ตาลีบัน : ชีวิตพลิกผันของผู้สื่อข่าวชาวอัฟกัน หลังเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เหตุก่อการร้ายเขย่าโลกเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บิลาล ซาร์วารี ผู้สื่อข่าวชาวอัฟกัน ได้เห็นกลุ่มตาลีบันถูกโค่นอำนาจ และประเทศบ้านเกิดของเขาต้องเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล แต่ในสายตาของเขากลับมองว่า สหรัฐฯ พลาดโอกาสที่จะสร้างสันติภาพอันยั่งยืนในดินแดนแห่งนี้
เมื่อปี 2001 ผมทำงานเป็นคนขายพรมที่โรงแรมเพิร์ล คอนติเนนตัล ในเมืองเปชวาร์ ของปากีสถาน ที่ไม่มีอะไรหวือหวา
ผมไม่มีวันลืมถึงตอนที่สายตาของผมเหลือบไปมองที่จอโทรทัศน์ชั่วครู่หนึ่งในระหว่างการขาย และได้เห็นภาพที่น่าตกตะลึงของเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งที่พุ่งชนอาคารแฝดเวิล์ด เทรด เซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก และอีกลำที่พุ่งชนอาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
หลังจากนั้น ชีวิตของพวกเราทุกคนก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
สายตาคนทั่วโลกต่างจับจ้องมาที่อัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญว่าอยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายครั้งนี้อย่างนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้ก่อตั้งกลุ่มอัลไคดา และพรรคพวก
เพียงหนึ่งวันถัดมา ก็มีสื่อต่างชาติปรากฏตัวขึ้นเต็มล็อบบี้โรงแรมที่ผมทำงานอยู่ พวกเขาต่างมองหาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ และอาจช่วยเป็นล่ามให้พวกเขาตอนที่ข้ามพรมแดนเข้าไปในอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป ผมรีบคว้างานนี้ทันที และทำเรื่อยมานับตั้งแต่นั้น

ที่มาของภาพ, Bilal Sarwary
ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในอัฟกานิสถานตอนเด็ก แต่ครอบครัวของเราอพยพหนีความรุนแรงของสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษที่ 1990 ตอนที่กองทัพโซเวียตถอนทหารออกไป
ดังนั้นเมื่อผมได้กลับไปที่กรุงคาบูลเป็นครั้งแรกนับแต่จากไปหลายปี ผมก็ต้องช็อกที่ได้เห็นภาพความเสียหายของอาคารและซากปรักหักพังต่าง ๆ ภาพของความคึกคักจอแจในอดีตได้เลือนหายไป ผู้คนต่างยากจนข้นแค้น และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งของเดือน ธ.ค. ปี 2001 กลุ่มตาลีบันก็ออกไปจากเมืองหลวงแห่งนี้
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงผู้คนต่างออกมาต่อแถวด้านนอกร้านตัดผมชาย เพื่อเล็มหนวดเครา ท้องถนนเต็มไปด้วยเสียงเพลงพื้นเมืองของชาวอัฟกันแทนที่เสียงระเบิด อัฟกานิสถานได้เกิดใหม่อีกครั้งในเช้าวันนั้นเอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ได้เห็นชีวิตประจำวันของชาวอัฟกันอย่างใกล้ชิด ในขณะที่พวกเขากำลังกลับเข้าสู่ความปกติอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะล่าม แต่เป็นผู้สื่อข่าวในแบบฉบับของผมเอง ผมได้เห็นตาลีบันถูกโค่นลงจากอำนาจต่อหน้าต่อตา
นักรบตาลีบันต่างหายเข้าไปในเขตหุบเขาอันห่างไกล ขณะที่ผู้นำกลุ่มหลบหนีไปอยู่ในปากีสถาน สำหรับผมแล้ว การได้ย้อนมองกลับไป ทำให้ได้เห็นชัดเจนถึงการพลาดโอกาสสำคัญ ที่สหรัฐฯ จะได้นั่งเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มตาลีบัน
ผมได้เห็นความเต็มใจอย่างแท้จริงในหมู่ผู้นำระดับสูงของตาลีบันที่จะวางอาวุธ แล้วกลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ฝ่ายอเมริกันกลับไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เพราะสำหรับผมและชาวอัฟกันคนอื่น ๆ ต่างก็มองว่าแรงจูงใจสำคัญของพวกเขาคือการล้างแค้นหลังเกิดเหตุ 9/11
หลายปีหลังจากนั้นต่างเต็มไปด้วยความผิดพลาด
ชาวบ้านอัฟกันที่ยากจนและบริสุทธิ์ต่างถูกระเบิดโจมตี และถูกคุมขังอย่างผิดพลาด การที่รัฐบาลอัฟกานิสถานยอมให้ต่างชาติเข้ามาทำสงครามก็ได้สร้างความร้าวฉานกับประชาชนของตัวเอง
