ภิกษุณีในศรีลังกา พุทธสาวิกาที่รัฐบาลปฏิเสธสถานะทางกฎหมาย และไม่ออกบัตรประชาชนให้
แม้ได้รับความศรัทธาอย่างกว้างขวางในชุมชุนที่วัดตั้งอยู่ แต่ภิกษุณีในศรีลังกาต้องเผชิญกับการกีดกันทางกฎหมายจากภาครัฐ และภิกษุกระแสหลัก
"ฉันมีเอกสารที่จำเป็นทุกอย่าง แต่กรมกิจการพุทธศาสนา ไม่ยอมออกบัตรประชาชนให้ฉัน" สามเณรี อมุนุวัตเต สามัญธาภัฑริกา เถรี เล่าเรื่องราวของเธอทั้งน้ำตา
น้ำตาของสามเณรี ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะบัตรประชาชนเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตในศรีลังกา ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เปิดบัญชีธนาคาร ทำหนังสือเดินทาง สมัครงาน หรือแสดงตนเพื่อเข้าสอบ
แต่สามัญธาภัฑริกาขาดคุณสมบัติที่จะทำบัตรประชาชน ในมุมมองของรัฐบาล และไม่ใช่เธอเพียงคนเดียว แต่รวมถึงผู้หญิงทุกคนที่บวชเป็นสามเณรี หรือภิกษุณี
เมื่อปี 2547 พระราชาคณะผู้ทรงอิทธิพลในศรีลังกาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการออกบัตรประชาชน หรือหยุดให้การยอมรับภิกษุณี นับแต่นั้น ภิกษุณี ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ถูกลิดรอนสิทธิ แม้ว่าชุมชนในพื้นที่มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นในตัวพวกเธอก็ตาม
"รัฐบาลปฏิบัติเหมือนเรามาจากดาวอีกดวงหนึ่ง เราถูกกีดกันทุกอย่าง" โคตมาลี ศรี สุเมธา ภิกษุณี ซึ่งเป็นภิกษุณีอาวุโสที่สุด และเป็น 1 ใน 20 ภิกษุณี ชุดแรกของประเทศที่ได้รับการอุปสมบท เมื่อปี 2541 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

"พวกเราล้วนเป็นบุตรีแห่งพระพุทธเจ้า ถือกำเนิดบนผืนแผ่นดินนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างอะไรกับการกีดกันทางเพศ"
"จิตใจพวกเขาทำด้วยอะไร"
ภิกษุณีเคยหายไปจากศรีลังกาเป็นเวลากว่า 1 พันปี เป็นผลจากการกดขี่ข่มเหงของกษัตริย์แห่งแคว้นอินเดียตอนใต้ที่นับถือศาสนาฮินดู และเข้ามาทำสงครามในดินแดน ที่เป็นเกาะแห่งนี้
จนเมื่อปี 2541 การอุปสมบทภิกษุณีเกิดขึ้นอีกครั้ง ถือเป็นครั้งแรกในรอบสหัสวรรษของศรีลังกา และในช่วงปลายปีนั้น จำนวนภิกษุณีเพิ่มขึ้นเป็น 150 คน ขณะที่ ปัจจุบัน มีภิกษุณีและสามเณรีอยู่มากกว่า 4 พันรูป อายุน้อยสุดเพียง 6 ปี
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่พึงพอใจกับการกลับมาของภิกษุณีในประเทศ
พระราชาคณะรูปหนึ่ง แย้งว่า การรื้อฟื้นธรรมเนียมการบวชภิกษุณีไม่สามารถกระทำได้จนกว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปจะประสูติ เพราะตามประเพณีพุทธศาสนาของศรีลังกา ไม่มีภิกษุณีรูปใดมีสมณศักดิ์สูงมากพอจะอุปสมบทภิกษุณีรูปใหม่ ขณะที่พระราชาคณะบางรูปต่อต้านการมีอยู่ของพวกเธอ
"แม้พระพุทธเจ้าอนุญาตให้มีการบวชชีได้ แต่พระองค์ทรงใคร่ครวญอย่างมาก เพราะสตรีเพศนั้นอ่อนแอในโลกใบนี้ และถูกรังควานได้ง่าย" พระสงฆ์นาม มันตา ภานี กล่าวกับบีบีซีปี 2541
หกปีหลังจากนั้น รัฐบาลถอดถอนสิทธิการมีบัตรประชาชนของสามเณรีและภิกษุณี
สามัญธาภัฑริกา ต้องการบัตรประชาชน เพื่อเข้าสอบปลายภาค ของเทอมสุดท้าย เพราะในศรีลังกา หากไม่มีบัตรประชาชนก็ไม่สามารถเข้าสอบในระดับมัธยมปลายได้
"ผู้ตรวจการด้านกิจการพุทธศาสนาบอกว่า เขาออกบัตรประชาชนให้ฉันไม่ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระราชาคณะ" เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีที่วัดในโพธุหาร เมืองในถิ่นห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือของศรีลังกา
"ฉันเศร้าใจมาก ฉันคิดแล้วว่าคงไม่ได้เข้าไปนั่งสอบแน่ ๆ พวกเราจึงไปที่สำนักทะเบียนแห่งชาติ พวกเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน ตอนนั้นเอง ภิกษุณีรุ่นพี่ และภิกษุณีรุ่นเดียวกับฉัน ร้องไห้ออกมา"

