จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกจากการรับมือโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศ

ที่มาของภาพ, EPA
ช่วงพักกลางวันของศุกร์ที่ 15 มี.ค. ขณะชาวมุสลิมรวมตัวกันที่มัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองไครสต์เชิร์ชเพื่อทำพิธีละหมาด ชายหนุ่มคนหนึ่งพร้อมปืนไรเฟิลจู่โจม ก็เดินเข้าผ่านประตูเข้าไปด้วยท่าที่มุ่งร้ายชัดเจน
ถึงกระนั้น ชายสูงวัยจากอัฟกานิสถานคนหนึ่งที่มาร่วมสวดก็ยังกล่าวต้อนรับเขา แต่แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เริ่มกราดยิงผู้คน เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 50 ราย
โศกนาฏกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในนิวซีแลนด์ แต่ลามเป็นวงกว้างไปทั่วโลก เนื่องจากโลกโซเชียลช่วยกระพือภาพเหตุการณ์ที่ชายผิวขาว ผู้มีความเชื่อเรื่องการเหยียดผิวถ่ายทอดสดเหตุการณ์สังหารผู้บริสุทธิ์ในสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา
ผู้ต้องสงสัยหลักเป็นชาวออสเตรเลีย ส่วนเหยื่อที่เสียชีวิตมาจากหลายเชื้อชาติ เช่น อินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ จอร์แดน และโซมาเลีย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อนางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ออกมากล่าวแถลงการณ์ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง เธอไม่ได้กำลังสื่อสารกับแค่ชาวนิวซีแลนด์เท่านั้น
"เห็นได้ชัดแล้วว่า นี่คือเหตุก่อการร้าย"
นางอาร์เดิร์นเลือกใช้คำว่า เหตุก่อการร้าย อย่างทันท่วงที เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้ของกระแสสังคมว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่เต็มใจนักที่จะใช้คำว่า "ก่อการร้าย" เวลาผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาว แม้ว่าดูแล้วการก่อเหตุจะมีแรงจูงใจทางการเมืองก็ตาม
เธอไม่ได้แค่รับรู้ถึงความกลัวและความเศร้าโศกเสียใจของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังสวมกอดเหยื่อในเมืองไครสต์เชิร์ช สวมผ้าคลุมหัวสีดำเพื่อแสดงความเคารพ และยังเรียกร้องให้ผู้คนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยกล่าวว่า "พวกเขาก็คือพวกเรา" อีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในการกล่าวต่อหน้าสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกหลังเหตุเกิดขึ้น นางอาร์เดิร์น เริ่มกล่าวทักทายแบบชาวมุสลิมว่า "ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน"
แต่ก็ไม่ใช่แค่ให้ความเข้าอกเข้าใจแค่นั้น นางอาร์เดิร์นยังสัญญาจะแก้ไขสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎหมายและวัฒนธรรมด้วย ไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุ เธอประกาศจะแก้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่หละหลวมของประเทศ "ภายใน 10 วัน"
และล่าสุดวันที่ 21 มี.ค. นายกรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ออกมาประกาศว่า นิวซีแลนด์จะเตรียมสั่งห้ามครอบครองอาวุธกึ่งอัตโนมัติ และปืนเล็กยาวจู่โจม หรือ ปืนไรเฟิลจู่โจม ทุกชนิด โดยเธอบอกว่า กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 11 เม.ย. โดยเธอบอกว่า "ประวัติศาสตร์ของประเทศเราเปลี่ยนไปตลอดกาล กฎหมายของเราก็จะเปลี่ยนเช่นกัน"
เธอประกาศในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เธอจะจัดการกับอุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติแบบขวาจัดทั้งในระดับประเทศและโลก
"เราไม่อาจคิดเรื่องนี้โดยมีเรื่องของพรมแดนเข้ามาข้องเกี่ยวได้" นางอาร์เดิร์น ระบุ
จากการกล่าวต่อหน้าสาธารณะในครั้งแรก ทั่วโลกก็ต่างชื่นชมในความเป็นผู้นำของเธอ
