จักรพรรดิญี่ปุ่น : จาก “สับสน” สู่ “ซาบซึ้ง” ความทรงจำของเหยื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโอกินาวา
- Author, เรื่องโดย นพพร วงศ์อนันต์ บรรณาธิการ
- Role, ภาพโดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล ผู้สื่อข่าววิดีโอ
ชาวโอกินาวาผู้สูญเสียสมาชิกครอบครัวในสงครามเมื่อ 74 ปีก่อน เล่าถึงความประทับใจในพระจริยาวัตรของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ผู้เสด็จเยือนจังหวัดทางใต้ที่สุดของญี่ปุ่นถึง 11 ครั้ง นับตั้งแต่ทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารเมื่อปี 1975 ขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประชวรอย่างหนัก
"สมรภูมิโอกินาวา"
ทั่วโลกรับรู้ถึงความโหดร้ายของระเบิดปรมาณูที่สหรัฐอเมริกาทิ้งลงที่ จังหวัดฮิโรชิมาและนางาซากิ เมื่อ 6 ส.ค. และ 9 ส.ค. 1945 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 140,000 คน ใน ฮิโรชิมา และ 80,000 คนในนางาซากิ ทว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นขึ้นใน "สมรภูมิโอกินาวา" ระหว่าง 1 เม.ย. - 22 มิ.ย. 1945 ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน สถิติของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 200,656 คน แบ่งเป็น ทหารอเมริกัน 12,520 คน ทหารญี่ปุ่น 94,136 คน (เป็นทหารโอกินาวา 28,228 คน) และพลเรือนชาวโอกินาวา 94,000 คน (ราว 55,000 คน ได้รับอาวุธ เช่น ปืน ดาบ หรือ ลูกระเบิด จากทหารญี่ปุ่นไว้ใช้สู้กับทหารอเมริกัน)
เรียกได้ว่าราว 1 ใน 4 ของประชากรโอกินาวาทั้งหมดขณะนั้นต้องจบชีวิตลงเพราะสงครามนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากอาณาจักรริวกิวสู่จังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่น
โอกินาวาเดิม คือ "อาณาจักรริวกิว" อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นกว่า 200 ปี ตั้งแต่ปี 1609 มีความใกล้ชิดกับจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าญี่ปุ่น จนกระทั่งปี ค.ศ. 1868 เกิดการปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่น นำไปสู่การเปลี่ยนระบบการบริหารประเทศ ทำให้ริวกิวเปลี่ยนสถานะจากแคว้นมาเป็นจังหวัด กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มตัวในปี 1879 ซึ่ง ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย
ตั้งแต่ยึดมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ญี่ปุ่นสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ชาวเกาะโอกินาวามากมาย ตั้งแต่การบังคับยกเลิกการพูดภาษาถิ่น บังคับให้เปลี่ยนการปลูกข้าวมาผลิตน้ำตาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังสงคราม ความต้องการซื้อน้ำตาลลดลง เกษตรกรอดอยากจนต้องกินแป้งจากต้นสาคูเป็นอาหาร แต่ผลข้างเคียงคือ เกิดพิษต่อร่างกาย
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นไปตั้งกองบัญชาการอยู่ใต้ดินของปราสาทชูริ พระราชวังของอดีตกษัตริย์ริวกิว ทำให้ถูกกองทัพอเมริกันโจมตีจนเสียหายยับเยิน ต้องบูรณะใหม่ทั้งหมดหลังสิ้นสุดสงคราม
