มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 9 ข้าราชการสำนักพุทธฯ ทุจริตเงินทอน 3 วัด ในจังหวัดชายแดนใต้

พระเวียนเทียน

ที่มาของภาพ, Getty Images

ป.ป.ช. ชี้มูล 9 เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลวัดทั้งประเทศว่ามีความผิดทั้งทางวินัยอย่างร้ายแรง และบางส่วนมีความผิดทางอาญา ในกรณี"เงินทอน" วัดภาคใต้ กรณีนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารเงินของวัดทั้งภายในวัดเองและองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาควบคุมอย่างกว้างขวาง ในขณะที่นักวิจัยชี้ว่ารากเหง้าของปัญหาเกิดขึ้นก็คือความหละหลวมไม่ชัดเจนของการบริหารทั้งระบบ

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด น.ส.ประนอม คงพิกุล รอง ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. และข้าราชการ พศ. รวม 9 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต กรณีอนุมัติจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนแก่วัด 3 แห่ง ใน จ.สงขลา ยะลา นราธิวาส วัดละ 4 ล้านบาท เกิดขึ้นในปี 2558 ก่อนส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ป.ป.ช.ระบุว่า ปลายเดือน ก.ค.2559 นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.สำนักพุทธฯ จ.สงขลา ในขณะนั้น ได้ประสานติดต่อวัด 3 แห่ง ว่าจะมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้ ให้ "แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้องคืนเงินส่วนหนึ่งแก่ตน" เพื่อนำไปเป็นเงินอุดหนุนแก่วัดอื่นๆ ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อได้โอนเงินอุดหนุนแก่วัดทั้ง 3 แห่ง แห่งละ 4,000,000 บาท ให้คืนเงินกลับมา 3,200,000 บาท ก่อนที่นายเสถียร จะถูกตำรวจเข้าแสดงตัวจับกุมขณะนัดหมายไปรับเงินจากพระของวัดชลธาราวาส จ.นราธิวาส ที่ห้างสรรพสินค้าเทสโกโลตัส จ.สงขลา พร้อมของกลาง ธนบัตรใบละ 1,000 บาท รวม 3,200,000 บาท

ปปช

ที่มาของภาพ, สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.

คำบรรยายภาพ, นายศรชัย ชูวิเชียร ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา ร่วมชี้แจงเส้นทางการเงินของขบวนการทุจริต "เงินทอนวัด"

เรียก "เงินทอน" หลายระลอก

มติของป.ป.ช. ชี้มูลความผิดข้าราชการ พศ.ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขุดรากถอนโคนการทุจริตเงินอุดหนุนที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2555-2559 การปูพรมสอบสวนเกิดขึ้นในปี 2560 โดยกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก. ปปป.) ได้แจ้งความผิดของข้าราชการ พระระดับสูง และประชาชนจำนวน 19 รายพัวพันในเรื่องนี้ และก็ซึ่งได้ส่งสำนวนคดีต่อมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการกับข้าราชการแรกโดยระลอกแรกมี 12 สำนวน มูลค่าความเสียหายราว 60 ล้านบาท เป็นวัดใน จ.ลำพูน ลำปาง อุยธยา อำนาจเจริญ เพชรบุรี และชุมพร

ระลอกที่สองมี 23 สำนวน ความเสียหาย 141 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 97 เรื่อง โดย ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 8 เรื่อง

ก่อนหน้ากรณีวัดทางภาคใต้ ป.ป.ช. ก็ได้มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีต ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. น.ส.ประนอม คงพิกุล รอง ผอ. พศ. พร้อมพวกที่เป็นทั้งข้าราชการและคนใกล้ชิด ร่วมกันทุจริตงบโครงการเงินอุดอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดของวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ในงบฯ อุดหนุนปี 2557-2558 มาแล้ว

