"ฟาร์มผลิตเด็ก" เปิดประสบการณ์ชาวศรีลังกาที่ถูกขายให้ครอบครัวในยุโรป

ที่มาของภาพ, Handout
- Author, โดย สาโรช ปฏิรนา
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
เด็กชาวศรีลังกานับหมื่นคนถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมของชาวยุโรปในช่วงทศวรรษ 1960 - 1980 ในจำนวนนี้ไม่น้อยเป็นทารกที่ถูกขายจาก "ฟาร์มผลิตเด็ก" ให้กับคู่สามีภรรยาชาวดัตช์โดยผิดกฎหมาย จนทำให้ทางการเนเธอร์แลนด์ต้องสั่งห้ามการรับบุตรบุญธรรมจากต่างแดนไปเมื่อไม่นานมานี้
อินทิกะ วาทูเก เป็นคนหนึ่งที่เผชิญกับประสบการณ์เลวร้ายดังกล่าวในวัยเด็ก เขายังจำได้ว่ามองเห็นแม่และ "นิลันตี" น้องสาววัย 4 ขวบของเขาขึ้นนั่งบนรถยนต์สีแดง ก่อนที่มันจะวิ่งห่างออกไปจนลับตา และเมื่อแม่กลับถึงบ้านในวันต่อมา น้องสาวของเขาก็หายตัวไปเสียแล้ว
อินทิกะจำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงปี 1985 หรือไม่ก็ 1986 พ่อของเขาทิ้ง "โสมาวตี" แม่ของเขาไป และปล่อยให้เธอต้องเลี้ยงลูกสามคนเพียงลำพัง พวกเขาเอาชีวิตรอดในแต่ละวันได้อย่างยากลำบาก จนกระทั่งชายผู้หนึ่งที่แม่รู้จักแนะนำให้เธอยกนิลันตีให้เป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวต่างชาติ

ที่มาของภาพ, Indika Waduge
ชายที่ช่วยติดต่อเป็นธุระให้คนนั้น ที่จริงคือนายหน้าของ "ฟาร์มผลิตเด็ก" แห่งหนึ่งที่ย่านชานกรุงโคลอมโบ โดยชายผู้นี้อ้างว่ารู้จักกับเจ้าของกิจการซึ่งเป็นเสมียนศาลหญิงผู้หนึ่งและสามี คนทั้งสองจัดการหาบุตรบุญธรรมให้กับคู่สามีภรรยาชาวต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเนเธอร์แลนด์มานานแล้ว
โสมาวตีรู้ดีว่า ที่นั่นคือศูนย์จัดการรับบุตรบุญธรรมที่ดำเนินการแบบเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย แต่ตอนนั้นเธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยกลูกให้คนต่างชาติไป และรับค่าตอบแทนเพียง 1,500 รูปี หรือราว 1,700 บาทในเวลานั้นมา
อินทิกะเล่าถึงความหลังที่เขายังพอจำได้ว่า "ผมเคยไปที่นั่นด้วย มันเป็นบ้านสองชั้นในสลัมที่สกปรก มีแม่และเด็กหลายคนนอนหลับอยู่บนพื้นที่มีเสื่อปูรอง สภาพเหมือนในห้องโถงของโรงพยาบาลสักแห่ง"
"เจ้าของฟาร์มผลิตเด็กจะดูแลพวกแม่ที่กำลังอุ้มท้องจนกว่าจะคลอด แล้วจึงขายเด็กทารกให้คนต่างชาติไป พวกเขาทำกำไรได้เยอะมากจากธุรกิจนี้"
"แม่ของผมรู้ดีว่าที่นั่นคือฟาร์มจัดหาและขายเด็ก แต่เธอไม่มีทางเลือก แม่ไม่อาจจะเลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนไหว จึงต้องตัดสินใจขายลูกไปแบบนั้น ผมไม่โทษเธอหรอก"

