จอห์น อัลเลน โช: เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญ?
- Author, กาเรธ อีวานส์ และ โรแลนด์ ฮิวจ์ส
- Role, บีบีซี นิวส์
เมื่อ จอห์น อัลเลน โช ชาวอเมริกันถูกสังหารโดยชนเผ่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนเผ่าหนึ่งในอินเดียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผู้คนกลับมาให้ความสนใจชนเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลและตัดขาดกับโลกภายนอกอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ทางการในอินเดีย บอกว่า โช เป็นมิชชันนารี หรือผู้เผยแพร่ศาสนา ที่ต้องการจะทำให้ชนเผ่าเซนทิเนลที่อยู่แถบหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ หันมานับถือศาสนา
แต่ชาวเซนทิเนล ซึ่งหวาดกลัวคนภายนอก ได้ทำร้ายโชด้วยธนูและลูกศร
องค์กรที่สนับสนุนชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอก อย่าง เซอร์ไววัล อินเตอร์เนชั่นแนล (Survival International) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ บอกว่า การสังหารโช ควรจะเป็นการย้ำเตือนว่า ชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากโลกภายนอก
นักมานุษยวิทยาคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้คนเข้าใจผิดว่า ทุกชนเผ่าต่างก็มีชีวิตที่ "สั้น, ป่าเถื่อน และอันตราย" เหมือนกันหมด
ความจริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเคยเน้นย้ำถึงบทเรียนหลายอย่างที่โลกที่พัฒนาแล้วสามารถเรียนรู้ได้จากชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญเหล่านี้ นี่คือบทเรียนบางส่วน
คุณไม่อาจมีสันติภาพได้ ถ้าปราศจากความเท่าเทียม

ที่มาของภาพ, AFP
ชาวปิอาโรอา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 14,000 คน อาศัยอยู่ใกล้กับแม่น้ำโอริโนโก (Orinoco River) ในรัฐอามาโซนัส ของเวเนซุเอลา
เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?
เป็นไปได้ที่จะมีชีวิตที่มีความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ และทำให้เกิดสังคมที่สงบสันติขึ้น
ชนเผ่านี้เป็นชนเผ่าที่เป็นอนาธิปไตย ไม่มีรัฐบาล ไม่มีรัฐ มีเพียงปัจเจกบุคคลและความต้องการทำสิ่งที่ตัวเองพอใจ
ชาวปิอาโรอา ไม่ยอมรับความรุนแรง และไม่ลงโทษเด็กทางร่างกาย พวกเขาเชื่อว่า สันติภาพเกิดขึ้นได้ด้วยการปฏิเสธแนวคิดการเป็นเจ้าของ, การแข่งขัน, ความโอหัง และความโลภ
ไม่มีการเล่นกีฬา, ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน, ไม่มีใครออกคำสั่งให้ใครทำงานได้ และมีการให้ความสำคัญอย่างมากกับการเรียนรู้จากผู้อื่น แต่การเชื่อฟังผู้อาวุโส ซึ่งทำให้สังคมมีลำดับชั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะไม่เท่าเทียมกัน
แนวคิดเรื่องปัจเจกชนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่การให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่ได้สนับสนุนความเห็นแก่ตัว มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะเลือกทำอะไร ทำอย่างไร และทำเมื่อไหร่ พวกเขาไม่ได้ตัดสินการกระทำของคนอื่น
ในบทความปี 1989 ศาสตราจารย์โจอันนา โอเวอริง จากสหรัฐฯ เขียนว่า "แต่ละวัน ชาวปิอาโรอา จะแสดงสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง และสิทธิ์ในการเป็นอิสระจากการถูกครอบงำในเรื่องต่าง ๆ แก่กันและกัน อย่างเช่น การพักอาศัย, การทำงาน, การพัฒนาตัวเอง และแม้แต่การแต่งงาน"

ที่มาของภาพ, AFP
เพราะว่านี่คือสังคมของการเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ ชายและหญิงจึงมีสถานะเช่นเดียวกัน
ใครที่พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นชายชาตรี อย่างเช่น นักล่าจะถูกมองว่าน่าสมเพช และขาดการควบคุมตัวเอง
ความคิดของการเติบโตเป็นผู้ชาย ไม่มีอยู่จริง ศาสตราจารย์โอเวอริง เขียนว่า "หนุ่มน้อยชาวปิอาโรอาไม่ได้เห็นว่าความเป็นผู้ชายนั้นเป็นสิ่งดีงามที่ทำให้ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง"
"ผู้หญิงแต่ละคนเป็นผู้กำหนดการเจริญพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งเธอเพียงผู้เดียวมีสิทธิ์นี้ ชุมชนไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายต่อทายาทของเธอ สามีของเธอก็ไม่มีสิทธิ์ ถ้าทั้งสองหย่าขาดจากกัน"
คุณต้องหาท่วงทำนองของตัวเอง

ที่มาของภาพ, Gill Conquest / Jerome Lewis
ชาวบายากา (Bayaka) เป็นกลุ่มของนักล่าที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตป่าฝนของแอฟริกากลาง
เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?
