อวสาน “ฟูลมูนปาร์ตี้” เทศกาลสำเริงสำราญชื่อดังที่สุดงานหนึ่งของโลก ถึงจุดจบเสียแล้วหรือ ?

Full Moon party

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบีซี

ดวงอาทิตย์กำลังตกลับขอบฟ้า ตรงด้านหลังบรรดาร้านอาหารและบาร์ที่ตั้งเรียงกันเป็นแนวยาวบนหาดริ้นของเกาะพะงัน ในไม่ช้าพระจันทร์เต็มดวงก็จะลอยขึ้นมาจากท้องทะเล ส่องแสงนวลตาให้หาดทรายเนื้อนุ่มที่เกือบจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดูสว่างไสวขึ้น

พนักงานที่บาร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานอพยพชาวเมียนมา นำโต๊ะเก้าอี้ออกมาวางบนชายหาด ท่ามกลางจังหวะดนตรีดังอึกทึกจากเครื่องเสียงถึงหกตัว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีลูกค้าจำนวนไม่มากมาใช้บริการที่นี่ ทำให้บรรยากาศดูจะสงบเงียบกว่าปกติ แต่ก็เหงาหงอยไร้ชีวิตชีวา

ถ้าเป็นเมื่อ 6 เดือนก่อน ชายหาดแห่งนี้จะมีบรรดานักท่องราตรีจากทั่วโลกมาเยือนกันหลายพันคน เพื่อเข้าร่วมเทศกาลสำเริงสำราญที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโลก

ฟูลมูนปาร์ตี้บนเกาะพะงันเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 30 ปีก่อน จากกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่กี่คนที่หลบหนีความวุ่นวายของเกาะสมุยมายังชายหาดที่เงียบสงบกว่า แต่งานปาร์ตี้นี้ก็ค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้น จนกลายเป็นเทศกาลใหญ่เหมือนกับที่เกาะอิบิซาของสเปนไปในที่สุด โดยมีซุ้มของดีเจคอยเปิดเพลงให้ความบันเทิงเป็นแนวยาวไปจนสุดชายหาด มีเหล้าถังหรือ "บักเก็ต"นานาชนิดจำหน่าย และมีนักท่องเที่ยวแน่นขนัดจำนวนสูงสุดถึง 3 หมื่นคนในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่

คู่มือนำเที่ยวชื่อดังอย่างโลนลี แพลนเน็ต (Lonely Planet) ถึงกับเริ่มเตือนนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะชื่นชมความงามตามธรรมชาติของเกาะพะงัน ให้หลีกเลี่ยงสถานที่จัดงานปาร์ตี้และช่วงเวลาที่มีนักท่องราตรีแห่กันมาร่วมงานอย่างแน่นขนัด แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางการท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้ยุติการจัดงานฟูลมูนปาร์ตี้แล้ว

มีตำนานที่กล่าวขานถึงต้นกำเนิดของฟูลมูนปาร์ตี้อยู่หลายแนว หนึ่งในนั้นเล่าว่า นักเดินทางบางกลุ่มเกิดรู้สึกเบื่อหน่ายเกาะสมุย ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่กำลังถูกพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้พากันนั่งเรือข้ามมายังเกาะพะงันในปี 1988 โดยมีเพียงเบียร์หนึ่งลังและเห็ดเมาที่ตุนไว้อย่างเพียงพอ แต่เรื่องเล่าบางกระแสก็บอกว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาบุกเบิกเกาะพะงันแล้วก่อนหน้านั้น

Ellie
คำบรรยายภาพ, เอลลี่ เฮาส์โก สาววัย 25 ปีจากเมืองมิลตันคีนส์ของสหราชอาณาจักร

สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้บนเกาะ แต่พวกนักท่องเที่ยวยุคแรก ๆ ก็พากันเต้นรำในยามค่ำคืนท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง ภารกิจค้นหาสถานที่ลับในเขตร้อนซึ่งไม่เคยมีผู้ย่างกรายไปถึงมาก่อน เพื่อเอา ไว้ใช้พักผ่อนหย่อนใจในหมู่คนกลุ่มเล็ก ๆ เช่นนี้ ถูกทำให้เป็นฉากแห่งตำนานอมตะในนวนิยายขายดีเรื่อง "เดอะบีช" ของอเล็กซ์ การ์แลนด์ ในเวลาต่อมา

