ภาพลักษณ์ผู้นำ : นักวิชาการสื่อสารชี้เป็นเรื่อง "ไร้เดียงสา" หากบอกว่า "พีอาร์" หลอกประชาชนได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ซ้าย) ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดีอีเอส

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ซ้าย) และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดีอีเอส ประชุมร่วมแก้ปัญหาสายสื่อสารรุงรัง

เมื่อถามว่า อะไรคือตัวชี้วัดที่ดีที่สุดว่าทีมประชาสัมพันธ์ หรือ "พีอาร์" ทำงานออกมาได้ยอดเยี่ยม

คำตอบอาจเป็นยอดขายหรือภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น

ทว่า นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของงานประชาสัมพันธ์ หรือ

รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์สาขาสื่อสารองค์กร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าแก่นของพีอาร์คือการสร้างความสัมพันธ์

ส่วนความสัมพันธ์ดังกล่าวจะต่อยอดไปเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทเอกชน หรือยอดบริจาคที่เพิ่มขึ้นสำหรับมูลนิธิหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงาน

จาก 'สายสัมพันธ์' สู่ 'เผ่าพันธุ์'

ในเมื่อเราทราบกันแล้วว่าพีอาร์คือการสร้างความสัมพันธ์ แล้วขั้นต่อไปคืออะไร

"ความสัมพันธ์ที่ดี มันจะสร้าง 'เผ่าพันธุ์' ที่มาพูดแทนเราได้" รศ.ประไพพิศ เผยกับบีบีซีไทย

รศ. ประไพพิศ ที่สวมหมวกอีกใบเป็น รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ อธิบายว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจะนำไปสู่ความเชื่อใจ ซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานที่ทุกความสัมพันธ์ที่ดีต้องมี

ข่าวร้อนฉ่ากรณีที่ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ออกมาวิจารณ์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พ่อเมืองกรุงเทพฯ ว่า "ดีแต่พีอาร์เก่ง"

หรือในกรณีที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบคำถารมนักข่าวเมื่อ 4 ก.ค. ซึ่งมีการเปรียบเทียบการทำงานในระยะเวลาหนึ่งเดือนของ ชัชชาติ เทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีช่วงหนึ่งที่ รมว.แรงงาน กล่าวว่า "ลุงตู่เก่งที่สุดในโลก"

คมชัดลึก รายงานเพิ่มว่า รมว.แรงงาน ออกมาแถลงเพิ่มเติมเมื่อ 5 ก.ค. ว่า เขายกย่อง พล.อ.ประยุทธ์ เก่งที่สุดในโลก บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไทย "มีการส่งออกสูงที่สุดในรอบ 30 ปี มีประเทศไทย เป็นประเทศเดียวในโลก จากทั้งหมด 22 ประเทศ ที่ลงทุนที่ได้กำไร ผู้บริหารบริษัทของประเทศญี่ปุ่นให้เงินลงทุนมาอีก 3,000 ล้านบาท แบบนี้จะไม่เรียกว่าเก่งที่สุดในโลกหรือไม่"

รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ

ที่มาของภาพ, คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คำบรรยายภาพ, "ความสัมพันธ์ที่ดี มันจะสร้าง 'เผ่าพันธุ์' ที่มาพูดแทนเราได้" รศ.ประไพพิศ เปรียบเทียบ

ทว่า รศ. ประไพพิศ มองว่า การประชาสัมพันธ์ของ ดร.ชัชชาติ ทำมาอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีการเปิดเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงเทพมหานครมาจนถึงถึงช่วงหาเสียง เธอเห็นว่า ทีมพีอาร์ของผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันทำงานได้ดีจริง

"คนที่อาสาไปทำงานให้คุณชัชชาติคือหลักฐานว่า สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มคนที่ไม่ใช่แค่วัยรุ่นได้ เขาสร้างความสัมพันธ์แบบนี้ได้โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ เขาสามารถแสดงความเป็นมนุษย์ออกมา…และนี่ คือตัวอย่างของทีมพีอาร์ที่ดี ทีมที่สร้างความสัมพันธ์ จนก่อเกิดเป็นความเชื่อใจและเลือกจะหันมาสนับสนุน"

