สมดุลเกาะเต่ากับสมการ ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว ตำรวจ แรงงานเมียนมา
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
กว่าสองปีหลังคดีฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ตำรวจเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่น แต่สำหรับคนท้องถิ่นบางส่วนมองว่าชีวิตลำบากขึ้น ส่วนแรงงานเมียนมายังมองว่า พวกเขาคือ "เป้า" ที่ง่ายต่อการโจมตี
ห้องทำงานเล็กๆ ที่เคยเป็นที่พักสายตรวจของตำรวจไม่เกิน 5 นายบนเกาะที่มีประชากรทั้งจริงและแฝงกว่าหมื่นราย ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของตำรวจ 45 นาย เพียง 4 เดือนหลังจากที่เดวิด มิลเลอร์ และฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ได้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเมื่อปี 2557

ที่มาของภาพ, BBC THAI
จากที่พักสายตรวจที่เคยขึ้นกับสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ปัจจุบันได้ถูกยกระดับเป็นสถานีตำรวจภูธรเกาะเต่า ถือว่าเป็นสถานีตำรวจแรกของที่นี่ และในอีกประมาณปีกว่า ๆ ตำรวจเกาะเต่าทั้งหมดจะย้ายไปยังอาคารสามชั้นแห่งใหม่ มูลค่า 39 ล้านบาท ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่ 4 ไร่ด้านหลังของที่ทำการเทศบาล และมีที่พักตำรวจสองอาคาร ซึ่งทั้งหมดกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่
พ.ต.ท. โชคชัย สุทธิเมฆ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรเกาะเต่า กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เป้าหมายหลักคือการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเน้นการประชาสัมพันธ์มากกว่าการจับกุม แต่เขาก็ยอมรับว่าคนท้องถิ่นอาจยังไม่คุ้นชินกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีมากขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากสมัยก่อนมีตำรวจน้อย
สำหรับคนท้องถิ่นบางส่วน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้สร้างความอึดอัดให้กับผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะเต่ามาเป็นเวลานาน
"สมัยนั้นอยู่กันแบบสบายๆ ชิลๆ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่...คนที่อยู่ที่นี่นานๆ อึดอัด อยู่ที่ว่าใครจะพูดออกไม่ออก" นางแก้วตา (นามสมมุติ) อายุ 53 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยที่ร้านอาหารของเธอ "อย่างเมื่อก่อนไม่เคยใส่หมวกกันน็อคก็ต้องใส่ บางทีเจอตำรวจตั้งด่านก็ต้องกลับมาเอา [ที่ร้าน] และบางทีไปเซเว่นตรวจนักท่องเที่ยว มันดูไม่ดีสำหรับแหล่งท่องเที่ยว อย่างซื้อของที่เซเว่น ไม่จำเป็นต้องตรวจ ฝรั่งก็มาพูดว่าโพลิซ ฉันไปซื้อของ ต้องเช็คด้วยเหรอ"
เพิ่มการกวดขัน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ในสายตาของ พ.ต.ท. โชคชัย บรรยากาศของเกาะเต่าเมื่อตอนที่เขาได้มาเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจคนแรกของเกาะตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ม.ค. 2558 นั้น มีความคล้ายคลึงกับภูเก็ตเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อเขายังประจำการอยู่ที่ สภ. ฉลอง
"ยังมีคนเดินเท้าไปมา มีปัญหาทะเลาะกัน การท่องเที่ยวยังดิบๆ อยู่ แต่เราไม่ได้มาถึงปุ๊ปแล้วบังคับทันที เราพยายามกรุ๊ปเรื่องเร่งด่วนและเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา เน้นการประชุมเป็นส่วนใหญ่ เช่น เดิมเปิดเพลงเสียงดัง เราก็เรียกผู้ประกอบการโรงแรมและบาร์ มาคุยว่าควรเปิดหรือปิดเวลาไหน ใช้วิธีพูดคุยกัน " พ.ต.ท.โชคชัย กล่าว