ตำนานที่เล่าขานกันบางกระแสบอกว่า ฟูลมูนปาร์ตี้ถูกจัดขึ้นครั้งแรกที่พาราไดซ์บังกะโล ของนายสุทธิ เกื้อสกุล ซึ่งตั้งอยู่สุดหาดริ้นทางทิศใต้ เมื่อปี 1988 เช่นกัน

เอลลี่ เฮาส์โก สาววัย 25 ปีจากเมืองมิลตันคีนส์ของสหราชอาณาจักร พักอยู่ที่หาดริ้นและเป็นแฟนตัวยงของฟูลมูนปาร์ตี้ โดยเธอได้ไปร่วมงานถึงสามครั้งเมื่อปีที่แล้วพร้อมกับเอมี่ พี่สาวของเธอ

"มันเป็นประสบการณ์ที่แบ็กแพ็กเกอร์ควรจะต้องมาสัมผัสให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีใหม่ ทุกคนดื่ม เต้นรำและบ้าบอกันสุดเหวี่ยง หลังจากนั้นจะมีการจุดดอกไม้ไฟ ซึ่งทำให้ทุกคนหยุดปาร์ตี้แล้วหันมามองบนท้องฟ้าพร้อมกัน ฉันชอบมาก ๆ" เอลลี่กล่าว

Full Moon party

"ถ้าคุณมากับเพื่อน มันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเลย ยิ่งถ้าคุณอยู่ที่ชายหาดจนถึงหกโมงเช้าและเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้น มันจะน่าอัศจรรย์จริง ๆ"

ฟูลมูนปาร์ตี้ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของเกาะพะงันด้วย เนื่องจากสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ถึงปีละกว่าหนึ่งล้านคน สร้างงานหลายพันตำแหน่งและอุดหนุนธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรมไปจนถึงบรรดาแผงจำหน่ายเหล้าถังที่ขึ้นชื่อ

แต่ฟูลมูนปาร์ตี้ก็มีด้านมืดด้วยเช่นกัน รายได้จากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดเริ่มดึงดูดให้แก๊งอาชญากรรมเข้ามา โดยพวกนี้มักก่อเหตุรุนแรง จนทำให้มีลูกหลงไปโดนนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานปาร์ตี้บ่อยครั้ง

เมื่อเดือนมกราคมปี 2013 นายสตีเฟน แอชตัน หนุ่มชาวอังกฤษวัย 22 ปี ต้องเสียชีวิตเพราะโดนกระสุนปืนลูกหลงจากแก๊งคู่อริที่กำลังวิวาทกัน นอกจากนี้ กรณีที่มีคนจมน้ำตายก็พบได้บ่อย ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรถึงกับต้องออกคำเตือนให้ผู้หญิงระวังเหตุข่มขืนทำร้ายทางเพศด้วย

Mark
คำบรรยายภาพ, มาร์ก ปัญญา วีนันส์

แม้จะถือได้ว่าเหตุร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นไม่มากนัก แต่ภาพของนักท่องราตรีหลายพันคนซึ่งแออัดกันบนชายหาด หลายคนอยู่ในสภาพที่มึนเมาอย่างหนัก และยังมีขยะกองโตที่ถูกทิ้งไว้หลังงานเลิก ได้กลายเป็นภาพอุจาดตาที่ทำลายภาพอันสวยงามของสวรรค์เขตร้อนไร้มลทินในอุดมคติ ซึ่งคนไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพยายามโฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่อย่างสิ้นเชิง

มาร์ก ปัญญา วีนันส์ เจ้าของซีวิวซันไรส์รีสอร์ตที่ปลายสุดด้านเหนือของหาดริ้นซึ่งเงียบสงบกว่า แสดงความเห็นที่ต่างออกไปเกี่ยวกับฟูลมูนปาร์ตี้ว่า แม้มันจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ แต่การขยายเวลาจัดงานแต่ละครั้งให้ยาวติดต่อกันถึง 5 วัน ทำให้บรรยากาศโดยรวมของชายหาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

มาร์กเขียนไว้ในเว็บไซต์ที่พักของเขาว่า "ผู้คนแห่กันมาเพื่อแค่ร่วมงานปาร์ตี้ ไม่ได้มาสัมผัสธรรมชาติ วิถีชุมชน หรือสิ่งน่าสนใจอื่น ๆ ที่มีอยู่บนเกาะ"

