เอธิโอเปีย: ประเทศที่ 1 ปี มี 13 เดือน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลูซี เฟลมิง
- Role, บีบีซี นิวส์
ชาวเอธิโอเปียกำลังต้อนรับปีใหม่ โดยมีการจัดงานเฉลิมฉลองทั้งที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากข้าวของที่มีราคาสูงขึ้น สงคราม และวิกฤตความอดอยากทางตอนเหนือของประเทศ
นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิทินที่ไม่เหมือนใครและมรดกทางวัฒนธรรมของเอธิโอเปีย
1) 1 ปี มี 13 เดือน
ไม่เพียงเท่านั้น ปฏิทินของเอธิโอเปียยังตามหลังปฏิทินของชาติตะวันตกถึง 7 ปีกับ 8 เดือน นั่นหมายความว่าเมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) ที่ผ่านมา เป็นวันเริ่มต้นของปี 2014 สำหรับพวกเขา
นี่เป็นเพราะว่า มีการนับปีประสูติของพระเยซูคริสต์แตกต่างกัน ตอนที่โบสถ์คาทอลิกแก้ไขการนับปีประสูติของพระองค์ใหม่เมื่อปี ค.ศ. 500 โบสถ์ออร์โธด็อกซ์ของเอธิโอเปียไม่ได้แก้ไขตาม
ดังนั้น ปีใหม่ของเอธิโอเปียจึงตรงกับวันที่ 11 กันยายน ตามปฏิทินตะวันตก แต่ถ้าปีไหนมี 366 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 12 กันยายน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ

ที่มาของภาพ, AFP
เด็ก ๆ ชาวเอธิโอเปียแทบไม่ต้องท่องจำว่าเดือนไหนมีกี่วันเหมือนกับเด็กที่อื่นในโลก เพราะในเอธิโอเปีย ทั้ง 12 เดือนมีจำนวนวัน 30 วันเท่ากัน และเดือนที่ 13 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีมีจำนวนวัน 5 หรือ 6 วัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปีที่มี 365 หรือ 366 วัน
นอกจากนี้ การนับเวลาก็มีความพิเศษเช่นกัน โดยจะมีการแบ่งหนึ่งวันออกเป็น 12 ชั่วโมง โดยนับ 2 รอบ เริ่มจาก 06.00 น. โดย 06.00 น. เป็นทั้งช่วงเที่ยงวันและเที่ยงคืนของเวลาเอธิโอเปีย
ดังนั้น ถ้ามีคนนัดเจอคุณที่ร้านกาแฟในกรุงแอดดิส อาบาบา ตอนเวลา 10.00 น. ไม่ต้องแปลกใจถ้าพวกเขาไปที่ร้านตอน 16.00 น.
2) ชาติเดียวในแอฟริกาที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร
อิตาลีพยายามที่จะรุกรานเอธิโอเปีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ อะบิสซิเนีย ในปี 1895 ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในยุโรป กำลังแบ่งทวีปแอฟริกากัน แต่อิตาลีก็พ่ายแพ้อย่างน่าขายหน้า
อิตาลีสามารถยึดเอริเทรีย ประเทศเพื่อนบ้านของเอธิโอเปียมาเป็นอาณานิคมของตัวเองสำเร็จหลังจากที่บริษัทเดินเรือของอิตาลีซื้อท่าเรืออัสซับในทะเลแดง ความสับสนเกิดขึ้นหลังจากการสวรรคตของจักรพรรดิ์โยฮันเนสที่ 4 ของเอธิโอเปียในปี 1889 ทำให้อิตาลีได้ยึดครองพื้นที่ภูเขาสูงตามแนวชายฝั่งด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่อีก 2-3 ปีต่อมา อิตาลีพยายามจะรุกเข้าไปในเอธิโอเปีย แต่ก็ได้พ่ายแพ้ในยุทธการอัดวา (Battle of Adwa) ชาวเอธิโอเปียที่รับใช้จักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 เอาชนะทหารอิตาลี 4 กองพันได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงของวันที่ 1 มี.ค. 1896
อิตาลีต้องลงนามในสนธิสัญญายอมรับการเป็นเอกราชของเอธิโอเปีย แม้ว่าในอีกหลายสิบปีต่อมา เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลีจะละเมิดสนธิสัญญานี้ และยึดครองเอธิโอเปียนาน 5 ปี
จักรพรรดิไฮลี เซลาซี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่สืบทอดบัลลังก์ต่อจากจักรพรรดิเมเนลิก ใช้ประโยชน์จากการเอาชนะอิตาลีด้วยการผลักดันการก่อตั้งองค์การเอกภาพแอฟริกา (Organisation of African Unity—OAU) ขึ้น ซึ่งปัจจุบันคือ สหภาพแอฟริกา (Afrian Union) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงแอดดิส อาบาบา ของเอธิโอเปีย
