สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เยือนยะไข่ หารือ กก.นานาชาติที่ซูจีตั้ง แก้ปัญหาโรฮิงญา

ดร.สุรเกียรต์ขณะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ดร.สุรเกียรติ์ขณะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

อดีตรมว. ตปท.ไทย ออกเดินทางเยือนเมียนมาในวันที่ 22 ม.ค. เพื่อเก็บข้อมูลสถานการณ์ในยะไข่ร่วมกับที่ปรึกษานานาชาติที่อองซานซูจีตั้งขึ้น เพื่อหาทางออกวิกฤตโรฮิงญา เขาชี้ว่าต้องแก้ไข "ช่องว่างแห่งความเข้าใจ" ระหว่างประชาคมนานาชาติและเมียนมาให้ได้ก่อน ในขณะที่นักวิชาการเห็นว่ากองทัพเมียนมากำลังปรับภาพพจน์ให้ดีขึ้นหลังจาก"ปฏิบัติการเอาผู้ไม่พึงประสงค์ออกจากยะไข่"ประสบความสำเร็จแล้ว

ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลแก้ไขปัญหา

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย เปิดเผยกับบีบีซีไทย ว่า ระหว่างวันที่ 22-25 ม.ค. นี้ เขาจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะที่ปรึกษาต่างประเทศที่ได้รับการแต่งตั้งจากนางอองซาน ซูจี มุขมนตรีแห่งรัฐของเมียนมา และระหว่างการประชุมเต็มคณะที่ปรึกษา ตัวเขาและคณะจะไปที่รัฐยะไข่ เพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นข้อเสนอแก้ไขปัญหา

นายสุรเกียรติ์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อปี 2549 กล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายทหารเมียนมาต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ สะท้อนถึงทิศทางบวก อันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาในยะไข่

"การแต่งตั้งที่ปรึกษาชุดนี้ กองทัพก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และเราไม่ทันจะเสนออะไร เขาก็เสนอมาให้เราไป(ที่รัฐยะไข่) ซึ่งผมคิดเป็นสัญญาณที่ดีที่กองทัพให้ไฟเขียว เพราะก็ต้องเดินทางเข้าไปลึก ต้องจัดเฮลิคอปเตอร์เข้าไป ซึ่งถ้ากองทัพไม่เห็นด้วยก็คงเป็นไปได้ยาก" นายสุรเกียรติ์ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษากล่าวในการสัมภาษณ์ก่อนหน้าที่ออกเดินทาง

นายสุรเกียรติ์เล่าว่าเขาเป็นประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย (เอพีอาร์ซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับวิกฤตโรฮิงญามาระยะหนึ่งแล้ว จากนั้นจึงได้รับการทาบทามจากนางอองซานซูจีให้มารับตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษา หลังจากที่ได้เข้าพบกับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์ด้านต่าง ๆ กับผู้นำแห่งเมียนมาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเขาได้ตอบรับเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาฯนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน

สุรเกียรติ์ขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้พบกับโคฟี อันนันซึ่งขณะนั้นเป็นเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2549

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุรเกียรติ์ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้พบกับโคฟี อันนันซึ่งขณะนั้นเป็นเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2549

หน้าที่ของคณะที่ปรึกษาฯก็คือ นำเอาข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการศึกษาข้อมูลสถานการณ์รัฐยะไข่ ที่นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) 88 ข้อ มาพิจารณาและเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติ ต่อคณะกรรมการซึ่งประกอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของเมียนมาอีกชุดหนึ่งที่จะนำไปปฏิบัติ

ผู้แทนสหประชาชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

อย่างไรก็ตามท่าทีของเมียนมาไม่ได้เปิดกว้างต่อตัวแทนนานาชาติที่จะเข้าไปรวบรวมสถานการณ์ทุกราย

ก่อนหน้านี้ นางยังฮี ลี ผู้เสนอรายงานพิเศษที่ได้การแต่งตั้งจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กรณีสิทธิมนุษยชนในเมียนมากลับไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลพม่าเมื่อพยายามจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล

ในจดหมายข่าวของสหประชาชาติเกี่ยวกับการเดินทางเยือนบังกลาเทศและไทยของนางลีตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมเป็นต้นไป นางลีได้ระบุว่า "ฉันตั้งใจจะเดินหน้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเหลือเหยื่อจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ตามที่ได้รับมอบหมายจากระบบของสหประชาชาติ"

