รักข้ามขอบฟ้าเวียดนาม-เกาหลีเหนือ

ที่มาของภาพ, Pham Ngoc Canh
ครั้งแรกที่รี ยอง ฮุย หญิงชาวเกาหลีเหนือ ได้พบหน้าฟาม ง็อก คาน ชายที่กลายมาเป็นสามีของเธอนั้น เขายังเป็นนักศึกษาหนุ่มน้อย อายุ 18 ปี กำลังเรียนวิชาเคมี ที่เดินทางจากเวียดนามไปยังเมืองฮัมฮุง ของเกาหลีเหนือ เมื่อปี 1967
ทั้งสองตกหลุมรัก และพบกันอีกครั้งในปี 1971 แต่กว่าจะได้แต่งงานกันเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2002 เรื่องราวความรักของคู่รักที่ต้องอยู่ห่างไกลกันนานถึง 30 ปีคู่นี้ เป็นที่จดจำของคนในเวียดนาม
รี เป็นพลเมืองหญิงชาวเกาหลีเหนือคนเดียวเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตจากผู้นำสูงสุดให้แต่งงานกับชายชาวเวียดนามได้
ก่อนวันวาเลนไทน์ปี 2018 นี้ ผู้สื่อข่าวบีบีซีมีโอกาสได้พูดคุยกับรีและฟาม จากบ้านพักในกรุงฮานอย

"ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบเวียดนามไปหมด เพราะที่นี่คือเวียดนาม เข้าเมืองตาหลิ่ว คุณก็ต้องหลิ่วตาตาม ไม่มีการทำอะไร "แบบเกาหลี" ที่นี่ เพราะมีฉันที่เป็นคนเกาหลีเหนืออยู่คนเดียว"
เมื่อเดินทางถึงเวียดนาม รีเริ่มเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งก็ช่วยให้เธอใช้ชีวิตประจำวันและพูดคุยกับครอบครัวของสามีได้
เธอบอกกับบีบีซีว่า "ตอนนี้ฉันควรจะคุยกับผู้หญิงเวียดนามที่มีอายุพอ ๆ กับฉันได้แล้ว แต่มันไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะฉันพูดเวียดนามไม่คล่อง ฉันคิดถึงประเทศของฉันและอยากจะกลับบ้าน แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันก็ทิ้งเขาไปไม่ลง"
ผู้สื่อข่าวแผนกภาษาเวียดนามของบีบีซีไปที่แฟลตของรีในกรุงฮานอย ตอนที่สถานีโทรทัศน์เวียดนามกำลังถ่ายทอดสดการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองพยองชาง ของเกาหลีใต้

นับตั้งแต่จากบ้านเกิดที่เมืองฮัมฮุงมาหลายปี รี มีโอกาสเดินทางกลับไปเกาหลีเหนือเพียงสองครั้ง การได้ดูการแข่งขันกีฬาของนักกีฬาเกาหลีเหนือ และการแสดงดนตรีเกาหลีเหนือ ทางโทรทัศน์ในเวียดนามแบบนี้ เป็นโอกาสพิเศษสำหรับรี
"ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อไหร่ที่ได้ยินเสียงเพลงอารีรัง (เพลงพื้นบ้านเกาหลี) ทำให้ฉันน้ำตารื้น คิดถึงบ้าน หัวใจฉันสั่นระรัวเมื่อได้ยินเสียงเพลงอารีรัง (ในงานโอลิมปิก) ทางโทรทัศน์ (ในเวียดนาม)"
ไกลกาย ใกล้ใจ
ฟาม ง็อก คาน ตกหลุมรักรีตั้งแต่แว่บแรกที่เขามองลอดประตูห้องแล็บในเมืองฮัมฮุง และเห็นเธอนั่งทำงานอยู่ในนั้น ฟามตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้
แต่หลังจากที่เขาเดินทางกลับไปกรุงฮานอย ในปี 1973 คนทั้งสองก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก เพราะชาวเกาหลีเหนือไม่ได้รับอนุญาต ให้เดินทางออกนอกประเทศ และไม่อาจติดต่อกับชาวต่างชาติได้
รีไม่เคยลืมอุปสรรคความรักที่ต้องเผชิญ
"ฉันเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา และรู้ทันทีเลยว่าเขารักฉัน ฉันเองก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบเหมือนกันค่ะ"
"ฉันไม่เคยรักใครมาก่อนที่จะพบเขา ฉันเองก็ชอบเขาค่ะ เขาหล่อมาก และใจดีกับฉันด้วย"
รีไม่เคยคิดว่าเธอและเขาจะกลายมาเป็นคู่รักกัน
"ตอนที่เขาเดินทางกลับไปบ้าน เวียดนามยังอยู่ในห้วงสงคราม ก่อนที่เขาจะกลับไป เขาบอกให้ฉันรอ เขาจะกลับมาหาฉัน ตอนนั้นฉันไม่เชื่อเขา"
แต่จริง ๆ แล้วตอนที่ฟาม เดินทางกลับไปยังเกาหลีเหนือในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 2 วัน ในปี 1978 เขาบอกกับเธอว่า "วันหนึ่งเราจะได้อยู่ด้วยกัน ขอให้รอจนถึงวันนั้น"
รีเล่าว่า "ฉันตอบเขาไปว่า เมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง? ฉันคงจะแก่เสียแล้ว แต่เขาบอกกับฉันว่า "คุณจะยังเป็น รี ยอง ฮุย ของผม ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม"
สิ่งที่ฟามทำได้ตลอด 30 ปี ถัดมาจากนั้นก็คือเขียนจดหมายรัก ซึ่งบางฉบับเขาต้องใช้ล่ามช่วยแปล แต่จดหมายทั้งหมดที่ส่งไปนั้น ไม่เคยได้รับการตอบกลับ