"เสรีภาพของพวกเราไร้ความหมาย หากชาวแอฟริกันทุกคนไม่มีเสรีภาพ" เซลาซี กล่าวในงานเปิดตัวขององค์การเอกภาพแอฟริกาในปี 1963 ซึ่งในช่วงนั้นประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกายังถูกชาติมหาอำนาจในยุโรปปกครองอยู่

ที่มาของภาพ, Getty Images
พระองค์ทรงเชิญผู้ที่เป็นผู้นำในการต่อต้านอาณานิคมให้มาร่วมในการฝึกอบรม รวมถึงนายเนลสัน แมนเดลา ของแอฟริกาใต้ ซึ่งได้รับการมอบหนังสือเดินทางเอธิโอเปีย ทำให้เขาสามารถเดินทางไปได้ทั่วแอฟริกาในปี 1962
ต่อมา นายแมนเดลา เขียนก่อนหน้าการเดินทางถึงเอธิโอเปียในฐานะสถานที่พิเศษในใจเขาว่า "ผมรู้สึกว่า ผมกำลังได้กลับไปเยือนต้นกำเนิดของตัวเอง ได้มาขุดพบรากเหง้าของสิ่งที่ทำให้ผมเป็นชาวแอฟริกัน"
3) ชาวราสตาฟารีบูชาจักรพรรดิไฮลี เซลาซี
เรื่องนี้มาจากคำพูดในปี 1920 ของมาร์คัส การ์วีย์ ผู้นำการเรียกร้องสิทธิ์ของคนผิวดำชาวจาไมกา เขาคือผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว "กลับสู่แอฟริกา" (Back to Africa movement) เขาเคยกล่าวไว้ว่า "มองไปยังแอฟริกา เมื่อกษัตริย์ผิวดำทรงได้ขึ้นครองราชย์ วันแห่งการปลดปล่อยกำลังมาถึง"
อีก 10 ปีต่อมา เมื่อ ราส ตาฟารี (หรือหัวหน้าตาฟารี) ซึ่งอายุ 38 ปี ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์ไฮลี เซลาซี ที่ 1 ของเอธิโอเปีย คนจำนวนมากในจาเมกา เห็นว่านี่คือคำทำนายที่กลายเป็นจริง และขบวนการราสตาฟารีก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

ที่มาของภาพ, AFP
บ็อบ มาร์เลย์ ตำนานเร็กเก้ เป็นผู้เผยแพร่สารของราสตาคนสำคัญ เนื้อเพลงในเพลงชื่อ "War" ของเขา มาจากพระราชดำรัสเรียกร้องสันติภาพขององค์จักรพรรดิ์ซึ่งตรัสต่อที่ประชุมสมัชาชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 1963 ไว้ว่า "จนกว่าปรัชญาที่ถือว่าเชื้อชาติหนึ่งสูงส่งและอีกเชื้อชาติหนึ่งต่ำต้อยจะถูกละทิ้งและทำลายไปอย่างถาวรในที่สุด...จนกว่าจะถึงวันนั้น ทวีปแอฟริกาจะไม่รู้จักคำว่า สันติภาพ"
นิตยสารไทมส์ได้ยกให้อัลบัม "Exodus" (ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่าการอพยพครั้งใหญ่) ของมาร์เลย์ เป็นอัลบัมแห่งศตวรรษที่ 20 สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของราสตาฟารีในการอพยพกลับไปยังแอฟริกา หลังผู้คนหลายล้านคนต้องกระจัดกระจายเพราะการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทุกวันนี้ มีชุมชนชาวราสตาฟารีเล็ก ๆ อาศัยอยู่ในเมืองชาชาเมเน ซึ่งห่างจากกรุงแอดดิส อาบาบา ไปทางใต้ราว 225 กิโลเมตร บนที่ดินที่จักรพรรดิ์เซลาซีพระราชทานให้กับคนผิวดำจากชาติตะวันตกที่สนับสนุนพระองค์ในการต่อต้านมุสโสลินี
จักรพรรดิเซลาซี ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ อาจจะไม่ได้ทรงเชื่อในราสตา ทรงยืนกรานว่า พระองค์ไม่ได้เป็นอมตะ แต่ชาวราสตาฟารีจำนวนมากยังคงยกย่องให้พระองค์ทรงเป็น สิงโตแห่งยูดาห์ (Lion of Judah) โดยชาวราสตาฟารีและชาวเอธิโอเปียจำนวนมากเชื่อว่า พระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์โซโลมอนในพระคัมภีร์ไบเบิล
4) ที่ตั้งของหีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant)
สำหรับชาวเอธิโอเปียจำนวนมาก หีบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เก็บบัญญัติ 10 ประการ ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า พระเจ้าประทานให้กับโมเสส ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อยู่ที่เมืองอักซัม
โบสถ์ออร์โธด็อกซ์ของเอธิโอเปีย ระบุว่า หีบแห่งพันธสัญญานี้ได้รับการปกป้องมาอย่างต่อเนื่องในดินแดนของพระแม่มารีแห่งโบสถ์ไซออนในเมืองอักซัม ซึ่งไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าชม
