ฮีโมฟีเลีย : อังกฤษเปิดไต่สวนคดีใช้เลือดปนเปื้อนเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบรักษานักเรียน

- Author, จิม รีด
- Role, บีบีซี นิวส์
"เราเสียเพื่อนไปแล้วมากมาย มันน่าเศร้าใจจริง ๆ" ริชาร์ด วอริก อดีตนักเรียนในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ผู้ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี กล่าว
ริชาร์ดบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ "โชคดี" เพราะเขายังรอดชีวิตมาได้ ต่างจากเพื่อนนักเรียนหลายคน
การไต่สวนสาธารณะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ เปิดการรับฟังอดีตนักเรียน พ่อแม่ และอดีตเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเอกชน ที่ถูกจับกุมตัวในเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า เป็นหายนะทางการรักษาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service--NHS)
ตั้งแต่ปี 1974-1987 มีนักเรียนมากกว่า 120 คน ได้รับการรักษาโรคฮีโมฟีเลีย หรือ โรคเลือดไหลไม่หยุด ที่โรงเรียนลอร์ดแมร์ส เทรลอร์ส คอลเลจ (Lord Mayor's Treloar's College) โรงเรียนเอกชนสำหรับนักเรียนพิการในมณฑลแฮมป์เชียร์ ทางใต้ของอังกฤษ
NHS ส่งทีมแพทย์เข้าไปรักษานักเรียนเหล่านี้ที่ศูนย์รักษาเฉพาะทางที่ตั้งในพื้นที่ของโรงเรียน
มีนักเรียนอย่างน้อย 72 คน เสียชีวิตหลังจากได้รับยารักษาที่สกัดจากเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบ
"มันทำให้นักเรียนชายเหล่านั้นกังวลและโมโหมาก" อเล็ก แม็กเฟอร์สัน อดีตครูใหญ่ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมีกำหนดจะตอบคำถามในการไต่สวนกล่าวกับบีบีซี ก่อนหน้าที่จะมีการไต่สวน
"พวกเขาโกรธแค้น ถามว่า ทำไมต้องเป็นผม ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับผม ทำไมผมต้องเป็นโรคที่น่ากลัวเช่นนี้"
พลาสมานำเข้า

ที่มาของภาพ, Ade Goodyear
เชื่อว่ามีคนติดเชื้อจากกรณีอื้อฉาวเลือดปนเปื้อนทั่วสหราชอาณาจักรราว 5,000 คน ซึ่งในตอนนั้นขอบเขตไปไกลเกินกว่าโรงเรียนประจำแห่งนี้ บางคนประเมินว่าจำนวนอาจจะสูงกว่านี้มาก อาจมีคนติดเชื้อมากถึง 30,000 คน
มีคนเสียชีวิตแล้วเกือบ 3,000 คน
หลังจากมีการรณรงค์และกดดันนานหลายปี การไต่สวนสาธารณะได้มีการเก็บหลักฐานจากผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวนี้ นับตั้งแต่ปี 2019

ฮีโมฟิเลียคืออะไร
โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบไม่บ่อยนัก เป็นโรคที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัวตามปกติ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ชาย
คนที่มีอาการผิดปกติทางเลือดชนิดนี้ จะมีปริมาณโปรตีนที่ชื่อว่า แฟ็กเตอร์ 8 และ 9 (Factor VIII and IX) ในระดับต่ำ โดยโปรตีนนี้มีความสำคัญในการทำให้เลือดแข็งตัว

ที่มาของโศกนาฏกรรมนี้
ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 มีวิธีการการรักษาโรคฮีโมฟิเลีย ภายใต้ชื่อ แฟ็กเตอร์ 8/9 เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก การรักษานี้จะทำให้ผู้ที่เป็นฮีโมฟิเลียชนิดรุนแรงมีโอกาสที่จะกลับมามีชีวิตปกติโดยไม่ต้องเสี่ยงเลือดไหลไม่หยุด
NHS ไม่สามารถหาพลาสมาจากคนมาใช้ผลิตยาได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ
พลาสมาจำนวนมากมาจากผู้บริจาค เช่น นักโทษในเรือนจำ และผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งขายเลือดของตัวเอง กลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่เลือดของพวกเขาปนเปื้อนไวรัส
ความเสี่ยงในการปนเปื้อนยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเพราะว่าแฟ็กเตอร์ 8 ถูกสร้างขึ้นโดยการนำพลาสมาจากผู้บริจาคมากถึง 40,000 คนมารวมกันและทำให้เกิดความเข้มข้นขึ้น
ในตอนนั้น ยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องเอชไอวี และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคตับอักเสบก็ยังคงมีไม่มาก ส่วนในสหราชอาณาจักร การคัดกรองส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มาจากเลือดเพิ่งเริ่มในปี 1991
เลือดปนเปื้อนที่ฉาวโฉ่
พลาสมาที่ไม่ผ่านการคัดกรองเหล่านั้นมักปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ, บี, ซี และเชื้อเอชไอวี ซึ่งทำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลียหลายพันคนทั่วสหราชอาณาจักรติดเชื้อเหล่านี้
เอเดรียน กูดเยียร์ เข้ามาเรียนที่ที่โรงเรียนลอร์ดแมร์ส เทรลอร์ส คอลเลจ ในปี 1980 ขณะมีอายุ 10 ขวบ เขาบอกว่าชีวิตตอนนั้น "ยอดเยี่ยมมาก" มีครูที่คอยให้การช่วยเหลือ พยาบาล และเพื่อนที่ดีหลายคน
ไม่ต่างจากเด็กชายคนอื่น ๆ ที่โรงเรียนนี้อีกหลายสิบคน เขาได้รับแฟ็กเตอร์ 8 เพื่อช่วยควบคุมอาการเลือดไหลไม่หยุด