ที่มาของภาพ, Handout

ในอีกไม่กี่ปีต่อมา อินทิกะได้เห็นภาพข่าวที่ทำให้เขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวดอีกครั้ง ชายคนที่เป็นนายหน้าขายน้องสาวของเขา ถูกสังหารในเหตุการณ์ลุกฮือของแนวร่วมปลดปล่อยประชาชน JVP ซึ่งฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ภาพที่ชายผู้นั้นถูกเผาทั้งเป็นจนเสียชีวิต ในรถยนต์สีแดงคันที่พานิลันตีจากบ้านไป ยังคงติดตาและกระตุ้นเตือนให้เขาออกค้นหาน้องสาวอย่างไม่ลดละ
แม้แทบจะไม่มีเบาะแสใด ๆ เลย อินทิกะในวัย 42 ปีก็ยังเพียรพยายามค้นหาน้องสาว ซึ่งเขาเชื่อว่าทุกวันนี้อาจอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์หรือไม่ก็ออสเตรีย "แม่ของผมอายุ 63 ปีแล้ว ความหวังเดียวของท่านคืออยากจะได้เจอน้องสาวของผมสักครั้งก่อนตาย"
ไม่ใช่แค่แม่ของอินทิกะคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้ "ยศวตี" หญิงชาวเมืองรัตนปุระของศรีลังกาก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ยังคงเศร้าเสียใจกับการ "ขายลูก" ไปเมื่อหลายปีก่อน เหตุเพราะตั้งท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานในวัยเพียง 17 ปี ซึ่งถือเป็นตราบาปมหันต์ในสังคมชาวพุทธเชื้อสายสิงหลที่การทำแท้งนั้นก็ยังผิดกฎหมาย
หลังจากยศวตีถูกขับไล่ออกจากบ้านแฟนหนุ่ม ทั้งครอบครัวเดิมก็ไม่ต้องการตัวเธอกลับไป เธอจึงไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หญิงฝ่ายทะเบียนสมรสผู้หนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนี้ได้แนะนำเธอให้กับคนของโรงพยาบาลท้องถิ่น โดยเขาจัดการให้เธอได้เข้าไปคลอดและพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก่อนจัดการให้ลูกชายของเธอที่เพิ่งเกิดมาได้เป็นบุตรบุญธรรมของชาวต่างชาติ
"หลังคลอดลูกในปี 1984 ฉันถูกพาไปสถานที่คล้ายบ้านสงเคราะห์เด็กกำพร้าในกรุงโคลอมโบ มีผู้หญิงอีก 4-5 คนที่เหมือนกับฉันอยู่ที่นั่น ไม่นานคู่สามีภรรยาผิวขาวก็มารับลูกฉันไป ฉันไม่รู้ว่าเขาจะเอาลูกไปไหน ส่วนฉันได้ค่าตอบแทนมา 2,000 รูปี (ราว 2,600 บาท)"

ที่มาของภาพ, Handout
"ฉันทุกข์ทรมานใจมาก เคยพยายามจะฆ่าตัวตายเสียด้วยซ้ำ" ยศวตีกล่าว "ไม่กี่เดือนหลังลูกจากไป ฉันเคยได้รับจดหมายจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ส่งมาจากคู่สามีภรรยาที่รับเลี้ยงลูกชายของฉัน พวกเขาส่งรูปลูกมาให้และบอกว่าลูกสบายดี ทั้งแสดงความขอบคุณที่ฉันยกลูกให้ แต่นั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันมีโอกาสได้ยินข่าวคราวเรื่องของลูก"
แม้ปัจจุบันยศวตีจะมีอายุถึง 56 ปีแล้ว ผ่านการสมรสใหม่และมีลูกชายหญิงเพิ่มอีก 3 คน แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังเป็นรอยแผลในจิตใจที่คงอยู่เสมอมา อย่างไรก็ตาม เธอไม่กล้าจะออกค้นหาลูกชายที่อยู่ต่างแดนอย่างเปิดเผย เพราะกลัวจะถูกติฉินนินทาจากสังคมที่เคร่งจารีต
เมื่อปี 2017 รัฐมนตรีสาธารณสุขของศรีลังกายอมรับในรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ว่า อาจมีเด็กจำนวนสูงสุดถึง 11,000 คน ถูกขายให้ครอบครัวชาวยุโรปรับเป็นบุตรบุญธรรมในช่วงทศวรรษ 1980 โดยในจำนวนนี้ราว 4,000 คน ตกไปอยู่ในความดูแลของครอบครัวชาวดัตช์ ส่วนที่เหลือได้ไปอยู่กับครอบครัวใหม่ในหลายประเทศ เช่นสวีเดน เดนมาร์ก เยอรมนี และสหราชอาณาจักร
ทาริดี ฟอนเซกา นักวิจัยและผู้สื่อข่าวที่สืบสวนเรื่องของการรับบุตรบุญธรรมจากศรีลังกามานานถึง 15 ปี บอกว่า "ฟาร์มผลิตเด็ก" เป็นที่มาส่วนหนึ่งของเด็กในกระบวนการนี้ แต่การที่ผู้มีอำนาจและอิทธิพลเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ บนความทุกข์ทรมานและการกดขี่บังคับหญิงผู้ยากจนสิ้นหวัง ทำให้รัฐบาลศรีลังกาสั่งห้ามชาวต่างชาติรับบุตรบุญธรรมจากประเทศของตนชั่วคราว เมื่อปี 1987
แอนดรูว์ ซิลวา มัคคุเทศก์และอาสาสมัครผู้ช่วยเหลือให้เด็กชาวศรีลังกาในยุโรปได้พบกับครอบครัวผู้ให้กำเนิดมาแล้วถึง 165 ราย บอกว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ทนายความ และพนักงานของรัฐ ต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจฟาร์มผลิตเด็กในรูปของค่านายหน้าและเงินสินบนกันทั้งสิ้น
"ผมได้ยินจากแม่ของเด็กบางรายว่า พวกทนายความและเจ้าหน้าที่ศาลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเก็บตัวเด็กไว้ในที่ปลอดภัยก่อน จนกว่าคนใดคนหนึ่งในกลุ่มจะได้โอกาสเป็นผู้ออกคำสั่งอนุญาต เปิดทางให้คนต่างชาติรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้"


