มีวิธีใดบ้างที่ช่วยให้ลดการสูดไมโครพลาสติกเข้าร่างกาย ที่ลอยฟุ้งอยู่ในบ้าน

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/ BBC
- Author, แอลลี เฮิร์ชแล็ก และ มาร์ธา เฮนริเกส
- เวลาอ่าน: 11 นาที
กลุ่มฝุ่นไมโครพลาสติกขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น กระจุกตัวอยู่ในอากาศภายในบ้านของเรา และเราอาจสูดดมเอาละอองไมโครพลาสติกเหล่านี้เข้าไปหลักแสนจนถึงหลักล้านอนุภาคต่อปี ทว่า การปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพียงไม่กี่อย่าง สามารถช่วยลดการรับสัมผัสได้
หากคุณลองดูป้ายเสื้อผ้าที่สวมใส่ออกมาจากบ้านในวันนี้ มีโอกาสสูงว่าอย่างน้อยบางชิ้นจะทำจากผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งผ้าเหล่านี้มีราคาถูก สีสันสดใส และมีพื้นผิวสัมผัสให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมถึงระดับความยืดหยุ่นและน้ำหนักของมัน แต่เนื้อผ้าที่ดูสะดวกสบายเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ก่อให้เกิดมลพิษที่มองไม่เห็นในอากาศภายในบ้านของเรา นั่นคือไมโครพลาสติก (microplastic)
เมื่อคุณซักและอบแห้งเสื้อกันหนาวผสมใยสังเคราะห์ สะบัดให้มันคืนทรง สวมมันผ่านศีรษะ หรือสวมใส่มันในชีวิตประจำวัน เส้นใยขนาดเล็กจิ๋วจำนวนนับไม่ถ้วนจะถูกปล่อยออกสู่อากาศ และเมื่อคุณหายใจเข้า กลุ่มอนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ก็สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจของคุณได้
ขณะนี้เราเพิ่งเริ่มทำความเข้าใจขอบเขตของการรับสัมผัสไมโครพลาสติกในอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความกังวล
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการรับสัมผัสไมโครพลาสติกส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะเราอยู่ภายในอาคาร ข่าวดีก็คือมีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน หรือการเปลี่ยนวิธีการซักผ้าและทำความสะอาดบ้านของเรา
"ไมโครพลาสติกมีอยู่ทุกที่ และคุณไม่มีทางหลีกเลี่ยงมันได้" ดานา บาร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การรับสัมผัสจากมหาวิทยาลัยเอมอรี เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา กล่าว
"แต่ก็มีวิธีที่คุณสามารถลดการรับสัมผัสได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม"
สายลมแห่งไมโครพลาสติกไหลวนภายในบ้านของเรา
รอบ ๆ ตัวเราเต็มไปด้วยเศษพลาสติกขนาดเล็กมากที่ไม่สามารถมองเห็นได้ มันถูกปล่อยออกมาจากแทบทุกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก (ในแต่ละปีมีการผลิตพลาสติกใหม่มากกว่า 460 ล้านตัน) เศษพลาสติกเหล่านี้เดินทางเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านอาหารและน้ำที่เราบริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหนัง และผ่านอนุภาคขนาดเล็กที่เราสูดดมเข้าไปขณะหายใจ
เดิมทีเคยเชื่อกันว่าอาหารและน้ำเป็นช่องทางหลักที่ไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าช่องทางหลักอาจมากจากการสูดดมเข้าไปมากกว่า
ยกตัวอย่าง หากรับประทานอาหารที่มีหอยซึ่งกินอาหารด้วยการกรอง เช่น หอยแมลงภู่ ซึ่งอาจมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกสูง งานวิจัยหนึ่งระบุว่าคุณมีแนวโน้มจะสูดดมพลาสติกเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ได้รับจากการกินอาหารนั้นเอง
ในประเทศที่หอยเป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหาร ผู้คนอาจบริโภคไมโครพลาสติกราว 4,620 อนุภาคต่อปี แต่ในช่วงเวลาเตรียมอาหาร คุณอาจสูดดมอนุภาคเหล่านี้เข้าไปมากกว่านั้นราว 3 ถึง 15 เท่าต่อปี