หากสามัญธาภัฑริกาเป็นเด็กผู้ชาย สถานการณ์จะต่างไปมาก เพราะพระภิกษุหรือสามเณรที่มีอายุ 16 ขึ้นไป จะได้รับการออกบัตรประชาชน ด้วยฉายาที่ได้รับหลังการอุปสมบท
"ทำไมพวกเราถูกปฏิบัติต่างกันในประเทศนี้ จิตใจพวกเขาทำด้วยอะไร" ฮัลพานาเดนิเย สุปีสาลา ภิกษุณี ถามออกมาดัง ๆ
สุปีสาลา เป็นพระอาจารย์ของสถานฝึกภิกษุณีเดกันฑุเวฬา (Dekanduvela) ที่เพิ่งได้รับการยอมรับทางกฏหมายโดยทางการเขตคาลุทารา นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ประสานงานภิกษุณีประจำกระทรวงศึกษาธิการของศรีลังกาด้วย
"ไม่มีประชาชนคนใดในประเทศนี้ ไม่มีชุมชนใด ศาสนา หรือชนกลุ่มน้อยใด ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเหมือนกับที่เราโดน เราถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ในฐานะพลเมืองของประเทศนี้"
เธอกับภิกษุณีอีกหลายรูป พยายามต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมมาอย่างยาวนาน
แต่แม้กระทั่งภิกษุณีที่ประสบความสำเร็จ และได้บัตรประชาชนมาพบว่า ชัยชนะถูกริบคืนไปได้ง่ายมาก
ธลาวาลาธุโกดา ธรรมมาดีปานี (Thalawathugoda Dhammadeepanee) ภิกษุณีนักเคลื่อนไหวอีกรูป เปิดเผยว่า คำนำหน้าว่า "ภิกษุณี" ในบัตรประชาชนของเธอหายไป เมื่อไปต่อบัตรประชาชนในปี 2558

"เจ้าหน้าที่คงคำว่า 'ภิกษุณี ในภาษาทมิฬไว้ แต่ลบคำนี้ในภาษาสิงหลออกไป"
'ผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย'
แม้ว่าประชาชนชาวศรีลังกาส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงความทุกข์ยากที่ภิกษุณีต้องเผชิญ แต่พวกเธอไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง
ดร. อินามาลุเว ศรี สุมังคลา เถโร ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รื้อฟื้นธรรมเนียมการบวชภิกษุณีในศรีลังกา และเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์พระราชาคณะอาวุโส เป็นผู้สนับสนุนหลักของการเรียกร้องสิทธิของภิกษุณี
เขาโจมตีกลุ่มคนที่ต่อต้านภิกษุณีว่า ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และในสมัยพุทธกาล ก็ไม่มีพระราชาคณะปรากฏอยู่
เขายังวิพากษ์ว่า พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสต่อภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ไม่ใช่ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระราชาคณะ
นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์ที่มีแนวคิดเสรีนิยมอีกหลายรูปสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิให้ภิกษุณี
ทั้งนี้ พระสงฆ์บางรูปที่แม้จะเห็นด้วย แต่เกรงว่าหากประกาศสนับสนุนสิทธิที่เท่าเทียมของภิกษุณีแล้ว จะทำให้อิทธิพลและศรัทธาในประชาชนบางส่วนลดทอนลง
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ภิกษุณีในศรีลังกาได้สร้างความเลื่อมใสในพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อย เป็นผลจากความอุสาหะและความอ่อนน้อม แต่พวกเธอยังคงถูกปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง หรือแย่กว่านั้น
"พวกเราเหมือนผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย" สุปีสาลา กล่าวกับบีบีซี "สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับการกดขี่ของพราหมณ์ฮินดูเมื่อหลายศตวรรษก่อนก็ไม่ปาน"