นอกจากนี้นางลียังได้ระบุอีกว่า "การที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมียนมา และการที่เมียนมาปฏิเสธไม่ร่วมมือกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ทำให้งานของฉันยากลำบากขึ้นมาก แต่ฉันก็ยังคงจะเดินหน้ารวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากเหยื่อและพยานที่ประสบเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยวิธีการต่าง ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งการเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านที่คนเหล่านั้นหนีเข้าอาศัย"

ช่องว่างของความเข้าใจ

การเฉยชาต่อการเข้าไปเก็บข้อมูลของนางลี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสหประชาชาติ แต่คณะที่ปรึกษาภายใต้การนำของนายสุรเกียรติ์ได้รับการต้อนรับที่ดีกว่า อาจหมายถึงว่าเมียนมาต้องการให้มีตัวแทนของตนเองเพื่ออธิบายสถานการณ์ต่อประชาคมโลก

"ผมได้พูดเสมอว่าเวลานี้การตีความของสถานการณ์ระหว่างประชาคมนานาชาติและในประเทศนั้นห่างกันมาก....ซึ่งทำให้สถานการณ์แก้ไขปัญหายิ่งยากขึ้น" นายสุรเกียรติ์ชี้

เขายกตัวอย่างว่า ในข้อแนะนำที่กรรมการชุดนายโคฟี อันนันนำเสนอนั้น มีข้อแนะนำว่าต้องให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ยะไข่ เพื่อเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาในอนาคต

นางอองซานซูจีและพลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดของเมียนมา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางอองซานซูจีและพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดของเมียนมา เมื่อพบกันในปี 2015

"หากจะทำกัน ผมก็เห็นว่าเมียนมาทำคนเดียวไม่ได้ไหว อาเซียนและสังคมระหว่างประเทศต้องช่วยกัน แต่ถ้าสังคมระหว่างประเทศบอกว่าต้องคว่ำบาตร มันก็ขัดกัน...ไม่ไปถึงไหนสักที"

ทั้งสหประชาชาติและองค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งประเทศตะวันตกก็ออกแรงกดดันนางอองซานซูจีอย่างหนัก หลายฝ่ายกล่าวหาว่าผู้นำของเมียนมา "เพิกเฉย" ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

นายสุรเกียรติ์ระบุว่านางอองซานซูจียอมรับกับเขาว่าเผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างมาก แต่ผู้นำรัฐบาลพม่าก็ได้กล่าวว่าเป้าหมายหลักก็คือ "หนึ่ง รักษาประชาธิปไตยในเมียนมาไว้ให้ได้ สองก็คือจะรักษามาตรฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชน"

"ผมเห็นใจท่าน เพราะเท่าที่ผมทราบว่าท่านอองซานไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ท่านดูในเรื่องสังคม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศ แต่ในเรื่องความมั่นคงโดยทั่วไป และความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่อำนาจของท่านอองซานซูจี รัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องชายแดนก็ไม่ใช่คนที่ท่านตั้ง รองประธานาธิบดีที่ดูแลเรื่องความมั่นคงด้านการทหารท่านก็ไม่ได้ตั้ง ผมเข้าใจว่ามีความตกลงกันอยู่พอสมควร" นายสุรเกียรติ์กล่าวและเสริมว่านางอองซานซูจีได้แสดงให้เขาเห็นว่ามีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหานี้อย่างมาก

การเล่นการเมืองระหว่างประเทศของเมียนมา

ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เนื่องจากมีความแตกต่างกันอย่างมากในทั้งมุมมองต่อสาเหตุและวิธีการแก้ไขระหว่างคนในประเทศและนอกประเทศ

"ในเมียนมา รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาก็มีความคาดหวังว่าต้องผูกติดหรือเห็นแก่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ประชาคมระหว่างประเทศก็เห็นว่าตัวแทนที่มาประชาธิปไตยต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน การละเมิดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้" ผศ. ดุลยภาคกล่าวกับบีบีซีไทย และเสริมว่าคณะที่ปรึกษาที่นายสุรเกียรติ์เป็นผู้นำที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมาและประชาคมระหว่างประเทศนี้ ก็เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการชุดนายโคฟี อันนัน