ที่มาของภาพ, Emmanuel Lafont/ BBC
ในประเทศพัฒนาแล้ว ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคารราว 90% ของเวลาทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความเสี่ยงจากการสูดดมไมโครพลาสติกสูงกว่าการใช้ชีวิตภายนอกอาคารอย่างมาก
งานวิจัยในปี 2021 ที่ศึกษาการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในอากาศทั้งภายในและภายนอกอาคารในจีน พบว่าความเข้มข้นของไมโครพลาสติกในอากาศภายในอาคารสูงกว่าข้างนอกถึง 8 เท่า ถึงแม้ว่าพื้นที่นั้น ๆ จะมีเส้นใยธรรมชาติมากกว่าเส้นใยสังเคราะห์ และโดยทั่วไปแล้วตากผ้าไว้นอกตัวอาคารก็ตาม ซึ่งการซักผ้าเป็นแหล่งสำคัญของไมโครพลาสติก แต่ก็ยังพบว่ามีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกในตัวอาคารสูงกว่า
"การที่เราใช้เวลาอยู่ในอาคารเป็นส่วนใหญ่ และหายใจเอาอากาศภายในอาคารเข้าไป หมายความว่าเราน่าจะประเมินระดับการรับสัมผัสต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก" บาร์ กล่าว ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฮอร์คิวลีส เอ็กซ์โปโซม (Hercules Exposome Research Center) ด้วย
จำนวนไมโครพลาสติกในบ้านของคุณขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ที่อยู่อาศัยของคุณ วัสดุสังเคราะห์ประเภทใดบ้างที่อยู่ในเครื่องเรือนประเภทเบาะผ้าและภายในตู้เสื้อผ้าของคุณ พื้นบ้านทำจากวัสดุอะไร รวมถึงวิธีการทำความสะอาดและการระบายอากาศ โดยงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่า บุคคลหนึ่งในสหรัฐฯ อาจสูดดมไมโครและนาโนพลาสติกได้มากถึง 22 ล้านอนุภาคต่อปี
ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ที่ใด มีความเป็นไปได้สูงมากที่ไมโครพลาสติกจะอยู่ในทุกห้องของบ้านคุณ แต่เศษเหล่านี้สะสมตัวอยู่ตรงไหนบ้างกันแน่ และมันมาจากไหนบ้าง
ฝุ่นปนพลาสติก
เมื่อเศษพลาสติกขนาดเล็กมากตกลงมาจากอากาศ มันมักจะไปสะสมอยู่ในฝุ่นภายในบ้าน
แม้ฝุ่นจะตกลงพื้น แต่ก็สามารถฟุ้งกระจายกลับขึ้นสู่อากาศได้ง่ายเมื่อถูกรบกวนจากแรงเสียดทานใด ๆ เจอรูน ซองเค นักชีวธรณีเคมีจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับไมโครพลาสติกในอากาศภายในอาคาร อธิบายว่างานวิจัยดังกล่าวศึกษาการมีอยู่ของไมโครพลาสติกขนาดเล็กในช่วง 1 ถึง 10 ไมโครเมตร หรือ ไมครอน ซึ่งสามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในปอดได้มากกว่าเศษที่มีขนาดใหญ่กว่า
ซองเคและคณะได้เข้าไปเก็บตัวอย่างภายในอะพาร์ตเมนต์ของตนเอง 3 แห่งในเมืองตูลูส ของฝรั่งเศส และยังเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมจากภายในรถยนต์จำนวน 2 คันด้วย (ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วใช้เวลาอยู่อีกราว 5%)
ซองเครู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าภายในอาคารมีเศษไมโครพลาสติกเฉลี่ยมากกว่า 500 ชิ้นต่ออากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตร และภายในห้องโดยสารรถยนต์มีมากกว่า 2,200 ชิ้น เขาชี้ว่าตัวอย่างเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากอากาศที่นิ่ง แต่หากมีคนอยู่และทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย อากาศก็น่าจะมีไมโครพลาสติกมากกว่านี้อีกมาก