รศ. ประไพพิศ เรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรมชาติของผู้นำ"

"ไร้เดียงสาเกินไป"

ผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์และองค์กรภาครัฐอีกคนที่ร่วมถกประเด็นพีอาร์กับบีบีซีไทยคือ ศ. ลี เอ็ดเวิร์ด ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะสื่อมวลชนและการสื่อสาร วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE)

ศ.ลี เอ็ดเวิร์ด ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE)

ที่มาของภาพ, CISION

คำบรรยายภาพ, ศ. ลี เอ็ดเวิร์ด ชี้ว่าไม่ใช้หน้าพีอาร์ที่จะปกปิดความไร้ประสิทธิภาพหรือการไม่ทำงานของตัวบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ

เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ซึ่งอยู่ในฝั่งรัฐบาลจะใช้พีอาร์เป็นเครื่องมือในการตบตาประชาชน ศ. เอ็ดเวิร์ดตอบเราอย่างตรงไปตรงว่า "คนที่คิดเช่นนี้…ไร้เดียงสาเกินไป"

เธอยกเหตุผลประกอบสองข้อ ได้แก่ ข้อแรก "ประชาชนไม่ได้โง่ และพวกเขาก็เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าใครทำอะไรหรือไม่"

ส่วนข้อที่สองคือแท้จริงแล้ว "มันไม่ใช้หน้าที่ของคนทำงานพีอาร์ที่จะมาปดปิดความไร้ประสิทธิภาพหรือการไม่ทำงานของตัวบุคคลหรือองค์กรนั้น ๆ"

เธอเสริมว่าหน้าที่ที่แท้จริงของทีมพีอาร์คือการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับผู้คน ทว่าเธอเองก็ยอมรับว่าไม่ใช่ทีมพีอาร์ทุกทีมที่คิดเช่นนี้

รศ. ประไพพิศ เสริมว่า แท้จริงแล้วแก่นของพีอาร์ดั้งเดิม "manipulate (ควบคุมเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ส่วนตน) คนไม่ได้"

ทว่าหากมองว่าพีอาร์เป็นเครื่องมือของรัฐบาลยุคก่อนอาจจะทำได้ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเกิดจากยุคสมัยนั้นช่องทางการได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชนมีจำกัด

สื่อสารไม่ดีหรือไม่ลงมือทำ

ประเด็นเรื่องพีอาร์ไม่ได้มีหน้าที่ปกปิดหากตัวบุคคลหรือองค์กรหนึ่ง ๆ ไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้จาก ศ.เอ็ดเวิร์ด สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.ประไพพิศ เช่นเดียวกัน

รศ.ประไพพิศ เผยว่า สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยืนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แท้จริงแล้วต้องถือว่าเป็นจุดยืนที่ได้เปรียบกว่าพ่อเมืองกรุงเทพฯ อยู่มาก เพราะ "ทุกสื่อพร้อมจะให้พื้นที่อยู่แล้ว"

ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดยังต้องมีการแก้ต่างว่า "รัฐบาลทำอะไรให้ประเทศมากมายแต่พีอาร์ไม่เก่ง" ซึ่งหากนับตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นผู้นำจากการรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กินเวลา 8 ปีพอดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, อาจารย์สาขาสื่อสารองค์กร แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามกลับว่าหากประชาชนยังสงสัย "อาจเป็นตัวผลงานหรือเปล่าที่ขาดไป"

อาจารย์สาขาสื่อสารองค์กร แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจต้องกลับไปดูที่การกระทำ และการสื่อสาร

ในฝั่งการกระทำหรือการทำงานนั้น รศ.ประไพพิศ ตั้งคำถามกลับว่า หากประชาชนยังเกิดความสงสัย "อาจเป็นตัวผลงานหรือเปล่าที่ขาดไป"

ขณะที่การสื่อสารซึ่งไม่สามารถสร้างความเชื่อใจกับคนได้ เธอแนะนำว่าทีมพีอาร์อาจต้องกลับมาทบทวนว่ารัฐบาลสร้างช่องว่างอะไรกับประชาชนหรือไม่

