วิกฤตโรฮิงญา ในสายตานักประวัติศาสตร์ไทย-เมียนมา

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เมียนมา ชวนมองความขัดแย้งในวิกฤตโรฮิงญา อย่างเข้าใจ รอบด้าน ขณะเดียวกันก็หวั่นว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้ออาจจะนำไปสู่การแตกร้าวระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในอาเซียน
"กระแสของโลกมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา หรือระหว่างกองทัพกับผู้นับถือศาสนาอิสลาม... เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน... แต่ภายในเมียนมากลับมองปัญหาโรฮิงญาแตกต่างจากผู้ที่อยู่ภายนอก...มองปัญหานี้เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งมีความซับซ้อนกว่า " คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ บอกกับบีบีซีไทย
คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ อธิบายต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือปัญหาชาวพุทธกับมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เป็นปัญหาระดับประชาชนต่อประชาชน ในขณะที่ชาวพุทธทั่วไปในเมียนมากลับมองชาวโรฮิงญาเป็นฝ่ายตรงข้าม
โรฮิงญามาจากไหน
ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตะวันตกมาหลายศตวรรษ ก่อนที่จักรวรรดิอังกฤษปกครองพม่า ต่อมาชาวอังกฤษได้นำชาวเบงกาลีจากอินเดียเข้ามาในเมียนมาเพื่อร่วมรบกับอังกฤษต่อต้านญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในขณะเดียวกัน ชาวเมียนมาในขณะนั้นก็จับมือกับญี่ปุ่นต่อสู้กับอังกฤษเพื่อประกาศเอกราช
"ดังนั้น โรฮิงญาจึงกลายเป็นอุปสรรคในการกอบกู้เอกราชในเมียนมา อันนี้เป็นต้นรากสำคัญแห่งปัญหา" ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เมียนมาให้ความเห็น
ยิ่งนาน ยิ่งขัดแย้ง
หลังได้เอกราช ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงญาและชาวพุทธในรัฐยะไข่เพิ่มมากขึ้น วัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่ต่างกันของชาวพุทธและโรฮิงญาในรัฐยะไข่ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจต่อชาวโรฮิงญา ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดความเกรงกลัวว่า ประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นชาวโรฮิงญา กลายเป็นปัญหาเหยียดเชื้อชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภายหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลอู นุ เมื่อราวปี 1962 กองทัพได้ยกลิกสัญชาติเมียนมาแก่ชาวโรฮิงญาทำให้สิทธิพลเมืองของชาวโรฮิงญาต้องหายไป เพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวโรฮิงญา

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวในการแยกประเทศ เช่น การแยกประเทศปากีสถานตะวันตกและตะวันออก (ซึ่งปัจจุบันคือ บังกลาเทศ) ออกจากอินเดีย มีอิทธิพลต่อความคิดของชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถยอมรับได้ จึงทำให้เกิดการต่อต้านกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนไปด้วย
เกลียดโรงฮิงญาไม่เปลี่ยน
รศ.ดร.สุเนตร ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าเมียนมามีการปกครองในระบอบเผด็จการทหารหรือรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง สังคมพม่าไม่ยอมรับชาวโรฮิงญา แม้การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 เป็นต้นมา พรรรคการเมืองขนาดใหญ่ ล้วนไม่สนับสนุนสิทธิของชาวโรฮิงญา ไม่ว่าพรรคพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพีของกองทัพ หรือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซู จี เพราะต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน
"หากว่าใครเข้าข้างกลุ่มโรฮิงญา ก็จะทำให้เสียคะแนนเสียง จึงทำให้นางออง ซาน ซู จี จึงไม่ต้องการขยับหรือมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เลย ซึ่งเป็นแนวนโยบายเดียวกันกับอดีตรัฐบาลที่นำโดยนายเต็ง เส่ง ขณะที่ปฏิบัติการของกองทัพในขณะนี้ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจ และได้คะแนนเสียง ส่วนนางออง ซาน ซู จีก็น้ำท่วมปาก จึงต้องเล่นบทตามน้ำ" รศ.ดร. สุเนตรเสริม

"สงครามข่าวสาร"
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองนานาชาติกลับเป็นอีกเรื่อง แม้ว่า นางออง ซาน ซู จี เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ในปัจจุบันเธอคือผู้นำประเทศที่มีท่าทีเฉยเมยต่อการปราบปรามชาวโรฮิงญา จนจุดประเด็นคำถามว่า "ทำไมนางซู จี ไม่มีมาตรการใดๆ ต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งนำมาซึ่งแรงกดดันจากชาติตะวันตกอย่างหนัก
องค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต ทรงเขียนจดหมายหา ออง ซาน ซู จี เมื่อ 11 ก.ย. เรียกร้องให้เธอหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 3 แสนคนต้องอพยพออกจากเมียนมา ในขณะที่ล่าสุด ข้าหลวงใหญ่คณะมนตรีสิทธิแห่งสหประชาชาติออกมาระบุว่า ปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปยังชาวมุสลิมโรฮิงญาของกองทัพรัฐบาลเมียนมา "ดูเป็นกรณีตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากถามถึงว่า ทำไมปฏิกิริยาในรอบนี้ถือหนักหน่วงยิ่งนัก รศ.ดร. สุเนตรกล่าวว่า ครั้งนี้รุนแรงมากเพราะมีคนหลายแสนที่อพยพไปจากเมียนมาและคนหลายร้อยที่เสียชีวิตระหว่างการปราบปราม ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแสจากกลุ่มประเทศมุสลิมของอาเซียนทั้งกลุ่มผู้นำมุสลิมในมาเลเซียและอินโดนีเซีย สหประชาชาติ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นักวิชาการผู้นี้ ระบุอีกว่า สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือ การขยายขอบเขตของความขัดแย้ง หากว่าเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางศาสนาแบบจำกัดเขตมาเป็นแบบไม่จำกัดเขต เพราะว่าศาสนาอิสลามถือว่าเป็นศาสนาขนาดใหญ่ในอาเซียน
"อยากให้มองอย่างรอบด้าน จึงจะแก้ปัญหาได้ มองปัจจัยภายในเมียนมาด้วย จะได้เข้าใจว่าทำไมการเคลื่อนไหวในเมียนมาจึงสวนทางกับความคาดหวังของนานาชาติ"