คุณต้องหาพื้นที่ของตัวเองในสังคม
สำหรับชาวบายากา ดนตรีสร้างตัวตนส่วนหนึ่งของพวกเขา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า รูปแบบดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของพวกเขาด้วย
"ดนตรีที่ชาวบายาการ้องเป็นการประสานเสียง ซึ่งหมายความว่า สมาชิกแต่ละคน...จะร้องด้วยท่วงทำนองต่างกันและเมื่อนำมารวมกันจะเกิดเป็นบทเพลงขึ้น" เจอโรม ลูอิส นักมานุษยวิทยาซึ่งศึกษากลุ่มชนเผ่านี้มานานกว่า 20 ปีกล่าว
เขาบอกว่า การที่แต่ละคนร้องท่วงทำนองของตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบายากาให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกบุคคลอย่างมาก
"มันฝึกให้คุณแตกต่างและสังคมแบบนี้ให้คุณค่ากับความเป็นอิสระสูงมาก" เขาอธิบาย "เมื่อเด็กเดินได้เมื่อไหร่ พวกเขาก็มีอิสระในการตัดสินใจว่าจะไปนอนที่ไหน กับใครได้เอง"
"คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้ใครทำอะไรให้คุณ"
แต่เมื่อไม่มีผู้นำ และเมื่อทุกคนเป็นปัจเจกชนได้อย่างเสรี ชาวบายากาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร? คำตอบก็อยู่ในดนตรีนั่นเอง
"การร่วมร้องเพลงรูปแบบนี้ เป็นการสอนให้คนรู้จักประสานงานกันในชีวิตประจำวัน" นายลูอิส อธิบาย
"คุณต้องดึงท่วงทำนองของตัวเองไว้ ขณะที่คนอื่นร้องท่วงทำนองที่แตกต่าง" เขากล่าว "เพื่อให้มีการประสานกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องทำอะไรที่แตกต่าง"
"นี่คือความเป็นอิสระในตัวเอง ที่ทำให้ผู้คนเข้าใจถึงความต้องการของผู้อื่น และสิทธิ์ที่จะแตกต่าง"
ชีวิตทันสมัย ร่างกายที่ทันสมัย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชาวยาโนมามี ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตป่าฝนทางตอนเหนือของบราซิลและตอนใต้ของเวเนซุเอลา อาจช่วยให้เราเข้าใจร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้น
เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?
การวิจัยในชนเผ่านี้ ซึ่งแปลกแยกจากโลกภายนอกมาจนถึงช่วงทศวรรษ 1950 ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับ ชีวิตที่ทันสมัยกำลังทำให้มนุษย์เปลี่ยนไปได้อย่างไร?