บรรดาผู้กว้างขวางในท้องถิ่นต่างก็ช่วยกันมองหาหญิงตั้งครรภ์ผู้ยากจนและกำลังเผชิญมรสุมชีวิต ซึ่งสามารถชักจูงให้ยกลูกเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวที่ร่ำรวยกว่าได้ง่าย เช่นในกรณีของ "สุมิตรา" หญิงชาวคริสต์เมืองกถุเวลาที่ต้องขายลูกไปเพราะความยากจนเมื่อปี 1981
ศิษยาภิบาลของโบสถ์ที่สุมิตราไปนมัสการพระเจ้าอยู่เสมอ เป็นผู้ติดต่อจัดการเรื่องดังกล่าวให้ โดยสุมิตราได้รับค่าตอบแทนราว 80,000 บาท แต่ไม่ได้รับเอกสารทางการใด ๆ ที่ยืนยันถึงกระบวนการรับบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งนี้กลายมาเป็นอุปสรรคในการติดตามค้นหาตัวลูกในปัจจุบัน
"ฉันกับสามีไม่มีบ้านอยู่และไม่มีรายได้แน่นอน เลยต้องยกลูกให้เขาไปตอนที่ลูกยังมีอายุได้แค่สองสามสัปดาห์เท่านั้น ศิษยาภิบาลคนที่ช่วยติดต่อเป็นธุระคอยบอกให้ฉันไม่ต้องกังวล เขาบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าลูกฉันสบายดี แต่ฉันกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกเลย ตอนนี้ฉันก็ติดต่อศิษยาภิบาลคนนั้นไม่ได้แล้วด้วย" สุมิตราตัดพ้อ

แอนดรูว์ ซิลวา ได้พยายามช่วยสุมิตราค้นหาลูกด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว เขาบอกว่าในหลายกรณีแม่ชาวศรีลังกาไม่ได้เอกสารการรับบุตรบุญธรรมจากเจ้าหน้าที่ หรือไม่ก็ได้เอกสารปลอมที่ระบุข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ถูกต้อง
แต่บางครั้งการค้นหาจนพบความจริงในอดีตกลับนำความเจ็บปวดมาให้ เช่นเรื่องราวของนิมัล สมันตะ ฟาน ออร์ต ซึ่งเป็นเด็กชาวศรีลังกาผู้หนึ่งที่ครอบครัวชาวดัชต์รับไปอุปการะตั้งแต่แรกเกิดพร้อมกับน้องชายฝาแฝดของเขา