สำหรับทารกที่คลานอยู่บนพื้น ใบหน้าของพวกเขาอาจอยู่ห่างจากฝุ่นที่เต็มไปด้วยไมโครพลาสติกเพียงไม่กี่นิ้ว ซองเคและคณะคำนวณว่าทารกอาจสูดดมไมโครพลาสติกได้ระหว่าง 19,000 ถึง 75,000 อนุภาคต่อวัน ในช่วงขนาด 1 ถึง 10 ไมครอน ส่วนผู้ใหญ่อาจอยู่ที่ 28,000 ถึง 108,000 อนุภาคต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มาพร้อมข้อจำกัด เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ยังคงประสบความยากลำบากในการวัดปริมาณไมโครพลาสติกในอากาศได้อย่างแม่นยำ
"ยังไม่มีวิธีมาตรฐานสูงสุดในการวัดไมโครพลาสติก และอาจจะไม่มีวันมี" ดักลาส วอล์กเกอร์ รองศาสตราจารย์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมจากวิทยาลัยเอมอรี กล่าว พร้อมระบุว่าสิ่งนี้ทำให้การเปรียบเทียบผลการศึกษาระหว่างงานวิจัยต่าง ๆ เป็นเรื่องยาก
นอกจากนี้ การวัดไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กยิ่งนั้นเป็นเรื่องยากมากอย่างยิ่ง เนื่องจากมันสามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในปอดได้ ขณะที่กล้องจุลทรรศน์แบบมาตรฐานมักมีขีดจำกัดการมองเห็นอยู่ที่ราว 20 ไมครอน แม้เทคโนโลยีจะกำลังพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วก็ตาม โดยซองเคบอกว่าวิธีการที่ทีมของเขาใช้ (กล้องจุลทรรศน์รามาน [Raman microscopy]) ทำให้สามารถตรวจจับไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กลงไปถึงระดับ 1 ไมครอนได้เป็นครั้งแรก
การปนเปื้อนยังทำให้สภาพการณ์เช่นนี้มีความซับซ้อนขึ้นด้วย เสื้อผ้าที่นักวิทยาศาสตร์สวมใส่มักปล่อยกลุ่มไมโครพลาสติกออกมา ทำให้ยากต่อการได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ แม้แต่สารเคลือบบนถุงมือยางลาเท็กซ์ที่นักวิทยาศาสตร์มักสวมใส่ระหว่างการทดลอง ก็อาจส่งผลกระทบต่อตัวอย่างโดยไม่ตั้งใจได้ จากผลการศึกษาหนึ่ง
เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์บุผ้า และพรม
ไมโครพลาสติกมีหลากหลายรูปร่างและขนาด ทั้งแบบทรงกลม แผ่นบาง โฟม และเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ไมโครพลาสติกในอากาศที่พบมากที่สุดมาจากสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เก้าอี้และโซฟาบุผ้าที่เราใช้นั่ง รวมถึงพรมที่เราเดินผ่าน
"ภายในอาคาร รอบ ๆ ตัวเรารายล้อมไปด้วยวัสดุพลาสติกจำนวนมาก และสิ่งต่าง ๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์บุผ้า ผ้าม่าน เครื่องนอน และเสื้อผ้า ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญกับการสึกหรอในชีวิตประจำวัน" สเตฟานี ไรต์ นักวิจัยด้านไมโครพลาสติก และรองศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยอิมพีเรียล ลอนดอน กล่าว
"ดังนั้น แทบจะเรียกได้ว่า ทุกครั้งที่เราใช้งาน นั่ง ขยับตัว ซัก หรือดูดฝุ่น สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกสึกกร่อนด้วยกลไกต่าง ๆ และก่อให้เกิดไมโครพลาสติกขึ้น"
ไมโครพลาสติกเหล่านี้อยู่ในรูปของเส้นใยขนาดเล็ก และเกิดขึ้นภายในบ้านแทบทุกแห่งที่เส้นใยพลาสติกถูกทำให้เกิดความร้อนหรือเกิดแรงเสียดทาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เครื่องอบผ้าในครัวเรือนก่อให้เกิดทั้งความร้อนและแรงเสียดทานกับเนื้อผ้า ส่งผลให้มันปล่อยไมโครพลาสติกออกสู่อากาศในห้องรอบ ๆ ขณะที่เครื่องทำงาน ส่วนเครื่องซักผ้าก็เป็นแหล่งกำเนิดไมโครพลาสติกที่สำคัญเช่นกัน แต่ในกรณีนี้ไมโครพลาสติกจำนวนมากจะถูกระบายออกจากบ้านไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
หากคุณเป็นเจ้าของเครื่องซักผ้า คุณสามารถติดตั้งแผ่นกรองสำหรับเครื่องซักผ้า ซึ่งช่วยลดไมโครไฟเบอร์ในน้ำทิ้งได้มากถึง 90% โดยแอนเนลิส เอเดรียน เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายโครงการด้านพลาสติกและวัสดุศาสตร์ของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ยังแนะนำให้ซักผ้าในปริมาณมากขึ้นในแต่ละครั้ง เพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างเสื้อผ้าระหว่างการซัก
ด้านไรต์เสริมว่านอกจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีแล้ว เรายังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้ด้วย
"คุณสามารถพยายามใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และซักเสื้อผ้าเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น" เธอกล่าวและเสริมว่า หากสภาพอากาศและสถานที่เอื้ออำนวย คุณอาจพิจารณาตากผ้านอกอาคารแทน
การหันมาเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติล้วน ๆ เช่น ฝ้าย ขนสัตว์ หรือผ้าลินิน ก็สามารถช่วยลดการรับสัมผัสไมโครพลาสติกในรูปของเส้นใยได้ เนื่องจากเส้นใยธรรมชาติสามารถย่อยสลายในร่างกายได้ ต่างจากพลาสติก
อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าเหล่านี้มักมีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ และต้องใช้ที่ดินและทรัพยากรอื่น ๆ มากกว่าในการผลิต ตัวอย่างเช่น การผลิตเส้นใยฝ้ายต้องใช้น้ำมากกว่าเส้นใยสังเคราะห์อย่างมาก
หากคุณยังจำเป็นต้องสวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ การเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองหรือเสื้อผ้าใช้แล้วก็อาจช่วยจำกัดการรับสัมผัสไมโครพลาสติกได้เช่นกัน แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นนี้
"บางคนมองว่าเสื้อผ้ามือสองได้ปล่อยเส้นใยที่หลวมออกไปแล้ว จึงมีแนวโน้มจะปล่อยเส้นใยน้อยกว่า" เอเดรียน กล่าว "แต่อีกฝ่ายโต้แย้งว่าเสื้อผ้ามือสองอาจสะสมไมโครพลาสติกมากขึ้นจากการซักซ้ำ ๆ และเส้นใยก็อาจแตกและอ่อนแอลงตามกาลเวลา"
เอเดรียนบอกว่าทางเลือกที่ดีกว่าคือ การซื้อเสื้อผ้าใยธรรมชาติมือสอง เช่น ฝ้ายออร์แกนิกหรือขนสัตว์ออร์แกนิกซึ่งถือเป็น "มาตรฐานสูงสุด"
ส่วนไรต์กล่าวว่าหลังจากลดสิ่งทอใยสังเคราะห์รอบตัวให้น้อยลงแล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ดีคือการพยายามกำจัดฝุ่นพลาสติกในบ้านของคุณ
การดูดฝุ่น
บาร์บอกว่าการดูดฝุ่นอย่างทั่วถึงสามารถดูดไมโครพลาสติกที่ตกค้างอยู่บนพื้นและเฟอร์นิเจอร์ออกไปได้ แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้อนุภาคเหล่านี้ฟุ้งกระจายกลับขึ้นสู่อากาศในระหว่างการทำความสะอาดด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อคุณนำถุงหรือกระบอกเก็บฝุ่นไปเททิ้งลงถังขยะ คุณก็อาจต้องเผชิญกับไมโครพลาสติกที่ฟุ้งเข้าหน้าโดยตรง
"สิ่งที่การดูดฝุ่นทำก็คือทำให้อนุภาคที่มันดูดไม่ขึ้นฟุ้งกลับขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง" บาร์ กล่าว และแนะนำว่าการสวมหน้ากาก N95 ระหว่างดูดฝุ่นหรือปัดฝุ่นอาจช่วยปกป้องคุณได้ ขณะที่ไรต์ยังแนะนำให้ดูดฝุ่นและเทฝุ่นออกจากเครื่องในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย
เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA) และระบบปิดสนิท สามารถช่วยจำกัดการรับสัมผัสไมโครพลาสติกในอากาศระหว่างการทำความสะอาดได้ แผ่นกรองเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อดักจับอนุภาคขนาดเล็กและป้องกันไม่ให้ถูกปล่อยออกมาอีก อย่างไรก็ตาม บาร์บอกว่าเครื่องเหล่านี้ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะแม้แต่เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง HEPA ที่ดีที่สุดก็ยังทำให้ไมโครพลาสติกบางส่วนฟุ้งกลับขึ้นสู่อากาศได้