ญี่ปุ่นทุ่มสุดตัวในสนามรบโอกินาวา เพราะกลัวว่าถ้าอเมริกาชนะตรงนั้น การขึ้นฝั่งใหญ่จะทำได้ง่าย ดังนั้น แม้รู้ว่าแพ้สนามรบนี้ กองทัพญี่ปุ่นพยายามยื้อระยะเวลาการยอมแพ้ให้นานที่สุดเพื่อสร้างความสูญเสียให้กองทัพอเมริกันให้นานที่สุด โดยมีพลเรือนของโอกินาวาเป็นเป็นผู้รับเคราะห์
ในที่สุดเมื่อญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม ญี่ปุ่นได้ยอมยกโอกินาวาให้อเมริกาเข้ามาปกครอง จนกระทั่งปี 1972 ที่รัฐบาลอเมริกาส่งคืนให้รัฐบาลกลางญี่ปุ่น ฐานทัพของทหารอเมริกันก็ยังตั้งอยู่ที่โอกินาวาจนทุกวันนี้ ทว่ากฎหมายของญี่ปุ่น ไม่สามารถใช้บังคับกับทหารอเมริกันที่ทำผิดบนเกาะนี้ได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากพระเจ้า เป็น มนุษย์
ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่นที่อ้างว่าทำในนาม "สมเด็จพระจักรพรรดิ" ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบการปกครองของประเทศ แก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศให้สมเด็จพระจักรพรรดิกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญจากประเพณีความเชื่อที่ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิคือ "พระเจ้า"
การนำอุดมการณ์ประชาธิปไตยเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์มาใช้ ได้สั่นคลอนความเชื่อดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นจำนวนมาก ที่ครั้งหนึ่งถูกสอนให้เชื่อว่า สมเด็จพระจักรพรรดิคือ พระเจ้า ผู้มีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของประชาชนทุกคน ซึ่งสอดรับกับการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่นที่สามารถระดมผู้คนให้ยอมฆ่าตัวตายในสมรภูมิเพื่อสมเด็พระจักรพรรดิ

ที่มาของภาพ, Getty Images
"จนถึงวันสุดท้าย ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นจะชนะ เลยแปลกใจที่ญี่ปุ่นเสียหายขนาดนั้น ทั้งที่เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง" ทาเคฮิสะ อาราคาคิ ชาวโอกินาวาวัย 89 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย ที่สำนักงานของสวนสันติภาพนุสรณ์ (Peace Memorial Park) แห่งจังหวัดโอกินาวา ซึ่งเขาเป็นประธานกรรมการ
"ตอนนั้น ผมรู้สึกสับสน เหมือนถูกหลอกให้บูชาคนธรรมดาให้กลายเป็นพระเจ้า... ดูเหมือนทหารอ้างพระจักรพรรดิให้คนรักชาติ" อาราคาคิ ผู้สูญเสียพ่อที่เป็นหมอทหารไปในสมรภูมิโอกินาวาเล่าถึงความรู้สึกของเขาหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม
ชายชราที่ดูแข็งแรงกว่าวัยผู้นี้ กล่าวว่าสงครามเกิดในช่วงสมัยที่เขาเป็นนักเรียนมัธยม พ่อเขาจึงส่งเขาและสมาชิกครอบครัวรวม 7 คน ไปอยู่จังหวัดไอจิ ที่อยู่ระหว่างโตเกียวกับโอซากา เพื่อความปลอดภัย
ทว่าหลังเรียนหนังสือไปได้ 1 ปี เขาถูกส่งไปทำงานในโรงงานผลิตเครื่องบินรบใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ อยู่ราว 1 ปี ได้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีการรบของกองทัพที่เปลี่ยนจากบินเพื่อรอดกลายเป็นขับพุ่งชนศัตรูจนตัวตายหรือ รู้จักในนาม กามิกาเซ
"ในช่วงแรก การผลิตเครื่องบินก็ใส่ชิ้นส่วนครบถ้วนดี พอผลิตไปสักระยะ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็ใส่ไม่ครบ ทำให้รู้ว่า เครื่องบินเหล่านี้ ใช้เพื่อการพุ่งชนศัตรู"