อย่างไรก็ตามผศ. ดุลยภาคคิดว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ รวมทั้งท่าทีของกองทัพเมียนมาที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างมากขึ้น เป็นเพราะ "ชนชั้นนำในรัฐบาลเมียนมา และทั้งในกองทัพเมียนมาเล่นการเมืองระหว่างประเทศเป็น"

การเปิดให้คณะกรรมการที่ปรึกษาชุดนี้เข้าไปดูสถานการณ์ในยะไข่ การยอมรับเป็นครั้งแรกว่าทหารเมียนมามีส่วนในการสังหารโรฮิงญาในกรณีหนึ่ง รวมทั้งการยอมให้มีการส่งตัวกลับของคนโรฮิงญาคืนสู่ยะไข่ที่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้าเป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์ของรัฐบาลและกองทัพเมียนมา

หญิงโรฮิงญาคนนี้ข้ามแม่น้ำนาฟจากเมียนมาเข้าสู่บังกลาเทศเมื่อเดือนตุลาคม 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หญิงโรฮิงญาคนนี้พาลูกข้ามแม่น้ำนาฟจากเมียนมาเข้าสู่บังกลาเทศเมื่อเดือนตุลาคม 2017 เพื่อหลบหนีความรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะที่การส่งตัวชาวโรฮิงญากลับสู่ยะไข่จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ยังไม่มีใครแน่ใจว่ากลับไปแล้วพวกเขาจะปลอดภัยหรือไม่

ก่อนหน้านี้ ยูเอ็นเรียกปฏิบัติทางทหารในรัฐยะไข่ที่กระทำต่อชาวโรฮิงญาว่าเป็น "ตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามตำรา" และยังอธิบายด้วยว่าสถานการณ์นี้เป็น "วิกฤตการณ์ที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก" เพราะก่อนเดือนสิงหาคม จำนวนชาวโรฮิงญาที่อยู่ในค่ายผู้อพยพหรืออยู่ปะปนกับชุมชนอื่น ๆ มากกว่าสามแสนรายเล็กน้อย แต่หลังจากเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ก็มีผู้ที่มาสมทบเพิ่มราว 655,000 ราย

โรฮิงญาที่หนีตายจากยะไข่เข้าสู่บังกลาเทศนั้นก็เผชิญกับภาวะยากลำบากอย่างสาหัส เพราะส่วนใหญ่มักจะไม่มีสมบัติติดตัวมากนัก พวกเขาสร้างที่อยู่อาศัยชั่วคราวตามค่ายหรือชุมชนตามแนวชายแดนบังกลาเทศ-เมียนมาโดยได้รับความช่วยเหลือน้อยมาก ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ที่พักอาศัยที่ปลอดภัย รวมทั้งไม่ได้รับการดูแลเรื่องสาธารณสุข

ชาวโรฮิงญาขอสิ่งของบรรเทาทุกข์ทีทันคาลี บังกลาเทศ เมื่อกันยายน 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวโรฮิงญาขอสิ่งของบรรเทาทุกข์ทีทันคาลี บังกลาเทศ เมื่อกันยายน 2017

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บังกลาเทศและเมียนมาได้บรรลุข้อตกลงกรอบเวลาในการส่งตัวโรฮิงญากลับไปยังยะไข่ โดยบังกลาเทศแถลงว่าเมียนมาจะรับโรฮิงญากลับคืนเป็นจำนวน 1,500 คนต่อหนึ่งสัปดาห์ และคาดว่าจะส่งกลับได้เป็นส่วนใหญ่ภายในเวลา 2 ปี

ผศ.ดุลยภาคเห็นว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์กองทัพเมียนมา เพราะ "ปฏิบัติการกวาดล้างในยะไข่ประสบความสำเร็จแล้ว สามารถนำเอา คนที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจากยะไข่ได้มากกว่า 600,000 คน และแม้จะมีการส่งตัวกลับมาแต่กองทัพเมียนมาก็สามารถที่จะควบคุมได้"