ตามประเพณีระบุว่า ทางโบสถ์ได้หีบนี้มาจากพระราชินีเชบา ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันอยู่ถึงการมีตัวตนอยู่จริงของพระองค์ แต่ไม่ใช่สำหรับชาวเอธิโอเปีย
พวกเขาเชื่อว่า พระองค์เสด็จพระราชดำเนินจากเมืองอักซัมไปยังนครเยรูซาเลมเพื่อทรงเข้าเฝ้ากษัตริย์โซโลมอนในช่วง 950 ปีก่อนคริสตกาล
เรื่องราวการเดินทางของพระองค์และการล่อลวงของกษัตริย์โซโลมอนมีการเล่าไว้อย่างละเอียดในมหากาพย์ Kebra Nagast ซึ่งเป็นวรรณกรรมของเอธิโอเปียที่เขียนด้วยภาษากีเอส (Ge'ez) ในศตวรรษที่ 14
มหากาพย์นี้ได้เล่าถึงการที่ มาเกดา พระราชินีแห่งเชบา ทรงให้กำเนิดพระราชโอรสพระนามว่า เมเนลิก (ซึ่งมีความหมายว่า บุตรแห่งปัญญา) และหลายปีต่อมา เมเนลิก ทรงเดินทางไปยังเยรูซาเลมเพื่อพบกับพระบิดา
กษัตริย์โซโลมอนทรงมีพระประสงค์ให้เมเนลิกทรงอยู่ที่นั่นต่อและทรงครองราชย์ต่อจากพระองค์ แต่ก็ยอมให้เมเนลิกกลับบ้านตามความต้องการ โดยได้มีขบวนชาวอิสราเอลเดินทางไปส่งพระองค์ และหนึ่งในผู้ที่เดินทางไปส่งก็ได้ขโมยหีบแห่งพันธสัญญาไป และนำของปลอมมาไว้แทนที่
เมื่อเมเนลิกทรงทราบ พระองค์ก็ยังคงรักษาหีบนี้ไว้ เพราะเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้หีบนี้อยู่ในเอธิโอเปีย และสำหรับชาวคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์ในเอธิโอเปีย หีบนี้ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการคุ้มครองด้วยชีวิต
เรื่องนี้ประจักษ์ชัดในปีที่แล้ว เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในภูมิภาคทีเกรย์ทางตอนเหนือของเอธิโอเปีย มีรายงานว่า ทหารจากเอริเทรีย พยายามที่จะทำลายพระแม่มารีแห่งโบสถ์ไซออน หลังจากที่มีการสังหารหมู่ผู้คนอย่างโหดเหี้ยม
เจ้าหน้าที่ทางการในเมืองบอกกับบีบีซีว่า คนหนุ่มสาววิ่งไปที่สถานที่แห่งนั้นเพื่อปกป้องหีบศักดิ์สิทธิ์ "ชายหญิงทุกคนต่อสู้กับพวกเขา พวกเขายิงปืนและฆ่าคนไปบางส่วน แต่เรามีความสุขที่เราปกป้องสมบัติของเราไว้ได้"
5) ที่อยู่ของชาวมุสลิมกลุ่มแรกที่ออกมาจากอาหรับ
"ถ้าท่านเดินทางไปยังอะบิสซิเนีย ท่านจะได้พบกษัตริย์ที่ทรงไม่อดทนต่อความอยุติธรรม" ว่ากันว่า ศาสดาโมฮัมเหม็ด ทรงบอกกับเหล่าสาวกของพระองค์เมื่อพวกเขาเผชิญกับการไล่ล่าสังหารในเมกกะช่วงศตวรรษที่ 7 ซึ่งก็คือซาอุดีอาระเบียในสมัยปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, AFP
นี่คือช่วงเวลาที่องค์ศาสดาทรงเพิ่งเริ่มออกเทศนาสั่งสอนผู้คน และได้รับความนิยมอย่างมาก จนพระองค์ทรงถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามของผู้ปกครองที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมของเมืองนั้น
กลุ่มคนเล็ก ๆ ที่เชื่อในคำแนะนำขององค์ศาสดา ได้ออกเดินทางไปยังราชอาณาจักรอักซัม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอธิโอเปียและเอริเทรียในปัจจุบัน และกษัตริย์อาร์มาห์ ซึ่งทรงนับถือคริสต์ทรงต้อนรับและอนุญาตให้พวกเขาปฏิบัติตามหลักศาสนาของตัวเองได้
หมู่บ้านเนกาช หรือปัจจุบันคือ ทีเกรย์ เป็นที่ที่เชื่อว่า ผู้อพยพเหล่านี้ได้เขามาตั้งรกรากและก่อสร้างสิ่งที่คนบางส่วนถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในแอฟริกาขึ้นมา ชาวมุสลิมในพื้นที่เชื่อว่า สาวก 15 คนของศาสดา ก็ถูกฝังอยู่ที่เนกาชด้วย
แต่ปีที่แล้ว มัสยิดอัล-เนกาชี ถูกยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ระหว่างการสู้รบที่เกิดขึ้นในทีเกรย์
ในประวัติศาสตร์อิสลาม การอพยพไปยังอักซัม กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า การอพยพครั้งแรก
ปัจจุบัน เอธิโอเปียมีประชากรชาวมุสลิมเกือบ 34% ของประชากรกว่า 15 ล้านคน