"ปัญหาเกาะเต่า คือ แหล่งท่องเที่ยว ที่หาดทรายรี เวลาสถานประกอบการปิดตีหนึ่งตีสอง แต่นักท่องเที่ยวยังไม่กลับ บางคนนั่งถึงตีสาม เราต้องเดินเท้าประชาสัมพันธ์ให้กลับ"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ปัจจุบัน สภ. เกาะเต่ามีการจัดสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 24 ชม. เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่น จะจัดสายตรวจเดินเท้าเป็นชุดใหญ่ อีกทั้งยังมีตำรวจท่องเที่ยวคอยประจำการสี่คน สลับเปลี่ยนกันเป็นชุด
นอกจากนี้ ตำรวจยังได้สำรวจกล้องวงจรปิดบนเกาะประมาณ 170 กล้อง ที่ครอบคลุมถนนและจุดสำคัญ 70 จุด เพื่อทำข้อมูลพิกัดตำแหน่งของแต่ละกล้อง และคอยตรวจสอบสถานะการใช้งาน
"ที่นี่การบังคับใช้กฎหมายเพิ่งเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่คุ้นชิน อะไรที่อะลุ่มอล่วยเพื่อประโยชน์การท่องเที่ยวหรือประโยชน์ชาวบ้าน เราก็ยอมได้" เขากล่าว โดยยกตัวอย่างรถสาธารณะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผ่อนปรน ซึ่งขณะนี้เกาะเต่าไม่มีแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางเทศบาลได้ขอให้กรมขนส่งทางบกจดทะเบียนเป็นรถป้ายเขียวเพื่อบริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยปัจจุบันได้จดทะเบียนไปแล้ว 46 คัน จากจำนวนทั้งหมดที่ยื่นไป 180 คัน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
พ.ต.ท. โชคชัยกล่าวว่า ชาวบ้านพึงพอใจเนื่องจากตำรวจไม่ได้ใช้มาตรการรุนแรง และชาวบ้านส่วนใหญ่อยากให้เกาะเต่ามีระเบียบอยู่แล้ว โดยในแง่ของการปราบปรามอาชญากรรม ในปีที่แล้ว มีคดีอาญาเกิดขึ้น 305 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมี 273 คดี
"อาจเพราะเคยมีบทเรียนมาก่อน คนที่นี่เลยระมัดระวัง สองปีที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวหรือต่างด้าว" พ.ต.ท. โชคชัยกล่าว
ชื่อเสียงอันโด่งดัง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
แม้ว่าสื่อต่างชาติจะประโคมข่าวเรื่องการเสียชีวิตของสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย และล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสาวชาวรัสเซียวัย 23 ปีได้หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังเกาะเต่าก็ไม่ได้ลดน้อยลง โดยสถิติจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังเกาะเต่า 1.33 ล้านคน และคนไทย 270,432 คน มากกว่าปี 2558 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย 415,000 และ 82,000 คนตามลำดับ
ในปี 2557 ที่เกิดกรณีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย เดินทางมายังเกาะเต่า 395,000 และ 78,000 คน ตามลำดับ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
นายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อปี 2557 ทำให้คนรู้จักเกาะเต่าจากการค้นหาในอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลการค้นหาไม่ได้มีแต่เรื่องคดีเท่านั้น แต่มีชื่อเสียงด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำ
ส่วนผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอยู่บริเวณหาดทรายรี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากที่สุดบนเกาะเต่า มองว่าการรักษาความปลอดภัยดีขึ้นจากการเพิ่มจำนวนตำรวจในระยะสองปีที่ผ่านมา
"เดี๋ยวนี้มีสายตรวจคอยถามว่ามีอะไรผิดปกติไหม มีสายตรวจเพิ่มขึ้นก็อุ่นใจ" นางอุษณีย์ สุขปทิว เจ้าของร้านสัก กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
บรรดาผู้ประกอบการบนเกาะเต่าจำนวนมากกล่าวกับบีบีซีไทยว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบนเกาะเต่าไม่ได้เบาบางลงในรอบเกือบสามปีที่ผ่านมา แต่จำนวนธุรกิจและผู้ประกอบการมีมากขึ้น ทำให้มีการแข่งขันกันสูง และในบางรายยอดขายตกลงประมาณ 30% ในปีที่ผ่านมา
แต่ผู้ประกอบการบางส่วนก็ยังคงมองว่าการท่องเที่ยวบนเกาะเต่าได้รับผลกระทบจากกรณีฆาตกรรมปี 2557
"เมื่อก่อนบาร์ที่นี่ปิดตีสี่หรือตีห้า นักท่องเที่ยวเยอะ พอมีข่าว ฝรั่งสายปาร์ตี้มาที่นี่ตีหนึ่งตีสอง ปิดแล้ว เซ็ง เขาไปที่อื่นดีกว่า" นางสาววรรณทิพย์ งามแก้ว พนักงานร้านเสื้อผ้า กล่าว "ส่วนหนึ่งก็คงข่าวที่เขียน เว่อร์เกิน สิบปีเกิดขึ้นครั้งเดียว แต่พอ กรุงเทพฯ ฆ่ากันทุกวัน ไม่เห็นข่าวจะดังอะไรขนาดนี้"

ที่มาของภาพ, NICOLAS ASFOURI/AFP
คนเมียนมาเป็นที่เพ่งเล็ง
ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม ตำรวจได้พาสองผู้ต้องหาชาวเมียนมาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่หาดทรายรี นายจรุง มีทิม พนักงานโรงแรมอายุ 51 ปี เป็นหนึ่งในประชาชนที่ไปร่วมสังเกตการณ์ครั้งนั้น ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า
"วันนั้นไม่มีการสาปแช่งเลย ชาวบ้านทั้งเกาะไปกันเยอะ ทุกคนก็ยืนดูแบบสงบนิ่ง... แต่พอถึงช่วงนี้มันก็ลืมๆ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว"
แม้ว่าคนไทยบนเกาะหลายคนเชื่อว่าสองผู้ต้องหาชาวเมียนมาจะเป็นผู้กระทำความผิดจริง และศาลอุทธรณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ยืนตามศาลชั้นต้น ที่พิพากษาประหารชีวิต 2 แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา คือ นายเวพิว หรือวิน และนายซอ ลิน หรือโซเรน แต่คนเมียนมาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เชื่อว่าคนเมียนมาที่ถูกจับตัวไปเป็นผู้กระทำความผิดจริง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
เหย่โต๊น (นามสมมุติ) ซึ่งเดินทางจากเมืองยะไข่ ประเทศเมียนมา มาทำงานบนเกาะเต่าเมื่อปี 2548 กล่าวกับบีบีซีไทยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น คนเมียนมารู้สึกหวาดกลัวมากว่าจะมีตำรวจมาจับหรือทำร้าย และช่วงสองปีที่ผ่านมามีการตั้งด่านมากขึ้น และแรงงานเมียนมาเป็นที่จับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการไม่มีบัตร และเรื่องยาเสพติด
"ถ้าไม่รู้จักตำรวจก็จ่ายเยอะกว่า ตำรวจไม่ค่อยจับคนไทย เวลาจับจับเมียนมา" เขากล่าวกับบีบีซีไทยเป็นภาษาไทย "อย่างเรื่องหมวกกันน็อค ถ้าเป็นคนไทย คุยนิดหน่อยก็ไปเลย ถ้าฝรั่งพูดเพราะก็ให้ไป แต่ถ้าคนเมียนมาจะปรับชัวร์ ขึ้นอยู่กับว่าน้อยหรือมาก"
เช่นเดียวกันกับพนักงานร้านอาหารชาวเมียนมาอีกรายหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า จิมมี่ ซึ่งกล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าคนเมียนมาเป็นคนฆ่า และหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น มีหลายคนที่ออกไปจากเกาะ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนแรงงานเมียนมาบนเกาะ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