พระสวดมนต์

ที่มาของภาพ, Getty Images

ปี 2557 วัดพนัญเชิงฯ ได้งบประมาณ 10 ล้านบาท ทอนคืน 8 ล้านบาท ส่วนปี 2558 ทางวัดได้งบประมาณ 10 ล้านบาท ทอนคืน 5 ล้านบาท

โดยในชั้นไต่สวน ป.ป.ช.พบการทุจริตเป็นขบวนการ กลุ่มแรกทำหน้าที่ติดต่อทางวัดเพื่อเสนอว่า พศ.มีงบประมาณอุดหนุนให้ กลุ่มที่สอง การจัดทำเอกสารเท็จอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนแก่วัด และกลุ่มสุดท้ายคือ ผู้มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ

เมื่อพศ.ขอให้วัดทอนเงิน

"เมื่อปี 58 เขา(ทาง พศ.) อธิบายว่านี่เป็นงบพิเศษ จะส่งให้วัดเรา 4,000,000 บาท แต่ขอเงินคืนไป 3.2 ล้าน ทางวัดจะได้ 800,000 บาท เอาไปทำกิจกรรมอย่างเช่น จัดปฏิบัติธรรม สวดมนต์ และอื่น ๆ" พระปลัดสุวัฒน์ กนฺตวีโร แห่งวัดชลธาราวาสอธิบายให้บีบีซีไทยฟังทางโทรศัพท์

เมื่อสอบถามว่าทางวัดไม่ได้สงสัยเลยหรือว่าทำไมต้องคืนเงิน

"ก็ไม่ได้สงสัย คิดว่าทางเขามีเจตนาดี เพราะเขาบอกว่าจะเอาเงินที่คืนไปไปช่วยที่อื่น ๆ โดยเฉพาะสำนักสงฆ์ที่ไม่ได้มีสถานะทางกฎหมายแบบวัด จะได้เอาเงินไปจัดกิจกรรมช่วยเผยแผ่ศาสนาด้วยกัน ทางวัดก็เต็มใจจะคืนให้" พระปลัดสุวัฒน์ กล่าว

เงินบริจาค

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

พระปลัดสุวัฒน์ อธิบายว่าตามปกติ วัดจะได้งบจากการเสนอของบประมาณเพื่อทำกิจกรรมของวัดผ่านไปทางเจ้าคณะจังหวัด และไปยังคณะกรรมการของจังหวัดเพื่อให้ส่งไปยังส่วนกลางเพื่อการอนุมัติอีกทีหนึ่ง แต่เงินงบประมาณ "พิเศษ" ที่เจ้าหน้าที่พศ. อธิบายไม่ได้ผ่านช่องทางนี้ และก็เป็นงบพิเศษก้อนแรกที่วัดเคยได้มา ซึ่งก็ได้นำไปจัดกิจกรรมอย่างเช่น การปฏิบัติธรรมและสวดมนต์ในเทศกาลพิเศษ, การศึกษาของพระและเณร ฯ จากนั้นก็ได้ทำบัญชีส่งไปยังพศ.เพื่อรายงานว่าได้ใช้เงินไปอย่างไรบ้าง

"เมื่อทราบว่าเป็นการฉ้อโกงก็ตกใจ แต่ทางวัดก็ถือว่าเป็นเรื่องของเขาแล้ว เพราะว่าเงินเราโอนไปแล้ว ทางเราบริสุทธิ์ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรอีก เราก็โอนเงินไปตามที่เขาให้เงื่อนไขมาล่วงหน้าแล้ว ซึ่งก็มีงบก้อนนั้นก้อนเดียว และถ้ามาแบบเดิมก็ไม่เอาอีกแล้ว เหนื่อย" พระปลัดสุวัฒน์กล่าวสรุป

ทรัพย์สินมหาศาล แต่การจัดการมีปัญหา

กรณีเงินทอนวัดหลายฝ่ายมองว่าเกิดจากความไว้วางใจของวัดที่มีต่อ พศ. จึงยอมทำตามโดยไม่สงสัยว่าจะเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามนักวิชาการมองว่าเหตุการณ์นี้ "เป็นยอดของภูเขาน้ำแข็ง" แห่งความผิดปกติในด้านการจัดการการเงินในวงการพุทธศาสนา

ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ชี้ว่าภายใต้การดูแลของพ.ศ. มีวัดทั้งหมดในระบบมีอยู่ 37,000 แห่ง โดยมีกฎหมายและระเบียบกำหนดเรื่องการบริหารจัดการไว้ เช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2535, กฎกระทรวงของกระทรวงศึกษาธิการ และกฎของมหาเถรสมาคม กำหนดในเรื่องการจัดการเกี่ยวกับวัดไว้ รวมทั้งการแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาส และไวยาวัจกร เพื่อช่วยบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ในวัด

พระ

ที่มาของภาพ, Getty Images

"การที่ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส ก็ทำให้เป็นปัญหา เพราะแต่ละวัดก็มีระบบเป็นของตนเอง ไม่เหมือนกัน รายงานทางการเงินก็ทำกันง่าย ๆ เป็นบัญชีรับ-จ่าย เป็นรูปแบบที่กำหนดกันเอง" ผศ.ดร.ณดา

จากการเก็บข้อมูลทำให้ ผศ.ดร.ณดา คำนวณว่า รายได้ของวัดทั้งระบบน่าจะอยู่ที่ 1 - 1.2 แสนล้านบาทต่อปี โดยรายได้นั้นมาจากทั้งการบริจาค, การให้เช่าทรัพย์สินของวัด และพวกเครื่องรางของขลังต่าง ๆ ในปีหนึ่ง ๆ วัดจะรายได้มากกว่ารายจ่าย ซึ่งทำให้มีการสะสมส่วนเกินนั้นไว้ อย่างเช่น ฝากเงินฝากในธนาคาร

วัดกับเงินฝากสามแสนล้านบาท

เว็บไซต์ TCIJ รายงานในวันนี้โดยใช้คำสัมภาษณ์ของเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย ซึ่งระบุว่าเงินฝากทั้งระบบที่มาจากวัดนั้นมีอยู่ราว 3 แสนล้านบาท และธนาคารกำลังแข่งขันเพื่อแย่งชิงเงินฝากของวัดกันมากขึ้น รวมทั้งมีการปฏิบัติต่อวัดเหมือนเป็นลูกค้าชั้นดีอย่างเช่น เน้นไปที่การดูแลเจ้าอาวาส เช่นดูแลสุขภาพ หรือเน้นการให้ความสะดวก เช่น นำรถเอทีเอ็มเคลื่อนที่ไปตั้งไว้ในวัด

ข้อมูลนี้ก็สอดคล้องกับบทความของประชาชาติออนไลน์ เมื่อ 28 มี.ค. 2558 ที่ระบุว่า "ธนาคารกำลังรุมชิงเค้กเงินฝากวัดมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท เม็ดเงินโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10% " และ "จัดเป็นลูกค้าชั้นดี มีการวางแผนต่อยอดบริการครบวงจรทั้งกองทุน-หุ้นกู้-ประกันชีวิต ส่งทีมประกบวัดดังรายจังหวัด"

ผศ.ดร. ณดาเห็นว่าเมื่อวัดมีการสะสมทรัพย์สินมากขึ้น ก็ควรจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบให้รัดกุมมากตามไปด้วย เพื่อป้องกันคนที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากเม็ดเงินและทรัพย์สินของวัดอย่างที่เป็นมา

คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกล่าวอีกว่าแม้ว่าจะมีระเบียบว่าวัดต้องส่งบัญชีทรัพย์สินและรายได้รายจ่ายไปให้พศ. ไป "แต่คำถามก็คือพศ.เอาไปแล้วเอาไปทำอะไร มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้หรือไม่"

"เงินทอนวัดก็เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งก็เหมือนทุกเรื่องที่เป็นกรณีขึ้นมา ก็เป็นเพียงยอดของปัญหาอันมหาศาลเท่านั้นเอง" ผศ.ดร. ณดา สรุป