลยก็จะยากตอนที่จะสื่อสาร ก็จะมีคุณครูที่เป็นล่ามสอนประกบกับครูไทย แล้วก็สนับสนุนให้ครูไทยเองเรียนภาษาเพิ่มเติม"

นับตั้งแต่มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย อัตราการเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กข้ามชาติและไร้สัญชาติในโรงเรียนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยราว 150,000 คน ที่กำลังเรียนอยู่ ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องปรับตัว เช่นเดียวกับครอบครัวของเด็กข้ามชาติเอง

คำบรรยายวิดีโอ, องค์กรยูนิเซฟระบุว่าเด็กในแคมป์ก่อสร้าง ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียน

"สังคมเปลี่ยนไปเดี๋ยวนี้พ่อแม่อยากให้ลูกได้ความรู้ เขาไม่มีสมบัติอะไรนอกจากการศึกษา เขามองถึงอนาคตของลูกหลานที่อาจจะมาทำงานในไทย อยากให้ลูกเก่งภาษาไทย ค่าแรงก็สูงกว่า ทั้งที่ฝั่งโน่นก็มีโรงเรียน"

คุณครูบังอรเล่าถึงความนิยมที่เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามฝั่งมาเรียนยังประเทศไทย ด้วยเห็นว่ามีการศึกษาที่ดีกว่า ในตอนเช้าจึงมีบรรดาเด็ก ๆ นั่งเรือข้ามฝั่งมาจากเมืองเมียวดี เพื่อมาเรียนหนังสือ ทางโรงเรียนจึงเปิดหอพักกินนอน เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มาพักอาศัยโดยมีคุณครูคอยดูแล

การศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ดร.รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถึงที่มาที่ไปและประโยชน์ที่สังคมไทยจะได้รับจากการจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ จากการศึกษาในพื้นที่ ผ่านรายงานเรื่อง "ไร้เส้นกั้นการศึกษา : แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทย"

"การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ ก็จะเท่ากับการพัฒนาและแก้ปัญหาเด็กด้อยโอกาสของไทย ซึ่งเด็กเหล่านี้ล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือปัญหาความยากจน ดังนั้นประโยชน์ในการลงทุนในการศึกษา มันมากกว่าต้นทุนที่เราสูญเสียไป"

ในประเทศไทยนั้นแม้จะเปิดโอกาสทางการศึกษา แต่ก็มีเด็กข้ามชาติกว่า 200,000 คน ที่ยังไม่ได้เข้าเรียนและไม่ได้รับการศึกษาไม่ว่าจะรูปแบบใด ปัจจัยหนึ่งคือการสื่อสาร ที่พวกเขายังไม่ทราบถึงสิทธิ์ที่พึงได้จากนโยบายของรัฐบาลไทย

"ผมเกิดในไทย แต่ไม่มีเอกสารประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของกัมพูชา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อแม่ผม ทำให้ผมไปแข่งขันไม่ได้ และขอทุนการศึกษาก็ไม่ได้ ถ้าเรียนจบ ก็คงมีปัญหาในการหางานทำอีก ผมรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังจริง ๆ" เสียงของเบลล์ เด็กชายวัย 20 เป็นอีกคนหนึ่งที่เรื่องราวของเขาถูกบันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของการจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ

รายงาน

ที่มาของภาพ, UNICEF Thailand

คำบรรยายภาพ, รายงานเรื่อง "ไร้เส้นกั้นการศึกษา : แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทย" กล่าวถึงประโยชน์ที่สังคมไทยจะได้รับจากการจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ

ดร.รับขวัญ เล่าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนการศึกษาให้เด็กข้ามชาติ คือ เมื่อบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ห้องเรียนแล้ว ผลิตภาพของแรงงานข้ามชาติก็จะเพิ่มสูงตาม ด้วยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เด็กเองก็จะมีสุขภาพ และสุขอนามัยที่ดี อีกทั้งลดความเสี่ยงของการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก และเพิ่มโอกาสในการได้แรงงานมีทักษะในอนาคต

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้โรงเรียนในประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการให้การศึกษากับเด็กทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เด็กข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบความสำเร็จ 5 ประการ คือ 1. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผนและปฏิบัติ 2. การมีผู้นำที่เข้มแข็งสามารถสนับสนุนเด็กข้ามชาติ 3. การใช้กลยุทธ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 4. การปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน 5. การมีส่วนร่วมของชุมชน พ่อแม่ของเด็กข้ามชาติ

ยิ่งกว่าการเพิ่มโอกาสในการศึกษา การทำให้พวกเขายังคงรักษาเอกลักษณ์และวัฒนาธรรมทางภาษาดั้งเดิมก็ไม่ควรถูกมองข้าม อย่างที่มาลี วัย 7 ขวบเล่าในรายงานว่า "หนูเกิดในประเทศไทย พ่อแม่มาจากเมียนมา แต่เราพูดภาษาไทยที่บ้าน แม่ของหนูอยากให้เรียนภาษาพม่า แต่ที่โรงเรียนไม่มีสอน" จึงมีการสนับสนุนการจ้างครูเพื่อสอนภาษาเพิ่มเติม

โรงเรียนถือมีบทบาทสำคัญไม่เพียงเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเด็นเด็กข้ามชาติ อย่างการมีเอกสารประจำตัว แต่ยังเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูล สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขอนามัย และให้บริการทางสุขภาพ เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่แล้วโอกาสยิ่งขึ้นไปทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันพัฒนาตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ

โดยข้อเสนอแนะนั้นก็แบ่งออกเป็นหลายระดับ อย่างในระดับชาติต้องร่วมมือกับหน่วยงานประเทศต้นทางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการอบรมครู เป็นต้น เช่นเดียวกับท้องถิ่นและโรงเรียนที่ต้องร่วมกันดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ปกครองเด็กข้ามชาติ ทั้งในสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัย มั่นสื่อสารให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหาทางลดจำนวนเด็กที่ยังอยู่นอกห้องเรียนให้ได้มากที่สุด