ด้านเอเดรียนแนะว่าให้ดูดฝุ่นควบคู่กับวิธีการระบายอากาศอื่น ๆ เพื่อลดการรับสัมผัสทางอากาศ "หากคุณกำลังทำความสะอาด ควรมีแหล่งระบายอากาศ เช่น เครื่องฟอกอากาศ หรือเปิดหน้าต่าง"
อย่างไรก็ตาม การที่ไมโครพลาสติกฟุ้งกลับขึ้นสู่อากาศระหว่างการดูดฝุ่นเชื่อว่าเป็นปัญหาเพียงชั่วคราว งานวิจัยที่ครอบคลุม 29 ประเทศ พบว่าการดูดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับไมโครพลาสติกได้ เครื่องดูดฝุ่นที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งมีการเทและทำความสะอาดแผ่นกรองและภาชนะเก็บฝุ่นเป็นประจำ ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศภายในอาคารโดยรวมได้ด้วย
"โดยพื้นฐานแล้ว คุณกำลังกำจัดไมโครพลาสติกออกไปก่อนที่มันจะมีโอกาสฟุ้งกลับขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง" ไรต์กล่าว
บาร์ยังบอกด้วยว่า การถูพื้นและเช็ดพื้นผิวแข็งด้วยผ้าชุบน้ำก่อนดูดฝุ่นสามารถช่วยกดไม่ให้ไมโครพลาสติกฟุ้งกระจาย อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่ใช้เช็ดทำความสะอาดพื้นผิว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิด เช่น แผ่นเช็ดทำความสะอาดและฟองน้ำ ก็สามารถก่อให้เกิดไมโครพลาสติกได้เช่นกัน
เครื่องฟอกอากาศและเครื่องปรับอากาศ
อาจเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดไมโครพลาสติกออกจากอากาศได้ทั้งหมด แต่เครื่องใช้ภายในบ้านง่าย ๆ บางอันสามารถช่วยจำกัดการรับสัมผัสได้ เช่น เครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรอง HEPA ถูกออกแบบมาให้สามารถกำจัดอนุภาคในอากาศได้อย่างน้อย 99.97% ที่ขนาดราว 0.3 ไมครอน (ซึ่งโดยทั่วไปเป็นขนาดที่กรองได้ยากที่สุด) โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่วิเคราะห์ไมโครและนาโนพลาสติกควบคู่กับมลพิษทางอากาศชนิดอื่น พบว่าแผ่นกรอง HEPA ที่แท้จริงสามารถกำจัดอนุภาคนาโนออกจากอากาศได้มากกว่า 99%
อย่างไรก็ตาม เครื่องฟอกอากาศแบบ HEPA ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากันทั้งหมด แม้จะผ่านมาตรฐาน HEPA แล้วก็ตาม โครงสร้างและการทำงานของเครื่องอาจส่งผลต่อความสามารถในการดักจับอนุภาคพลาสติกในบ้านทั่วไป ด้วยเหตุนี้ บาร์จึงแนะนำว่าหากจะลงทุนซื้อเครื่องฟอกอากาศ ควรเลือกแบบที่มีระบบกรองหลายชั้น
"เครื่องเหล่านี้จะมีชั้นกรองหยาบและชั้นกรองละเอียด ยิ่งมีแผ่นกรองหลายชั้นซ้อนกันมากเท่าไร ก็ยิ่งได้ผลดีมากขึ้น เพราะคุณจะสามารถกรองอนุภาคได้หลากหลายขนาดมากขึ้น" บาร์ กล่าว และเสริมว่าระบบกรองอากาศลักษณะนี้มักมีความจุสูงกว่า ทำให้มีพื้นที่ผิวมากขึ้นในการดักจับอนุภาคหลายขนาด
ขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศอาจไม่ช่วยลดไมโครพลาสติกได้มากนัก งานวิจัยหนึ่งพบว่าไมโครพลาสติกสามารถสะสมอยู่บนเครื่องปรับอากาศ และอาจถูกกระจายไปทั่วห้องเมื่อเครื่องทำงาน เครื่องปรับอากาศที่แรง ๆ อาจเพิ่มการปล่อยไมโครพลาสติกจากสิ่งทอได้อีกด้วย โดยงานวิจัยในโคลอมเบียพบว่าห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ มีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกสูงกว่าห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลกระทบต่อสุขภาพ
ไมโครพลาสติกพบอยู่ในร่างกายของเราเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ไมโครพลาสติกเหล่านี้ทำเมื่อเข้าไปอยู่ภายในร่างกายนั้นยังไม่ชัดเจนนัก ไมโครพลาสติกบางส่วนอาจไปตกค้างอยู่ในชั้นเมือกที่บุทางเดินหายใจและถูกกำจัดออกไปโดยไม่เข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกาย อย่างไรก็ตาม บางส่วนอาจเคลื่อนที่ลึกเข้าไปได้ โดยงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาตัวอย่างเนื้อเยื่อมนุษย์หลายชนิดพบว่าความเข้มข้นของไมโครพลาสติกสูงที่สุดอยู่ในปอด
ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 20 ไมครอนสามารถก่อให้เกิดการอักเสบได้ ขณะที่อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนสามารถเข้าสู่ภายในเซลล์และสะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ ได้ อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ถูกกรองโดยจมูก แต่จะเดินทางลงไปถึงปอดและไปติดค้างอยู่ที่นั่น งานวิจัยหนึ่งในหนูพบว่าไมโครพลาสติกที่สูดดมเข้าไปสามารถเดินทางไปยังต่อมไทมัส ม้าม อัณฑะ ตับ ไต และสมอง ภายใน 3 วัน และก่อให้เกิดการอักเสบในหลายอวัยวะ
เอเดรียนบอกด้วยว่าไมโครพลาสติกในรูปของเส้นใยยังสามารถเดินทางลึกเข้าไปในร่างกาย ผ่านปอดเข้าสู่กระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง ซึ่งอาจรบกวนกระบวนการทางชีววิทยาของเซลล์ได้ เมื่อเทียบกับรูปร่างอื่น ๆ เส้นใยที่ยาวกว่ายังอาจคงอยู่ในร่างกายได้นานกว่า
"เส้นใยเป็นรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดเมื่อถูกสูดดมเข้าไป" เธอกล่าว "รูปร่างแบบเส้นใยช่วยเพิ่มการกักเก็บสารพิษ"
"ยิ่งเส้นใยมีความบางและมีขนาดเล็กโดยเฉลี่ยมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะแทรกซึมลึกเข้าไปในทางเดินหายใจและลึกเข้าไปในปอดมากขึ้นเท่านั้น" ไรต์ กล่าว
เธอระบุว่าจากสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับเส้นใยขนาดเล็กชนิดอื่น ๆ มิติในลักษณะนี้ถือเป็นปัญหา โดยอ้างอิงจากความรู้เกี่ยวกับเส้นใยแร่ เช่น แร่ใยหินหรือคาร์บอนนาโนทิวบ์ "เรารู้ว่าเส้นใยเหล่านั้น มีขนาดเล็กพอจะพุ่งลงไปถึงถุงลมที่ปลายสุดของทางเดินหายใจ เป็นสิ่งที่ก่อปัญหา"
ไรต์บอกว่าสำหรับเส้นใยไมโครพลาสติก ภาพรวมยังคงไม่ชัดเจนว่า "มันจะก่อให้เกิดผลกระทบแบบเดียวกันหรือไม่ หรือความที่มันมีความยืดหยุ่น ในขณะที่เส้นใยแร่มีความแข็งมาก จะทำให้ไมโครพลาสติกมีความเป็นพิษหรือเป็นอันตรายน้อยลงหรือไม่"
นอกเหนือจากศักยภาพในการรบกวนเนื้อเยื่อแล้ว ยังมีความกังวลว่าไมโครพลาสติกมักไม่ได้มาเพียงลำพัง พวกมันเป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรียหลากหลายชนิด และอาจพาสารปนเปื้อนอื่น ๆ มาด้วย มีการเสนอแนะว่าไมโครพลาสติกอาจทำหน้าที่เพิ่มความเป็นพิษของมลพิษอื่น ๆ ในสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และผลกระทบทั้งหมดของไมโครพลาสติกต่อร่างกายยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้
การแก้ไขวิกฤตมลพิษจากไมโครพลาสติกจำเป็นต้องทำมากกว่าการเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน ยังมีประเด็นด้านความยั่งยืนในภาพกว้างอีกมาก ตัวอย่างเช่น หากเปลี่ยนจากเส้นใยสังเคราะห์ในบ้านไปใช้เส้นใยธรรมชาติ ก็ต้องคำนึงถึงการใช้น้ำและที่ดินที่มากขึ้นจากการผลิตฝ้ายออร์แกนิก หรือหากเลือกเพิ่มการระบายอากาศในบ้านเพื่อพัดพาไมโครพลาสติกออกไป มลพิษนั้นก็เพียงถูกผลักออกไปสู่ภายนอกเท่านั้น หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและการลดการผลิตพลาสติกทั่วโลกจากระดับกว่า 460 ล้านตันต่อปี ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ปัจเจกบุคคลทำได้จึงยังมีข้อจำกัด
"มันยุ่งยากใช่ไหมล่ะ ?" ไรต์ ยอมรับ "เพราะในสถานการณ์แบบนี้ ฉันรู้สึกว่ามันคือการเลือกว่าจะสู้กับเรื่องไหน"
