ซูซาน มัวร์ เขียนในหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ว่า มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เคยกล่าวไว้ว่า ผู้นำอันแท้จริงไม่ได้ตามหาฉันทามติ แต่สร้างมันขึ้นมาใหม่ ส่วนนางอาร์เดินได้สร้างฉันทามติที่แตกต่างออกไป แสดงให้เห็นถึงการลงมือกระทำ ความใส่ใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
"การก่อการร้ายมองเห็นสิ่งที่แปลกแยก และอยากจะทำลายมันให้สิ้นซาก นางอาร์เดินเห็นความแตกต่าง และอยากจะให้เกียรติ โอบรับ และเชื่อมต่อกับสิ่งนั้น"
อิชาน ธารัวร์ จาก นสพ.เดอะวอชิงตันโพสต์ เขียนว่า "นางอาร์เดินได้กลายมาเป็นตัวแทนของความโศกเศร้าเสียใจและความมุ่งมั่นแน่วแน่ของชาติ" ส่วน แอนนาเบล แครบบ์ เขียนลงในเว็บไซต์ของ เอบีซี ออสเตรเลีย ว่า เธอยังไม่ทำอะไรผิดพลาดเลยระหว่างการรับมือกับข่าวร้ายที่สุดที่ผู้นำคนหนึ่งจะต้องรับมือ ส่วน เกรซ แบค อธิบายอย่างเรียบง่ายในเว็บไซต์นิตยสารมารี แคลร์ ออสเตรเลีย ว่า นี่คือรูปลักษณ์หน้าตาของผู้เป็นผู้นำ
และภาพ ๆ นี้โดย เคิร์ค ฮาร์กรีฟส์ ช่างภาพของสภาเมืองก็ถูกนำไปแชร์ต่ออย่างเป็นวงกว้าง
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
แต่เสียงชื่นชมไม่ได้มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว โมฮัมหมัด ไฟซอล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน บอกว่า "นางอาร์เดิร์นได้ใจชาวปากีสถาน" ส่วนเดอะคิงเซ็นเตอร์ อนุสรณ์สถานของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในสหรัฐฯ ระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า "มีผู้นำคนหนึ่งในนิวซีแลนด์ที่เต็มไปความรักที่ปรากฏอย่างเต็มเปี่ยม"
นักวิเคราะห์การเมืองในนิวซีแลนด์ คอลิน เจมส์ บอกกับบีบีซีว่า จากการได้ใช้เวลากับนางอาร์เดิร์นพอสมควร เขาไม่แปลกใจเลยถึงเสียงชื่นชมที่เธอกำลังได้รับ
"เธอทั้งแน่วแน่ สุขุม มองโลกในแง่บวก และมีความเป็นผู้นำ และผมพูดประเด็นนี้มาบ่อยครั้ง ไม่มีความมุ่งร้ายอยู่ในตัวเธอสักนิด แต่เธอก็เป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครมาข่มได้ นี่เป็นส่วนผสมที่หายาก"
ตอนเธอเริ่มหาเสียงครั้งแรกในปี 2017 เธอถูกนำไปเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และนั่นก็ดูสมเหตุสมผล ทั้งสามต่างมีหัวก้าวหน้า อายุน้อย และทะเยอทะยาน
นางอาร์เดิร์น อายุ 37 ปีตอนเข้ารับตำแหน่ง และเกิดเป็นกระแสเกี่ยวกับตัวเธอมากเสียจนเกิดการสร้างคำใหม่ขึ้นว่ากระแส "Jacindamania" และทำให้บางฝ่ายกังวลว่าเธอจะเป็นแค่คนที่รูปลักษณ์ท่าทางดีแต่ไม่มีแก่นสารอะไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
ซูชิล แอรอน เขียนในหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า เธอกำลังก้าวขึ้นมาเป็นนิยามของความก้าวหน้าที่เป็นขั้วตรงข้ามกับพวกนิยมฝ่ายขวาที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจากการใช้ถ้อยคำที่เกลียดชังมุสลิม
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้สอบถามว่าสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนอะไรได้บ้าง นางอาร์เดิร์นเรียกร้องขอ "ความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อชุมชนชาวมุสลิมทั้งหมด"
เธอบอกว่าเป็น "ความอัปยศ" เมื่อสมาชิกวุฒิสภาออสเตรเลีย เฟรเซอร์ แอนนิง กล่าวโทษเหตุโจมตีว่าเป็นผลจากนโยบายรัฐผู้ย้ายถิ่นชาวมุสลิม
ภาพความจริงใจของนางอาร์เดิร์นขณะให้กำลังใจเหยื่อการโจมตีถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่น ๆ ในสถานการณ์คล้ายกัน
ซานา ซาอิด นักข่าวอัลจาซี บอกว่า เธอไม่พบว่าว่านายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แสดงความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้ขนาดนี้ ตอนเกิดเหตุกราดยิงมัสยิดที่เมืองควิเบกเมื่อปี 2017
คอลิน เจมส์ บอกว่า หลายครั้งคนชอบบอกว่าเธอแค่มีเสน่ห์และพูดสิ่งต่าง ๆ ถูกต้อง "แต่เธอเป็นมากกว่านั้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอได้พิสูจน์แล้วว่าจะมีคนน้อยลงมากที่จะยังคิดถึงเธอในแง่นั้น"