เขากล่าวว่า "ตอนที่ถูกฉีดยาเข็มแรก ๆ ผมติดเชื้อตับอักเสบและถูกแยกตัวนาน 2 สัปดาห์"
ในปี 1985 เขาถูกนำไปตัวไปยังสำนักงานขนาดเล็กแห่งหนึ่งพร้อมกับกลุ่มเด็กชายหลายคนที่ได้รับแจ้งว่า มีผลตรวจเอชไอวีเป็นบวก ซึ่งขณะนั้นเป็นไวรัสที่เพิ่งถูกค้นพบและไม่มีวิธีการรักษา ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอายุขัยสั้น
"หมอคนนั้นไม่พอใจและชี้มาที่พวกเรา บอกว่า คุณติดเชื้อ คุณไม่ติด ผมกลับไปเรียนวิทยาศาสตร์ตอน 13.50 น. ผมไม่ได้พักช่วงบ่ายเลย" เขาเล่า
"เพื่อนคนหนึ่งของผมยกกระถางต้นไม้ขึ้นมาทุ่มใส่ผนังของศูนย์ฮีโมฟิเลีย มันเป็นช่วงหน้าร้อนที่สวยงาม ผมจำได้ว่า ผมกำลังคิดว่า ผมจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเช่นนี้อีกกี่ครั้ง"
"มันหลอกหลอนผมทุกวัน"
พี่ชายสองคนของเอเดรียนเสียชีวิตจากการรักษาด้วยแฟ็กเตอร์ 8 โดยเจสันเสียชีวิตจากเอดส์ในปี 1997 และเกรย์เสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคไวรัสตับอักเสบชนิดซีในปี 2015
สำหรับนักเรียนหลายคนอย่างเอเดรียนและริชาร์ด พวกเขาต้องมีชีวิตอยู่กับโรคที่แทบไม่มีใครรู้จักในสมัยนั้น
นักข่าวหนังสือพิมพ์ได้มาคอยตามนักเรียนหลายคนที่ด้านนอกประตูโรงเรียน และตะโกนถามคำถามพวกเขาเกี่ยวกับสถานะการติดเชื้อเอชไอวี

ในบรรดานักเรียน 122 คน ที่ป่วยด้วยโรคนี้ และเข้าเรียนระหว่างปี 1974-1987 มีเพียง 32 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ก็ไวรัสตับอักเสบ
หลายครอบครัวต้องการรู้ว่า ทำไมไม่มีการแจ้งพวกเขาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของแฟ็กเตอร์ 8 ให้เร็วกว่านั้น และทำไมถึงใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะมีการให้ความร้อนเพื่อฆ่าไวรัสและเชื้อปนเปื้อนต่าง ๆ ในยานี้
อดีตนักเรียนหลายคนจะให้การในการไต่สวนนี้ด้วย บางคนไม่เปิดเผยชื่อ รวมถึงพ่อแม่ของเด็กที่เสียชีวิตในสมัยนั้นด้วย
"สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนกลับมาหลอกหลอนผมทุกวัน" สตีเฟน นิโคลล์ส อดีตนักเรียนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี หลังจากเข้ารับการรักษากล่าว
"เราจะไม่มีวันลืมเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน และความทรงจำทุกอย่างที่นั่น"
ศูนย์ฮีโมฟิเลียในโรงเรียนดังกล่าว ดำเนินการโดยแพทย์และพยาบาลของ NHS ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการว่าจ้างโดยตรงจากทางโรงเรียน ซึ่งยังคงดูแลเด็กพิการทางร่างกายในปัจจุบัน
"แม้ว่าไม่มีใครชี้ว่าเป็นความผิดพลาดของเทรลอร์ส แต่มันก็คือเรื่องที่น่าเศร้าส่วนหนึ่งในอดีตของเรา" โรงเรียนระบุในแถลงการณ์
"มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก และขณะนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ สำหรับศิษย์เก่าที่ได้รับผลกระทบของเรา ครอบครัวของพวกเขา และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ในสมัยนั้น"