"มันไม่เกี่ยวกับงบ(พีอาร์) มันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ที่เรา[รัฐบาล]สื่อสารออกไปแล้วไม่เกิดแง่บวก"

"มันมีเรื่องก่อนหน้าหรือเปล่า ทำไมเขา[ประชาชน]ไม่เชื่อใจสักที ทำไมเขาตั้งคำถามตลอดเวลา"

ศ. เอ็ดเวิร์ดมีความเห็นว่า สำหรับเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝั่งรัฐบาลประสบความสำเร็จคือต้องเปิดให้มีบทสนทนา ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร

ประการแรก รัฐบาลจำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชนก่อนว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในประเด็นดังกล่าว รศ.ประไพพิศ ตั้งข้อสังเกตุว่าพื้นที่สื่อสารออนไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้เปิดโอกาสให้มีบทสนทนาเกิดขึ้นเพราะ "เป็นผู้นำประเทศที่ปิดดคอมเมนต์"

กรณีศึกษา: จาซินดา, ปธน.เซเลนสกี, บอริส จอห์นสัน และ โดนัลด์ ทรัมป์

ศ. เอ็ดเวิร์ด ยกกรณีศึกษารัฐบาลของประเทศที่มีทีมพีอาร์ที่ดีซึ่งสะท้อนไปยังศักยภาพของตัวผู้นำ และในกรณีตรงข้าม

สำหรับฝั่งที่ทำงานได้ยอดเยี่ยม หากยกประเด็นการจัดการโควิด-19 มาพูด ศ.ลีเห็นว่ากรณีของนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งนิวซีแลนด์ จาซินดา อาเดิร์น ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม

สถาบันคลังความคิดโลวีในออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาประเด็นนโยบายระหว่างประเทศ จัดทำดัชนีประเทศที่จัดการกับโควิด-19 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเมื่อ 13 มีนาคม 2021 นิวซีแลนด์ครองอันดับที่หนึ่งร่วมกับภูฏาน

จาซินดา อาร์เดิร์น

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, จาซินดาสร้างความเชื่อใจกับประชาชนด้วยการทำตามมาตรการที่ตนเองเป็นคนออก

สำหรับ ศ.เอ็ดเวิร์ด อาเดิร์นเป็นผู้นำที่สร้างความสัมพันธ์กับประชาชนผ่านสิ่งที่เธอพูด เธอยังสร้างความเชื่อใจด้วยการทำตามมาตรการที่ตนเองเป็นคนออก ตรงกันข้ามกับกรณีนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่ถูกเปิดโปงว่าร่วมงานปาร์ตีขณะออกคำสั่งให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคม

เช่นเดียวกันกับประธานาธิดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ที่สามารถสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมนานาชาติผ่านการสื่อสารทุกช่องทางที่เขาทำได้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปธน.เซเลนสกี ปรากฎตัวผ่านโฮโลแกรมในงานนำเสนอเทคโนโลยี ส่งวิดีโอเซอร์ไพรส์เปิดงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เดินทางไปยังพื้นที่รบด่านหน้าพร้อมไลฟ์ในสังคมโลกดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเขา และยังเดินสายพบปะผู้นำจากทั่วโลก

ปธน.แห่งยูเครนผู้คุ้นชินดีกับการอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ใช้ทั้งกลยุทธ์การสื่อสารกับ คนที่เขาต้องการสื่อสารด้วย ทั้งผ่านความเป็นมนุษย์ การสร้างความเชื่อใจ และที่สำคัญที่สุดคือ การลงมือทำ

แม้จะลงจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ ศ. เอ็ดเวิร์ดมองว่า กรณีของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถือเป็นการใช้การสื่อสารที่บั่นทอนสังคมให้แตกแยกขึ้นไปอีก

ประธานาธิดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เซเลนสกี อ้างอิงภาพยนตร์ "สตาร์ วอร์ส" ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับเหล่าผู้นำในวงการเทคโนโลยีผ่านระบบโฮโลแกรม