Haad Rin Beach

"ตอนนี้ดูเหมือนว่า ยังไงเสียฟูลมูนปาร์ตี้ก็จะจบสิ้นไปตลอดกาลอยู่แล้ว และเราหวังว่ามันจะไม่ฟื้นคืนชีพกลับมาอีก มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับหาดริ้น และไม่ได้นำอะไรมาให้เลยนอกจากการทำลายล้าง"

มาร์กมองในแง่ดีว่า การยกเลิกฟูลมูนปาร์ตี้จะเริ่มนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่เกาะพะงัน "โควิดได้ส่งปุ่มรีเซ็ตมาให้เรา แม้ว่าถึงจุดหนึ่งฟูลมูนปาร์ตี้จะต้องสิ้นสุดลงอยู่แล้ว แต่โควิดชิงกดปุ่มเริ่มต้นใหม่ให้อย่างแรงเสียก่อน มีผู้คนจำนวนมากจะต้องได้รับผลกระทบ แต่นี่เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่สำหรับหาดริ้นแต่เป็นทั้งเกาะเลยทีเดียว"

มาร์กยังบอกว่า นับแต่นี้ไปเขาจะมุ่งให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่มาพักแบบระยะยาว แม้จะทำเงินได้น้อยลง แต่เขามีความสุขยิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก

คริสทีน บูตี้ วัย 66 ปี จากเมืองไบรท์ลิงซีของสหราชอาณาจักร เป็นแขกคนหนึ่งในรีสอร์ตของมาร์กที่เข้าพักระยะยาว เธอมาถึงเมื่อเดือนมีนาคมของปีนี้เพื่อเยี่ยมวิกเตอร์ ลูกชายของเธอซึ่งมาเที่ยวพักผ่อนที่เกาะพะงันเสมอในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา

Christine
คำบรรยายภาพ, คริสทีน บูตี้

คริสทีนตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อ เมื่อมาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มบังคับใช้ทั้งในประเทศไทยและที่สหราชอาณาจักร จนตอนนี้เธออยากจะลงหลักปักฐานอยู่บนเกาะพะงันเป็นการถาวร

"ฉันไม่เคยไปที่อื่น ๆ ในไทยเลย แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเลยจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็ทำให้ฉันรู้สึกอยากอยู่นาน ๆ รู้สึกเหมือนได้รับโอกาสให้ตัดสินใจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต" คริสทีนกล่าว

Lek

เพื่อดูแลแขกที่พักระยะยาวอย่างคริสทีน มาร์กพยายามให้พนักงานชุดเดิมทั้งหมดของรีสอร์ตได้ทำงานอยู่ที่นี่ต่อไป โดยไม่มีการให้ออกเพื่อปรับลดค่าใช้จ่าย ซึ่งสำหรับเลก พโย ไว พนักงานชาวเมียนมาแล้ว การได้ทำงานต่อนั้นเท่ากับรักษาเส้นเลือดใหญ่เลี้ยงชีวิตเอาไว้ได้เลยทีเดียว

เลกซึ่งอยู่ในวัย 33 ปี จากบ้านมาหางานทำที่เมืองไทยตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เธอบอกว่าตอนนี้เพื่อนชาวเมียนมาหลายคนบนเกาะพะงันต้องตกงาน และต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม

"บางคนพยายามหางานใหม่เช่นงานก่อสร้าง แต่พอผ่านไปสัก 4-5 เดือนก็ไม่เหลืองานให้ทำอีกแล้ว ส่วนใหญ่ก็เลยต้องพากันกลับไปเมียนมา"

Koh Pha Ngan

เลกหวังว่าหลังจากนี้ เธอจะยังคงทำงานอยู่ที่ไทยต่อไปได้อีกนาน แม้จะต้องแยกกันอยู่กับลูกสาววัย 5 ขวบ ที่แม่ของเธอเป็นคนเลี้ยงดูแลอยู่ที่บ้านเกิดก็ตาม

ประเทศไทยใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าปกติต่อสู้กับการระบาดของโรคโควิด-19 โดยห้ามคนต่างชาติเกือบทั้งหมดเข้าประเทศมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน มาตรการนี้ประสบผลสำเร็จอย่างสูง มีผู้ป่วยไม่ถึง 10 คนที่เสียชีวิต และในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาพบกรณีการติดเชื้อรายใหม่น้อยมาก