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การศึกษาในปี 2015 ได้สำรวจจำนวนชนเผ่ายาโนมามี และพบว่า พวกเขามีแบคทีเรียอยู่หลากหลายชนิดมากที่สุดเท่าที่เคยพบในคน รวมถึงชนิดที่ไม่เคยพบในมนุษย์มาก่อนด้วย
พวกเขาบอกว่า นั่นแสดงให้เห็นว่า การกินอาหารแบบสมัยใหม่, ยาปฏิชีวนะ และสุขอนามัย อาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในร่างกายคนลง
โฆเซ เคลเมนเต หนึ่งในผู้เขียนผลการศึกษา กล่าวกับ หนังสือพิมพ์ โทรอนโต สตาร์ (Toronto Star) ในขณะนั้นว่า "บางที แม้แต่การทำอะไรแบบสมัยใหม่เพียงน้อยนิด ก็อาจส่งผลทำให้ความหลากหลายของเชื้อแบคทีเรียลดลงได้อย่างมาก"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "แต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนเป็นไปเป็นคนตะวันตก เราดูเหมือนจะสูญเสียความหลากหลายลงไปจำนวนหนึ่ง"
การศึกษานี้ยังระบุเกี่ยวกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการดื้อยาปฏิชีวนะด้วย
หลายปีที่ผ่านมา บุคลากรในวงการแพทย์ได้เตือนว่า การใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด กำลังทำให้การติดเชื้อรักษาได้ยากขึ้น เพราะทำให้เกิดเชื้อซูเปอร์บั๊ก ที่ต้านทานยา
การศึกษานี้พบว่า ชาวยาโนมามี มียีนส์ดื้อยาปฏิชีวะที่ไม่เคยพบมาก่อน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยรับยาปฏิชีวนะเลย
เป็นหลักฐานที่แสดงว่า แบคทีเรียในร่างกายคนเราสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะได้อยู่แล้ว ก่อนที่ยาปฏิชีวนะจะเข้าไปจัดการกับเชื้อเหล่านี้ด้วยซ้ำ
ช้า ๆ ใจเย็น ๆ

ที่มาของภาพ, Mark Plotkin
ดร. มาร์ก พล็อตคิน ใช้เวลา 35 ปี ในการศึกษาวิธีที่ชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลความเจริญทั่วภูมิภาคแอมะซอนใช้พืชเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์
เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพวกเขา?
ชีวิตที่ช้าลง เป็นชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
นอกเหนือจากการค้นพบทางการแพทย์ (ดร. พล็อตคิน บอกว่า ปัญหาในการเดินของเขา ซึ่งแพทย์ชาวอเมริกันจำนวนมากรักษาไม่ได้ ได้รับการรักษาให้หายขาดโดยหมอผีแอมะซอน) ดร. พล็อตคิน บอกว่า มีหลายเรื่องที่เขาเรียนรู้จากรูปแบบการใช้ชีวิตของชุมชนที่อยู่ห่างไกลความเจริญเหล่านี้
"สิ่งที่เราพบคือ ผู้คนไม่มีความเครียด ไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีอาการนอนไม่หลับ และพวกเขาใช้เวลาอยู่กับครอบครัว"
"เราอาจยังไม่พร้อมที่จะเลิกใช้ไอโฟนและไอแพด และเลิกกินอาหารไทยอีกต่อไป แต่บทเรียนชีวิตบอกเราชัดเจนว่า ไปช้า ๆ อย่าเสียเวลากับความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่คุณไม่อาจทำอะไรได้ ผมพยายามใช้ชีวิตของผมไปตามแนวทางนี้"
ดร. พล็อตคิน ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสนับสนุนทีมอนุรักษ์แอมะซอน กล่าวว่า ขณะที่มีเรื่องราวจำนวนมากที่ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเรียนรู้ได้จากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายกว่า เขาได้เตือนว่า
"มีความเสี่ยงสำหรับเราในการให้คุณค่ามันมากเกินไป เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการศรัทธาพระเยซู และเชื่อว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล หรือการย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง และคิดว่า คุณจะมีรถ 2 คัน มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง"
"อย่าให้คุณค่ากับวิถีชีวิตของพวกเขามากเกินไป แต่ให้เรียนรู้จากมัน เช่นเดียวกัน มีข้อดีมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้ได้จากศาสนาในโลกตะวันตก"
"เราไม่ควรให้คุณค่ากับชนพื้นเมืองมากเกินไป เช่นเดียวกัน เราก็ไม่ควรเห็นว่า มิชชันนารี อย่าง [จอห์น อัลเลน โช] เป็นคนชั่วร้าย"