อเมริกาจัดการเรื่องในอัฟกานิสถานด้วยวิธีการแข็งกร้าวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ชาวบ้านอัฟกันต้องสูญเสียชีวิตไปมากเกินความจำเป็น พวกเขามักใช้ระเบิดและโดรนแทนการใช้ทหารภาคพื้นดิน เพื่อลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตของคนอเมริกัน สิ่งเหล่านี้ได้กัดกร่อนความไว้ใจที่ชาวอัฟกันมีให้กับฝ่ายอเมริกัน และความหวังเรื่องการเจรจาสันติภาพก็จางหายไป
ปี 2003 คือจุดเปลี่ยน มันคือตอนที่กลุ่มกบฏเริ่มโต้กลับด้วยกำลังที่ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง ผมจดจำวันนี้ได้เป็นอย่างดี มันเป็นวันที่ระเบิดรถบรรทุกครั้งใหญ่เขย่าใจกลางกรุงคาบูล ผมเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ และภาพที่ได้เห็นยังคงหลอกหลอนผมเรื่อยมา มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นประสบการณ์แบบนี้ และมันได้กลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนที่นี่นับแต่นั้นเป็นต้นมา
สถานการณ์เลวร้ายลง เวลาต่อมาพวกเราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ระเบิดรถบรรทุกและระเบิดฆ่าตัวตายต่อทหารอัฟกัน และกองกำลังต่างชาติ ตลอดจนพลเรือนที่ไร้อาวุธในย่านกลางกรุงนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาตร์ความขัดแย้งที่รุนแรง
เพื่อตอบโต้การโจมตีดังกล่าว ฝ่ายอเมริกันได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มตาลีบัน และคราวนี้ได้ขยายขอบเขตไปถึงงานแต่งงาน และงานศพในพื้นที่ชนบทหลายแห่งทั่วประเทศ และทำให้ชาวบ้านในอัฟกานิสถานต้องมองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตอนที่ฝ่ายอเมริกันเริ่มเปิดการเจรจากับตาลีบันในกรุงโดฮา ของกาตาร์ พวกเราต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่หลังจากนั้นไม่นานความฝันของเราก็แตกสลาย เพราะมันชัดเจนว่า การเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องของผลประโยชน์จากชัยชนะในสงคราม ไม่ใช่ความพยายามทำข้อตกลงสันติภาพ
สำหรับชาวบ้านอัฟกันธรรมดา ๆ นั้น เรื่องนี้ช่างไร้ความหมาย อเมริกาได้ปล่อยตัวนักรบและผู้บัญชาการกลุ่มตาลีบัน 6,000 คน เรื่องนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นกระบวนการสร้างสันติภาพครั้งสำคัญ และการหยุดยิงถาวร แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ในทางกลับกับกระบวนการดังกล่าวกลับนำไปสู่การลอบสังหารบุคคลสำคัญในแวดวงสื่อมวลชน ภาคกฎหมาย และตุลาการ ทั้งในกรุงคาบูลและทั่วประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในคืนก่อนที่ตาลีบันจะยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่รัฐที่ผมพูดคุยด้วยยังคงคิดว่าพวกเขาจะรักษาเมืองหลวงแห่งนี้เอาไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีการเจรจาเพื่อส่งผ่านอำนาจอย่างสันติ แต่เมื่อประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์หลบหนีไป จู่ ๆ ตาลีบันก็หวนกลับคืนมาที่นี่อีกครั้ง บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
จากนั้น ผมได้รับแจ้งว่าชีวิตของผมกำลังตกอยู่ในอันตราย
ผมพร้อมด้วยภรรยา ลูกสาวทารก และพ่อแม่ของผมถูกพาตัวไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่งในกรุงคาบูล นี่คือเมืองที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี ผมเป็นคนที่นี่ และมันเหลือเชื่อที่จะคิดว่ามันไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับผมอีกแล้ว

ที่มาของภาพ, US Army
ผมคิดถึง "โซลา" ลูกสาวตัวน้อยที่ชื่อของเธอแปลว่า "สันติภาพ" และมันน่าเสียใจมากที่ต้องคิดว่าอนาคตที่เราวาดฝันไว้ให้เธอต้องแตกสลายลง
ตอนที่ผมเดินทางไปที่สนามบิน มันทำให้ผมคิดว่า ผมต้องจากลาอัฟกานิสถานเป็นครั้งที่สองในชีวิต...ผมเห็นผู้คนและครอบครัวมากมายเข้าแถวเพื่อหนีออกนอกประเทศ ชาวอัฟกันเหล่านี้ต้องทิ้งความฝันและความหวังของพวกเขาไว้เบื้องหลัง
ทว่าคราวนี้ผมไม่ใช่คนที่รายงานข่าว แต่เป็นคนที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับพวกเขา










