มะเร็งลำไส้ : เช็คสัญญาณมะเร็งจากการขับถ่ายอุจจาระของคุณ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, โดย ฟิลิปปา ร็อกบี
- Role, ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพ บีบีซี
เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คนอังกฤษหันมาให้ความสนใจในเรื่องมะเร็งลำไส้อีกครั้ง หลังหญิงนักรณรงค์ให้ความรู้เรื่องมะเร็งวัย 40 เสียชีวิตลงด้วยโรคนี้
เดม เดโบราห์ เจมส์ เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ในวัย 40 ปี เมื่อ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้มาตั้งแต่ปี 2016 เธอคือนักรณรงค์สาธารณะ สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ เชิญชวนให้ทุกคนหมั่นสำรวจอุจจาระของตนเองเพื่อเฝ้าระวังโรค จนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และคำนำหน้านามว่า "เดม"
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ในสหราชอาณาจักร และพบบ่อยเป็นอันดับที่ 3 ในประเทศไทย
บีบีซีไทยรวบรวมคำตอบต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้และทวารหนักจากข้อมูลของ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักร โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มานำเสนอ
วิธีการสังเกตอาการที่บ่งบอกของมะเร็งลำไส้
สามสัญญาณที่ควรสังเกต:
- การมีเลือดออกปนมาในอุจจาระโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาจเป็นสีแดงสดหรือสีแดงเข้ม
- พฤติกรรมในการขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น หรือ อุจจาระมีลักษณะผิดปกติจากเดิม อาจมีมูกปนหรือมีลักษณะแข็งมากขึ้นจากปกติ
- รู้สึกปวดท้องน้อยหรือท้องอืด เมื่ออิ่มท้องหรือแน่นท้อง
นอกจากนี้อาจมีอาการอื่น ได้แก่
- น้ำหนักลด
- รู้สึกเหมือนลำไส้ไม่โล่งแม้หลังจากถ่ายอุจจาระแล้ว
- รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียกว่าปกติ
อาการผิดปกติเหล่านี้อาจไม่ใช่ข้อบ่งชี้ของโรคมะเร็งลำไส้ แต่หากมีอาการเหล่านี้ประมาณ 3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ควรเข้าพบแพทย์ เพราะหากเป็นมะเร็งได้แล้วรับการตรวจพบเร็ว อาจทำให้การรักษาง่ายขึ้น
บางครั้งมะเร็งลำไส้อาจขวางไม่ให้ของเสียผ่านลำไส้ไป และอาจทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้ได้ อาจส่งผลให้มีอาการให้ปวดท้อง ท้องผูก และเจ็บป่วยได้อย่างรุนแรง ซึ่งหากคุณมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ในทันที

ที่มาของภาพ, Getty Images
วิธีสังเกตอุจจาระ
สิ่งสำคัญคือไม่เขินอายที่จะสำรวจอุจจาระของตนเอง รวมทั้งการพูดถึงมันด้วย
คุณควรเริ่มจากการเช็คว่ามีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่ หรืออาจมีเลือดไหลทางทวาร ซึ่งเลือดแดงสดอาจมาจากหลอดเลือดดำบริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อาจเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเกิดจากมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน
แม้ว่าเลือดสีแดงคล้ำหรือสีดำในอุจจาระของคุณอาจมาจากลำไส้หรือกระเพาะอาหารของคุณ ถือว่าควรเฝ้าสังเกตเช่นกัน
นอกจากนี้คือการสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของนิสัยการขับถ่าย เช่น ถ่ายอุจจาระง่ายหรือถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ หรือคุณอาจรู้สึกว่าไม่ได้จำกัดของเสียจากลำไส้อย่างถูกต้องและไม่ขับถ่ายบ่อยอย่างเพียงพอ
ศูนย์มะเร็งลำไส้ของสหราชอาณาจักรให้คำแนะนำว่าควรจดอาการต่าง ๆ ที่สังเกตได้เป็นเหมือนไดอารี เพราะจะไม่ได้ลืมรายละเอียดเมื่อตอนไปพบแพทย์
แพทย์คุ้นเคยกับการพบเห็นผู้คนจำนวนมากที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้หลากหลายประเภท ดังนั้นควรแจ้งให้พวกเขาทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือการตกเลือดเพื่อจะได้ทราบสาเหตุต่อไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
มะเร็งลำไส้เกิดจากอะไร
ในปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าอะไรทำให้เกิดมะเร็งลำไส้กันแน่ แต่สิ่งเหล่านี้อาจเป็นบางปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้
ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีความเสี่ยงของโรคมะเร็งมากขึ้น ซึ่งมะเร็งลำไส้ก็ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงนั้น เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากอายุเกิน 50 ปี
- การบริโภคเนื้อสัตว์ สัตว์เนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน และซาลามิ
- การสูบบุหรี่ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลายชนิด
- การบริโภคเรื่องดื่มดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- การมีน้ำหนักมาก รวมทั้งโรคอ้วน
- มีประวัติของการพบติ่งเนื้อในลำไส้ซึ่งสามารถเติบโตเป็นเนื้องอกได้
วิธีลดความเสี่ยง
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าผู้ที่ดูแลสุขภาพตัวเองเป็นประจำอาจป้องกันความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้สามารถป้องกันได้มากกว่าครึ่ง นั่นหมายถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บริโภคผักและผลไม้มากขึ้นเพื่อเพิ่มกากใยอาหาร และบริโภคไขมันให้น้อยลง รวมทั้งการดื่มน้ำประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน และรวมถึงการไปไปพบแพทย์หากคุณมีอาการผิดปกติใด ๆ และเข้ารับข้อเสนอการตรวจคัดกรองมะเร็ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