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จดังกล่าวถือว่าแพงลิบลิ่ว สำหรับประเทศที่ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวถึง 20% ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะต้องมีคนตกงานถึง 8 ล้านคนในปีนี้ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวสูงสุดถึง 10 % เลยทีเดียว

บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ต่างก็ขอร้องให้รัฐบาลเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ก็ดูเหมือนว่า จนถึงบัดนี้ทางการไทยก็ยังไม่อยากจะทำเช่นนั้น เห็นได้ชัดจากผลสำรวจความคิดเห็นในหมู่ประชาชนทั่วไป ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการยับยั้งโรคระบาดมากกว่าการเปิดรับนักท่องเที่ยว

Paddleboarding

ล่าสุดรัฐบาลไทยมีแผนจะเปิดรับนักท่องเที่ยวจำนวนจำกัดไม่เกิน 1,200 คนต่อเดือน โดยต้องเดินทางเข้ามาด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากประเทศที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น นักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังต้องเข้ารับการกักตัวป้องกันโรค 14 วันเมื่อเดินทางมาถึง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าผู้มาเยือนจะมีจำนวนเพียงน้อยนิด ไม่พอจะช่วยค้ำจุนภาวะเศรษฐกิจได้สักเท่าใดนัก

อีกแผนการหนึ่งที่รัฐบาลไทยวางไว้ คือการกำหนดให้บางส่วนของเกาะภูเก็ตเป็น "ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน" ซึ่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้พักผ่อนอยู่อย่างสะดวกสบายได้ ระหว่างการกักกันตัวเพื่อป้องกันโรคสองสัปดาห์ โดยจะดำเนินการให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อโรคโควิด-19 หลุดลอดออกไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ของประเทศได้

Resort

แต่ถึงแม้ไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่านี้ เที่ยวบินที่ยังมีจำกัดและตั๋วราคาแพง รวมทั้งข้อกำหนดกฎเกณฑ์ซึ่งจำกัดพื้นที่ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ น่าจะยังทำให้นักเดินทางกลุ่มที่แบกเป้เที่ยวหรือแบ็กแพ็กเกอร์เมินประเทศไทยอยู่

ขณะนี้เอลลี่และเอมี่ สองสาวพี่น้องจากมิลตันคีนส์ต้องไปลงเรียนในคอร์สสอนภาษาไทย เพื่อให้ได้วีซ่านักศึกษาที่มีอายุนาน 9 เดือน ซึ่งจะทำให้สามารถพำนักในประเทศไทยต่อไปได้ในระหว่างนี้

Moon

ธานี วิริยานนท์ ซึ่งทำกิจการบาร์แห่งหนึ่งบนหาดริ้นมาได้ราวหนึ่งปี บอกว่าขณะนี้ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของชายหาดแห่งนี้แล้ว

"ตอนนี้น้ำทะเลสวยและหาดก็สะอาดขึ้น ผมจะทำการตลาดใหม่โดยมุ่งกลุ่มคนที่มาเที่ยวกันเป็นครอบครัว เมื่อก่อนแบ็กแพ็กเกอร์มาแค่ 4 วันแต่ทำลายทุกอย่าง ไม่คิดถึงสิ่งแวดล้อม พวกเขาแค่ต้องการมาเมาและหาความสำราญเท่านั้น จากนี้ไปเราจะเปลี่ยนตัวเองให้สอดรับกับการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั่นถือเป็นด้านดีของโควิด"

Bettina
คำบรรยายภาพ, เบตทินา คาห์เลิร์ต ครูสอนโยคะและผู้ให้การบำบัดทางจิตวิญญาณชาวเยอรมัน

เบตทินา คาห์เลิร์ต ครูสอนโยคะและผู้ให้การบำบัดทางจิตวิญญาณชาวเยอรมันที่อยู่เกาะพะงันมา 8 ปี เชื่อว่าอนาคตของเกาะแห่งนี้น่าจะอยู่ที่ธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพ

"ฉันคิดว่าที่นี่มีศักยภาพมาก ถึงเป็นเกาะเล็กแต่ก็ใหญ่พอที่จะรองรับกิจการประเภทนี้ได้" เธอกล่าว "ใช่ เกาะนี้มีคนจำพวกบ้า ๆ บอ ๆ อยู่มาก ฉันก็เป็นคนหนึ่งในนั้น แต่มันทำให้เกาะมีสีสันและงดงาม ฉันเชื่อว่าหากควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาได้ แผนการนี้จะไปได้ดี"