ที่มาของภาพ, TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
จักรพรรดิที่เป็นคนธรรมดา
หลังสงครามสงบ อาราคาคิกลับมาโอกินาวาพร้อมข่าวการเสียชีวิตของพ่อและสมาชิกอื่น ๆ เขาร่ำเรียนจบจบมหาวิทยาลัยในโตเกียว แล้วกลับมารับราชการที่โอกินาวา ดูแลด้านงบประมาณของท้องถิ่น จนได้รับตำแหน่งสูงสุด คือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวา
ด้วยภาระหน้าที่ทางราชการ ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะถึง 5 ครั้ง จากการเสด็จเยือนโอกินาวารวม 11 ครั้งเขารับรู้ถึงความตั้งใจ ความเอาใจใส่ของพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะต่อชาวโอกินาวา
"สมเด็จพระจักรพรรดิองค์เก่า (ฮิโรฮิโตะ) ทำตัวเป็นพระเจ้า พวกเราถูกสอนว่าท่านเป็น พระเจ้า แต่องค์ปัจจุบัน (อะกิฮิโตะ) ไม่เคยทำตัวเป็นพระเจ้า เป็นคนธรรมดา... เข้าใจความรู้สึกของคนโอกินาวาว่าพวกเขาเป็นเหยื่อสงคราม รู้ว่าพวกเขาเคยถูกรัฐบาลใช้ แล้วทอดทิ้ง"
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกของญาติของเหยื่อสงครามจึงเปลี่ยนไป
"พระจริยาวัตรของพระองค์ขณะพูดคุยกับญาติของเหยื่อสงคราม ทรงอ่อนโยน และมักน้อมพระวรกายลงให้ระดับสายพระเนตรเท่ากับระดับสายตาของประชาชน ในขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ก่อน ไม่คุ้นชินกับการทำแบบนี้"
แล้วสิ่งที่จักรพรรดิอะกิฮิโตะทรงทำทั้งหมดเพื่อคนโอกินาวา เป็นการ "ไถ่บาป" ให้พระบิดาหรือไม่
อาราคาคิ ไม่ตอบคำถามนี้ แต่บอกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจประวัติศาสตร์โอกินาวาอย่างลึกซึ้ง แต่ยังสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของโอกินาวาอย่างถ่องแท้ และเข้าใจความรู้สึกของผู้สูญเสีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
จาก "ไม่รู้สึกอะไร" สู่ "สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ"
นาเอโกะ เทรุยะ หญิงชราวัย 83 ปี ดูแข็งแรงกว่าวัย เมื่อเธอยังขับรถไปไหนต่อไหนได้เอง เธอสูญเสียสมาชิกในครอบครัว 5 คน จากการทิ้งระเบิดโจมตีของทหารอเมริกันในสมรภูมิโอกินาวา และเกี่ยวข้องกับกิจกรรมช่วยเหลือเหยื่อสงคราม จนทำให้เธอเป็นประธานสมาคมญาติเหยื่อสงครามในจังหวัดโอกินาวาอยู่ 2 สมัย รวม 4 ปี เธอเพิ่งหมดวาระไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ด้วยบทบาททางสังคมของเธอ ทำให้เธอมีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะถึง 5 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดคือเมื่อปีที่แล้ว และถือเป็นครั้งสุดท้ายของพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ในรัชสมัยเฮเซ
"ตอนที่พระจักรพรรดิเฮเซยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ยุคโชวะ 62 ในปี 1987 ดิฉันมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ ท่านตรัสถามว่ามีใครในครอบครัวเสียชีวิตในสงคราม ฉันตอบว่า 5 คน คือ พ่อ ยาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว ท่านตรัสตอบว่าเผชิญความทุกข์มากนะ ขอให้จิตใจเข้มแข็งไว้นะ ตอนนั้นดิฉันไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ"

ที่มาของภาพ, TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