ที่มาของภาพ, Pham Ngoc Canh
ฟามเดินทางกลับไปทำงานในฐานะล่ามในเกาหลีเหนืออีกหลายครั้ง และเฝ้าถามหารีอยู่เสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้รับการบอกกล่าวว่ารีได้แต่งงานไปแล้ว และอีกครั้งหนึ่งมีคนบอกเขาว่ารี เสียชีวิตไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฟามหมดหวัง
ท้ายที่สุดแล้ว ความฝันของฟามก็เป็นจริง ด้วยความช่วยเหลือของผู้นำเวียดนามที่เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือและพบกับนายคิม จอง อิล เมื่อปี 2001 ขณะนั้นรัฐบาลเกาหลีเหนือยินยอมให้รี ยอง ฮุย ออกเดินทางจากเมืองฮัมฮุง ไปยังเวียดนามและแต่งงานกับชายที่เธอรักได้
ทั้งสองจัดงานแต่งงานกันอย่างเรียบง่าย ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2002 ขณะนั้นรีมีอายุ 55 ปี เธอสวมฮันบก ชุดประจำชาติเกาหลีในงานแต่ง ซึ่งไม่มีใครจากครอบครัวของเธอมีโอกาสได้มาร่วมงานเลย ส่วนฟาม ง็อก คาน มีเพื่อน ๆ และคนในครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดี
นับแต่นั้นมา คนทั้งสองก็ตั้งรกรากอยู่ในกรุงฮานอย ซึ่งรี ทำงานเป็นครูสอนภาษาเกาหลี

ปัจจุบันฟาม เกษียณอายุจากงานวิศวกรที่เคยทำ แต่เขายังคงเล่นกีฬา และก่อตั้งสมาคมนักขี่จักรยานฮานอย
การมาอยู่ในกรุงฮานอยอาจจะทำให้รีมีชีวิตที่ดีกว่าอยู่ในเมืองฮัมฮุง แต่ก็ใช่ว่าจะสะดวกสบาย เพราะทั้งฟามและรี อาศัยอยู่ในแฟลตเล็ก ๆ บนตึกสูงแห่งหนึ่งในกรุงฮานอย เขาต้องแบ่งพื้นที่บางส่วนของแฟลตให้เช่าเพื่อให้มีรายได้ เพราะลำพังเงินบำนาญที่ได้รับเดือนละประมาณ 5,300 บาท นั้นไม่เพียงพอ
รีเองยอมรับว่าสถานภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ยากลำบาก ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเวียดนาม และอุปสรรคเรื่องภาษา แต่เชื่อว่าวันหนึ่งอุปสรรคจะผ่านพ้นไป "อย่างที่เราเคยก้าวข้ามมันมาได้"