การตรวจคัดกรองมะเร็ง
NHS ตั้งเป้าที่จะตรวจหามะเร็งลำไส้ในระยะเริ่มแรก ซึ่งกลุ่มเสี่ยงในบางช่วงอายุสามารถขอรับชุดทดสอบที่บ้านเพื่อตรวจเลือดที่อาจปนในอุจจาระ
ภายในสหราชอาณาจักรมีหลักเกณฑ์อายุเพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองดังนี้
- อังกฤษ: ค่อยๆ ลดลงจากอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- สกอตแลนด์: เริ่มที่อายุ 50 ปี
- เวลส์: ช่วงอายุ 58-74 ปี
- ไอร์แลนด์เหนือ: อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
แม้การตรวจคัดกรองนั้นอาจไม่มีประสิทธิภาพ 100% และอาจนำไปสู่อันตรายและการรักษาที่ไม่จำเป็นเมื่อมีผู้คนที่สุขภาพดีจำนวนมากเข้าร่วมการตรวจได้ หากคุณอยู่ในกลุ่มอายุที่น้อยแต่มีอาการปกติ ควรปรึกษาแพทย์มากกว่าการหาชุดทดสอบตัวเองมาทำด้วยตนเอง เพราะผลลัพธ์อาจสร้างความสับสนได้
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ โดย ศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์ ระบุว่าอายุเฉลี่ยของคนไทยที่ตรวจพบมะเร็งลำไส้อยู่ในช่วง 60 ถึง 65 ปี และมีคำแนะนำให้เริ่มการตรวจคัดกรองในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อาจใช้วิธีการตรวจหาเลือดในอุจจาระ การส่องกล้องตรวจลำไส้ เป็นต้น
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวไว้เมื่อวันมะเร็งโลก 3 ก.พ. ปีนี้ว่า ในปี 2561 สปสช.บรรจุสิทธิประโยชน์บริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง โดยให้สิทธิแก่ประชาชนอายุ 50-70 ปี ได้รับการตรวจด้วยวิธีตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) จำนวน 1 ครั้ง ทุก 2 ปี หากผลตรวจผิดปกติจะได้รับการตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องและการเนื้อเยื่อส่งตรวจ โดยปี 2565 ตั้งเป้าหมายบริการ 1,727,030 ราย หรือร้อยละ 10 ของประชากรเป้าหมาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้
นอกจากตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเลือดในอุจจาระแล้ว ในระยะแรกนั้นยังสามารถตรวจหามะเร็งด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งเป็นการส่องกล้องเข้าไปทางทวารหนักเพื่อให้เห็นภาพในลำไส้ตรงและลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หรือการตรวจส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Flexible Sigmoidoscopy) เป็นการใส่กล้องเข้าไปทางทวารหนักเพื่อตรวจความผิดปกติของลำไส้ตรงและลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะแรกมากกว่า 90% จะมีชีวิตต่อเป็นเวลา 5 ปีหรือมากกว่านั้น เทียบกับ 44% ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ในระยะสุดท้าย
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาพบว่าผู้ป่วยที่พบในสหราชอาณาจักรมีโอกาสอยู่รอดเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยผู้ป่วยมากกว่าครึ่งสามารถมีชีวิตต่อไปอีก 10 ปีหรือมากกว่า เมื่อเทียบกับอัตรา 1 ใน 5 เมื่อปี 1970
และเช่นเดียวกับมะเร็งหลายชนิดที่คนอายุ 15 ถึง 40 ปีนั้นมีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด เพราะมะเร็งนั้นพบได้บ่อยกว่าและเป็นอันตรายถึงชีวิตมากกว่าเมื่อพบในผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามนั้นอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรยังไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป
การรักษา
มะเร็งลำไส้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือระยะแรก
ความก้าวหน้าในการทดสอบทางพันธุกรรมทำให้เกิดการดูแลรักษาที่สามารถปรับวิธีให้เข้ากับอาการ ระยะ ของผู้ป่วนแต่ละคนได้ แม้การรักษานี้อาจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาต่อไป แต่ที่ผ่านมาผู้ป่วยมะเร็งก็มีแนวโน้มที่มีอายุขัยเพิ่มขึ้นอีกหลายปี
ไม่ว่ามะเร็งจะถูกตรวจพบในระยะใดก็สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาได้ เช่นการรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด การฉายแสง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอยู่กับมะเร็งแต่ละชนิด ระยะของโรค รวมทั้งความพร้อมของผู้ป่วย
ระยะของโรค
- ระยะที่ 1 - มีขนาดเล็ก แต่ยังไม่แพร่กระจาย
- ระยะที่ 2 - มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่แพร่กระจาย
- ระยะที่ 3 - แพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างบางส่วน เช่น ต่อมน้ำเหลือง
- ระยะที่ 4 - แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย เช่น ตับและปอด และทำให้เกิดเนื้องอกในอวัยวะเหล่านั้น
แนวทางการป้องกัน
สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้คำแนะนำทางเว็บไซต์ ได้ดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเช่น ผักและผลไม้ รวมไปถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันต่ำ
- รับการตรวจคัดกรอง สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
- ในผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยงควรเริ่มต้นที่อายุ 50 ปี
- สำหรับผู้ที่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ควรเริ่มตรวจคัดกรองที่อายุ 40 ปีหรือที่ อายุ 5 ปี ก่อนอายุของคนในครอบครัวที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่มีประวัติเป็นลำไส้อักเสบชนิด Crohn's disease และ Ulcerative colitis หรือ ผู้ป่วย ที่มีติ่งเนื้องอกจำนวนมาก (Polyposis Coli) การตรวจอาจเริ่มในอายุที่เร็วขึ้นโดยสามารถปรึกษาแพทย์ได้