จากครั้งแรก สู่ครั้งที่สองในปี 1993 ที่มีความ "สับสน"
"ถ้าบอกว่า ยินดีที่ได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิ ก็คงเป็นการพูดโกหก มีความรู้สึกที่สับสนมาก อดคิดไม่ได่ว่า ทำไมสงครามต้องเกิดขึ้น ทำไมพระจักรพรรดิไม่สามารถยับยั้งสงครามได้... พอสงครามสิ้นสุดไปหลายปี ก็มาบอกคำว่า ประสบความทุกข์กับคนที่ประสบทุกข์จริง ๆ ...จะบอกว่าดีใจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องบอกว่าสับสนด้วย"
ไม่เพียงความสูญเสียของครอบครัวที่ได้จากทหารอเมริกันที่ทิ้งระเบิดลงมาจนทำให้สมาชิกครอบครัวทั้งห้าของเธอ เสียชีวิตต่อหน้าเธอ แต่ยังรวมถึงความโหดร้าย เจ้าเล่ห์ของทหารญี่ปุ่นที่มีต่อพลเรือนโอกินาวาด้วย
"ตอนนั้น ดิฉันนั่งกับพื้น เศษเนื้อและเลือดของคนตายกระเด็นมาเต็มหน้าตักดิฉัน พอเห็นแบบนี้ ฉันก็คิดว่าตัวเองโดนระเบิดด้วย ดิฉันจึงสลบไป คุณแม่จึงตะโกนเรียกชื่อลูกเสียงดัง นาเอโกะ นาเอโกะ พอได้ยินเสียงแม่เรียก ฉันก็ฟื้นขึ้น พอได้สติแล้ว แม่ก็รีบเอาเศษเนื้อ และเลือด ออกจากตัวฉัน"
เธอขยายความถึงทหารญี่ปุ่นว่า ชอบอ้างกับพลเรือนว่า ถ้าถูกทหารอเมริกันจับตัว จะถูกยึดเสบียงไป ทหารญี่ปุ่นจึงเอาเสบียงติดตัวของพวกเราไป ซึ่งมีแค่ ข้าวและน้ำตาลเล็กน้อย
ซาบซึ้ง
เทรุยะ เข้าเฝ้าครั้งที่ 4 ปี 2012 ครั้งนี้ ความรู้สึกของเธอเป็นบวกมากขึ้น
"พระองค์ให้ดิฉันแนะนำตัวก่อน ดิฉันก็แนะนำตัวว่า เป็นประธานสมาคมญาติเหยื่อสงคราม เคยเข้าเฝ้าท่าน เมื่อตอนเป็น หน.แผนกเยาวชนของสมาคคม พระจักรพรรดินี ก็ทรงจำดิฉันได้ ตอนนั้น พระจักรพรรดิขอให้ ญาติเหยื่อสงครามทั้งหลายที่มีอายุมาก ขอให้รักษาสุขภาพ ครั้งนี้รู้สึกซาบซึ้งจากครั้งแรก ๆ ที่รู้สึกสับสน... ตอนนี้ ก็ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระจักรพรรดิ และอยากขอบคุณ"
ความคาดหวังต่อรัชสมัยเรวะ และจักรพรรดิองค์ใหม่
เทรุยะบอกว่า แม้อายุมากขนาดนี้ เธอยังอยากเล่าความจริงให้ลูกหลานได้ฟังถึงความร้ายกาจของสงคราม ที่เป็นเหมือนนรก ทำร้ายจิตใจคน
"จิตใจดิฉันถูกทำลาย เห็นศพจำนวนมาก เมื่อเห็นศพ หรือ คนเจ็บ ไม่ได้สงสารเขาเลย...คิดแต่ว่า ไม่อยากตายเหมือนพวกเขา จากประสบการณ์ดิฉันคิดว่า สงครามทำให้คนสูญเสียจิตใจความเป็นมนุษย์ไป คนฆ่ากันในสงครามเพราะไม่มีจิตใจเป็นมนุษย์แล้ว"
เธอหวังว่า ในรัชสมัยเรวะ ซึ่งมีความหมายถึง สันติภาพ จะเป็นยุคที่ไม่มีสงครามทั้งในญี่ปุ่นและทั้งโลก

ที่มาของภาพ, TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
แล้วบทบาทของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระองค์ใหม่ ต่อชาวโอกินาวาจะเป็นอย่างไร
ดร. คุราโยชิ ทาคาระ ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งมหาวิทยาลัยริวกิว กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะทรงทำไว้ให้กับชาวโอกินาวา จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงดำเนินต่อไป
"พระองค์เสด็จโอกินาวาร่วมกับพระบิดาหลายครั้ง และได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่พระบิดาได้ทำไว้ อีกทั้งพระองค์ยังเป็นนักประวัติศาสตร์ที่สนใจเรื่องโอกินาวา ผมเชื่อว่าพระองค์จะให้ความสนใจและใส่ใจต่อชาวโอกินาวาต่อไป"