ที่มาของภาพ, Andrew Silva
นิมัลพบว่าแม่แท้ ๆ ของเขาตายไปจากการคลอดลูกสาว ในเวลาเพียงสองปีหลังจากมอบเขาและน้องฝาแฝดให้กับครอบครัวอุปถัมภ์ไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้สร้างความผิดหวังและหดหู่ให้กับชายผู้เฝ้ารอจะได้เจอหน้าแม่บังเกิดเกล้ามานานหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม นิมัลได้เป็นผู้หนึ่งที่กลับมาบำเพ็ญประโยชน์แก่บ้านเกิดเมืองนอน โดยร่วมกับลูกบุญธรรมเชื้อสายศรีลังกาในเนเธอร์แลนด์คนอื่น ๆ ก่อตั้ง "มูลนิธิโนนา" (Nona Foundation) ตามชื่อแม่ของเขา ซึ่งองค์กรไม่แสวงผลกำไรนี้ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กหญิงชาวศรีลังกากว่า 1,600 คน ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศและการค้ามนุษย์
ทางมูลนิธิได้สร้างบ้านพักเด็กหญิงและให้การศึกษาอบรมวิชาชีพกับพวกเธอ จนนิมัลได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศชั้นอัศวินจากสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นการยกย่องในคุณความดีนี้

ที่มาของภาพ, Handout
แต่ก็ใช่ว่าเรื่องราวที่น่ายินดีของลูกบุญธรรมเชื้อสายศรีลังกาที่ได้พยายามตามหาครอบครัวจนพบจะไม่มีอยู่ อย่างกรณีของสานุล วิลเมอร์ ผู้ต้องการรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงมาตั้งแต่เด็ก เพื่อคลี่คลายปมในใจที่เกิดเป็นวิกฤตทางอัตลักษณ์ตัวตนของเขามาโดยตลอด
เมื่อสานุลมีอายุครบ 15 ปี หน่วยงานที่เป็นตัวแทนจัดการเรื่องรับบุตรบุญธรรมในเนเธอร์แลนด์ ได้ช่วยให้เขาพบกับพ่อแม่และพี่น้องชายหญิงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหรณะของศรีลังกา "ผมดีใจมากที่ได้พบหน้าพวกเขา แต่ก็รู้สึกเศร้าด้วยเพราะผมพูดภาษาสิงหลไม่ได้และพวกเขาก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมเสียใจที่มีชีวิตแตกต่างไปจากพวกเขา"

ที่มาของภาพ, Handout
ปัจจุบันสานุลทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยอูเทรกต์ในเนเธอร์แลนด์ เขายังเรียนรู้ภาษาสิงหลจนสามารถเป็นครูสอนให้กับเด็กที่ถูกรับมาเป็นบุตรบุญธรรมเช่นเดียวกับเขาได้แล้ว สานุลยังไปเยี่ยมครอบครัวที่ศรีลังกาอย่างสม่ำเสมอ แม่และพี่น้องแท้ ๆ ของสานุลยังเดินทางมาร่วมในพิธีแต่งงานของเขาที่กรุงอัมสเตอร์ดัมเมื่อสองปีก่อน

ที่มาของภาพ, Nona Foundation
ทางการเนเธอร์แลนด์เพิ่งเผยข้อมูลเมื่อเดือน ก.พ. ของปีนี้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบถึงเหตุลักลอบกระทำผิดอย่างร้ายแรงในกระบวนการรับบุตรบุญธรรมจากต่างประเทศมานาน ทั้งกรณีการรับเด็กจากศรีลังกา อินโดนีเซีย บังกลาเทศ บราซิล และโคลอมเบีย ในช่วงปี 1967-1997 แต่ก็ไม่สามารถจะเข้าขัดขวางแทรกแซงได้มาก่อน จนทางการเนเธอร์แลนด์ได้มีคำสั่งห้ามเด็ดขาดออกมาในปีนี้

ที่มาของภาพ, Handout
นายเคเหลิยะ รามพุกเวลลา โฆษกของคณะรัฐมนตรีศรีลังกาบอกกับบีบีซีว่า การรับบุตรบุญธรรมโดยผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในศรีลังกาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 นั้น เกิดขึ้นปะปนไปกับการท่องเที่ยวในยุคนั้น และเขาจะแจ้งถึงคำสั่งห้ามล่าสุดของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป
"ตอนนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ย่ำแย่มากมายอะไรขนาดนั้น แต่ผมจะไม่พูดว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นเลยสักครั้งในตอนนี้" นายรามพุกเวลลากล่าวทิ้งท้าย