ด้าน พ.ต.ท. โชคชัยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า ตำรวจบนเกาะเจาะจงคนเมียนมาเป็นพิเศษ โดยเขายืนยันว่าตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมดถ้ามีพฤติการณ์ต้องสงสัย ไม่ว่าคนเมียนมาหรือคนไทย
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักเทศบาลตำบลเกาะเต่าระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะเต่าประมาณ 12,000 คน โดยมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานที่เกาะเต่ากว่า 5,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นเกือบสองเท่าของคนไทยในทะเบียนราษฎร กว่า 2,200 คน โดยที่เหลือเป็นประชากรแฝง
"คนไทยและฝรั่งผมไม่กลัว ผมกลัวแรงงานที่เข้ามา เพราะคุณภาพชีวิตเขาน้อยกว่าเรามาก คนเกาะเต่าเอง ทุกคนเชื่อหมดว่าเมียนมาทำ" นายไชยยันต์ นายกเทศมนตรี กล่าว
'เราไม่ต้องการตำรวจ'

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI
วิถีชุมชนที่เปลี่ยนไปหลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ทำให้ครอบครัวนับสิบได้ขายที่และอพยพออกไปจากเกาะ นายไชยันต์กล่าวว่า บ้างก็ทำธุรกิจไม่ได้เนื่องจากกฎระเบียบที่มากขึ้น ทำให้ชาวบ้านปรับตัวไม่ทัน ยกตัวอย่างเช่น หากคนในพื้นที่จะทำรีสอร์ทหรือบังกะโลเล็กๆ ต้องทำรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ
"คนที่มีทุนพร้อมทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่คนในท้องถิ่น พอไม่มีทุนทำให้ถูกกฎหมายไม่ได้ ต้องเริ่มจากผิดกฎหมายก่อน" นายไชยันต์กล่าว
เขาย้ำว่า เกาะเต่าสามารถที่จะสร้างกฎระเบียบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนบนเกาะได้ เช่น เกาะเต่าไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาธรรมชาติ แต่สามารถรักษาธรรมชาติได้โดยใช้กฎชุมชน
แม้ว่าปัจจุบันสภ. เกาะเต่าจะมีตำรวจประจำการอยู่ 45 นาย แต่ก็อาจเพิ่มขึ้นเมื่อสถานีตำรวจแห่งใหม่ได้ก่อสร้างเสร็จ เนื่องจากอัตราอนุญาตจริงมีอยู่ 86 นาย สำหรับพื้นที่บนเกาะทั้งหมด 21 ตร.กม.

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC THAI
"จริงๆ เราไม่ต้องการตำรวจ แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราดูแลไม่ทั่วถึง" นายไชยันต์กล่าว "บางทีคน อยากเล่นไพ่ พอมีตำรวจ ตำรวจก็ต้องเตือน และทำให้ทุกอย่างอยู่ในระเบียบ คนในท้องถิ่นรู้สึกว่า มากไปหรือเปล่า จากที่เคยอยู่แบบพี่น้อง ไม่เคยมีตำรวจช่วย จากกฎระเบียบที่ไม่เคยบังคับใช้"
นายจรุง พนักงานโรงแรม กล่าวว่า เนื่องจากคนท้องถิ่นเคยอยู่กันแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เช่น ขับมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกนิรภัย แต่เมื่อความเจริญมีมากขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ตำรวจก็ต้องเพิ่มขึ้นตามคนอยู่อาศัย
เขาเพิ่มเติมว่า การเพิ่มจำนวนตำรวจเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากทำให้การรักษาความปลอดภัยดีขึ้น แต่มองแล้วยังไม่ถึงขั้นดีขึ้นอย่างชัดเจน
"ยังมีการเกิดเหตุ เช่น คนยิงกัน และคนที่เคยมีอิทธิพลก็ยังคงอยู่ในสังคมได้สบาย เช่น ตำรวจต้องยกมือไหว้เขา ไปนั่งร้านอาหารโวยวายเสียงดังได้ ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่"