พลเอกอาวุโสมินอ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดของเมียนมาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาแทบไม่มีความเห็นใจต่อชาวโรฮิงญาเลย และเขาเป็นคนกุมอำนาจในกองทัพ การเคลื่อนไหวใดของกองทัพก็ต้องขึ้นอยู่กับเขา ผศ. ดุลยภาคสรุปว่าท่าทีที่เปิดกว้างมากขึ้นของกองทัพเมียนมามาจากจุดประสงค์เพื่อให้ประชาคมนานาชาติยอมรับ รวมทั้งเกิดขึ้นเพียงเพราะกองทัพเมียนมาบรรลุเป้าประสงค์แล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้อพยพเมื่อเดินทางกลับไป ซึ่งนายสุรเกียรติ์ก็ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยว่าหากยังไม่สามารถจะพัฒนาสถานการณ์ในยะไข่ให้ดีขึ้น โดยที่คนในประเทศรวมทั้งองค์กรต่างประเทศไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจเดียวกันก็อาจไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้

ควันลอยขึ้นเหนือหมู่บ้านที่ถูกเผาใกล้กับเมืองมองดอว์ ในรัฐยะไข่ของพม่า ขณะที่เกิดความรุนแรงอีกระลอกขึ้นในรัฐดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2017

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ควันลอยขึ้นเหนือหมู่บ้านที่ถูกเผาใกล้กับเมืองมองดอว์ ในรัฐยะไข่ของพม่า ขณะที่เกิดความรุนแรงอีกระลอกขึ้นในรัฐดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2017

ความกินใจที่หยั่งรากลึก

ยิ่งไปกว่านั้นการทำความเข้าใจในประเทศก็สำคัญด้วยเช่นกัน นายสุรเกียรติ์กล่าวว่าสาเหตุเรื่องโรฮิงญามาจากความขัดแย้งมีมีรากลึกจากประวัติศาสตร์ "ไม่ใช่ศาสนาเสียทีเดียว มีความขัดแย้ง ความไม่ค่อยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความกินใจกัน"

"ตามประวัติศาสตร์ของพม่าก็มี 8 ชนกลุ่มน้อย และแยกมาเป็น 135 กลุ่มย่อย ถ้าไปถาม 135 กลุ่ม อยากจะมีกลุ่มที่ 136 หรือเปล่า ต่อให้รัฐบาลเมียนมาอยากจะมีก็ไม่รู้ว่า 135 กลุ่มคิดยังไง" นายสุรเกียรติ์ชี้

เมื่อถูกถามว่าคณะกรรมการชุดนี้ใช้ถ้อยคำเรียกชาวโรฮิงญาว่าอย่างไร นายสุรเกียรติ์ตอบว่า "เราใช้ตามรายงานข้อเสนอแนะของคณะกรรมการชุดโคฟี อันนัน ก็คือ ชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ แม้เราไม่ได้เรียกเขาว่าโรฮิงญา แต่เราก็ไม่ได้เรียกว่าเบงกาลีตามอย่างรัฐบาลเมียนมา"

การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าโรฮิงญา รวมทั้งเบงกาลีซึ่งเป็นคำที่รัฐบาลพม่าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ สะท้อนว่าคณะกรรมการทั้งชุดของนายโคฟี อันนัน และชุดที่ปรึกษานี้ให้ความระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่กระทบต่อความรู้สึกของรัฐบาลและกองทัพพม่า

คณะที่ปรึกษาพิเศษมีสมาชิก 10 คน ประกอบด้วยผู้ที่มีประสบการณ์ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติอย่างเช่น นายราล์ฟ เพทรัส เมเยอร์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของแอฟริกาใต้ ผู้ซึ่งมีบทบาทในการเจรจาเพื่อยุติการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้, นายบิล ริชาร์ดสัน อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก ผู้เคยเข้าเยี่ยมเยียนนางอองซานซูจีคราวถูกกักไว้ในบ้านโดยรัฐบาลทหารพม่าในปี 1994

คณะที่ปรึกษาฯมีวาระการทำงาน 1 ปี และสามารถต่อได้อีกหนึ่งปี นายสุรเกียรติ์คาดว่าหลังจากการไปเยือนแล้ว น่าจะมีคำเสนอแนะออกไปได้อีกสองสามเดือนข้างหน้า

นอกจากนี้เขาได้แสดงความหวังว่า"คำปรึกษาของเราจะวางอยู่บนรากฐานของความเข้าใจ อันที่หนึ่ง ที่สองก็คือ เราหวังว่าจะให้คำปรึกษาของเราไม่ได้มาจาก talk shop ไม่ได้มาจากเวทีคณะกรรมการที่มาพูด ๆ แล้วก็ไปอยากให้เป็นคำปรึกษาที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริง"