ทำไมเสียงของเราเปลี่ยนไป เวลาพูดภาษาต่างประเทศ ?

นักภาษาศาสตร์บอกว่าร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของเราเอง สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักภาษาศาสตร์บอกว่าร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของเราเอง สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้
    • Author, จูเลีย กรานชี
    • Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล

หากคุณพูดภาษาต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งภาษาขึ้นไป ในบางครั้งคุณอาจสังเกตเห็นว่า เสียงพูดของตัวเองเปลี่ยนไป ในเวลาที่กำลังพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่

จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองนั้น สามารถได้ยินกับหูอย่างชัดเจนว่า ตนเองมีเสียงสูงขึ้นเมื่อพูดภาษาอังกฤษ แต่จะแผ่วเบาลงและนุ่มนวลมีจังหวะจะโคนเมื่อพูดภาษาฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะพูดเร็วขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา เมื่อต้องพูดภาษาสเปน

ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ราวกับว่า แต่ละภาษาได้ขับเน้นบุคลิกภาพแต่ละด้านที่แตกต่างกันของผู้เขียน ให้แสดงออกมาเมื่อต้องพูดภาษานั้น ๆ เหล่านักภาษาศาสตร์บอกว่า ประสบการณ์ข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไปเอง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของคนเรา สามารถจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้

"มันไม่ต่างจากการเล่นละคร เพราะเราได้รับเอาบุคลิกลักษณะของชุมชนที่พูดภาษานั้นมา แล้วสร้างตัวตนใหม่อีกรูปแบบหนึ่งของเราขึ้นในภาษานั้น เรายังคงเป็นตัวเราเอง แต่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว" ดร.อนา เปาลา เปตริอู เฟร์เฮรา เองเกลแบรต์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสหพันธ์สาธารณรัฐแห่งปารานา (UTFPR) ของบราซิลกล่าว

ก่อนหน้านี้ ดร.เองเกลแบรต์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า เหตุใดเสียงของคนเราจึงฟังดูเหมือนเปลี่ยนไป เมื่อเปลี่ยนภาษาที่พูด รวมทั้งเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้สึกดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ที่บิดเบือนเท่านั้น โดยงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอ

ดร.เองเกลแบรต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ละภาษามีทัศนียภาพของเสียง (soundscape) หรือมีเสียงต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบในบริบทหรือสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน "ยกตัวอย่างเช่นภาษาเยอรมัน ซึ่งเน้นใช้ส่วนหลังของช่องทางเดินเสียงในลำคอสร้างเสียงขึ้น ทำให้ภาษาเยอรมันฟังดูห้วนและแข็งกระด้างกว่าภาษาอื่น ส่วนภาษาฝรั่งเศสนั้นเกิดจากส่วนหน้าของช่องทางเดินเสียงมากกว่า ทั้งยังมีเสียงสระที่เกิดจากการห่อปาก ทำให้คนที่พูดภาษาฝรั่งเศสชอบห่อปากและทำปากยื่นอยู่ตลอดเวลา"

เสียงเปลี่ยนไปได้อย่างไร

การที่เราจะเปล่งเสียงออกมาอย่างไร หรือผู้คนจะได้ยินเสียงของเราเป็นแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา, วัฒนธรรม, และบริบทแวดล้อมต่าง ๆ

กำเนิดของเสียงนั้นมาจากการสั่นของเส้นเสียง แล้วจึงถูกขยายให้ดังขึ้นในช่องทางเดินเสียงในลำคอ ก่อนจะถูกแปลงให้มีลักษณะของเสียงที่ต่างกันออกไปด้วยลิ้น, ริมฝีปาก, และช่องปากทั้งหมด จนกลายเป็นเสียงพูดที่เราเปล่งออกมาในที่สุด

เฮนาตา อาเซเวโด นักอรรถบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขฟื้นฟูการพูด จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐแห่งเซาเปาลู (UNIFESP) ของบราซิล บอกว่า "กระบวนการทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยระบบประสาทส่วนกลาง และได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ หากเรารู้สึกตื่นเต้น, วิตกกังวล, หรือโศกเศร้า เสียงของคนเราจะเปลี่ยนไปด้วย"

นอกจากนี้ประวัติการศึกษา, ภูมิภาคที่อยู่อาศัย, และวัฒนธรรมของสังคมที่คนผู้นั้นเป็นสมาชิกอยู่ ล้วนมีอิทธิพลต่อการพูดด้วยเช่นกัน "แต่ละภาษามีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นภาษาอังกฤษมีหน่วยเสียงหรือโฟนีม (phon eme) ที่ไม่มีอยู่ในภาษาโปรตุเกส ส่วนภาษาโปรตุเกสนั้น ก็มีหน่วยเสียงที่ไม่ปรากฏในภาษาอังกฤษเช่นกัน" อาเซเวโดกล่าว

นักอรรถบำบัดชาวบราซิลผู้นี้ยังบอกอีกว่า ลักษณะทางเสียงที่อยู่เหนือหน่วยเสียงพื้นฐาน (prosody) เช่นแบบแผนของจังหวะ, ท่วงทำนอง, และระดับเสียงสูงต่ำนั้น ยังต่างกันออกไปในแต่ละภาษาด้วย "บทสนทนาที่โต๊ะอาหารค่ำของชาวอิตาลีนั้น ออกจะเสียงดังสะดุดหูยิ่งกว่าของชาวญี่ปุ่นในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่คนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน ก็ยังเปล่งเสียงพูดไม่เหมือนกัน เนื่องจากความแตกต่างทางบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าแต่ละคนจะพูดเร็วช้าแค่ไหน, เปล่งเสียงอย่างไร, ใช้ท่าทางประกอบการพูดด้วยหรือไม่"

นักวิจัยบอกว่ามนุษย์สามารถปรับเสียงให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่แต่ละภาษากำหนดได้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยบอกว่ามนุษย์สามารถปรับเสียงให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่แต่ละภาษากำหนดได้

ดร.เองเกลแบรต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกเสียงพูดของคนเรายังถูกกำหนดด้วยบริบทแวดล้อม และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม "เมื่อเราพูดภาษาต่างประเทศ ก็มักจะพูดภายใต้บริบทหรือสถานการณ์แบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมันจะส่งผลต่อการออกเสียงพูดของเราอย่างมาก...ในกรณีของตัวเองแล้ว ฉันมักจะใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ดังนั้นฉันจึงมีน้ำเสียงในการพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งต่างจากน้ำเสียงที่ใช้พูดกับคนในครอบครัวอย่างมาก วัตถุประสงค์, กาลเทศะ, และบทบาททางสังคม ล้วนเป็นตัวกำหนดเสียงพูดของเราทั้งสิ้น"

ดร.เองเกลแบรต์ ยังได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องดังกล่าว โดยบันทึกเสียงชาวบราซิลขณะพูดภาษาโปรตุเกสและภาษาอังกฤษ เมื่อพวกเขาอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งมีทั้งเสียงตอนที่อ่านข้อความ และเสียงในตอนที่พูดอย่างอิสระ

ผลปรากฏว่าเกิดความแตกต่างในการออกเสียงพูด ระหว่างสองภาษาข้างต้นอย่างชัดเจน โดยในตอนที่พูดภาษาโปรตุเกส ผู้เข้าร่วมการทดลองโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง จะมีน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น รวมทั้งพูดด้วยน้ำเสียงที่ลื่นไหลไม่หนักแน่นนัก ในขณะที่ตอนพูดภาษาอังกฤษ พวกเขากลับมีโทนเสียงต่ำลง และเน้นเสียงอย่างชัดเจนหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม

ผู้เข้าร่วมการทดลองหญิงบางคน ถึงกับเน้นออกเสียงพยางค์สุดท้ายของประโยค จนฟังดูคล้ายสิ่งที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ในภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน ทั้งที่ตามปกติแล้วพยางค์สุดท้ายนี้มักจะไม่ออกเสียง หรือออกเสียงเพียงแผ่วเบาเหมือนกระซิบกระซาบเท่านั้น

ในการทดลองขั้นต่อไป ดร.เองเกลแบรต์ได้เปิดเสียงที่บันทึกไว้ เพื่อให้คนที่พูดได้สองภาษาทั้งอังกฤษและโปรตุเกสลองฟังดู ซึ่งผลปรากฏว่า คนกลุ่มนี้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงได้ทันที ไม่เพียงแต่จะบอกได้ว่า น้ำเสียงมีการเปลี่ยนแปลงแบบสูงขึ้น, ต่ำลง, นุ่มนวลขึ้น, หรือหนักแน่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังบอกได้ด้วยว่า น้ำเสียงที่พูดมีบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลแฝงอยู่ด้วย เช่นเสียงฟังดูตื่นเต้น, สงวนท่าที, มั่นอกมั่นใจ, หรือหวาดระแวง

ดร.เองเกลแบรต์ สรุปผลการทดลองข้างต้นว่า ปรากฏการณ์ที่น้ำเสียงเปลี่ยนไปเมื่อพูดภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยที่แต่ละคนอาจคิดไปเอง แต่เป็นเรื่องภววิสัยที่สามารถสังเกตเห็นและตรวจวัดได้ ทั้งยังได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมามากมาย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างชาวบราซิลที่พูดได้สองภาษา ซึ่งจะปรับเสียงของตนเวลาพูดภาษาอังกฤษ ให้สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของชาวอเมริกันมากขึ้น โดยลดระดับเสียงให้ทุ้มต่ำลง ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นมีพลัง และมีความมั่นใจชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.เองเกลแบรต์กล่าวเตือนไว้ด้วยว่า การศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ยังไม่แพร่หลายนักในแวดวงวิทยาศาสตร์ ทำให้ยังคงมีคำถามมากมายที่ยังตอบไม่ได้ว่า ผู้คนเรียนรู้และซึมซับจังหวะจะโคน, การเน้นเสียงสูงต่ำ และการแสดงออกด้วยน้ำเสียงในภาษาที่สองได้อย่างไร

เติบโตในครอบครัวสองภาษา

แม้แต่คนที่ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่พูดสองภาษาตั้งแต่ยังเล็ก ก็ยังมีน้ำเสียงต่างกันเล็กน้อยในเวลาที่กำลังพูดภาษาใดภาษาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ดร.เองเกลแบรต์แสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า น้ำเสียงจะต่างกันได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการนิยามความหมายของคำว่า "สองภาษา" (bilingual) ซึ่งมีอยู่หลายนิยามด้วยกัน

"ผลวิจัยจากยุคทศวรรษ 1990 พบว่าผู้ที่พูดได้สองภาษาทั้งกาตาลาและสเปนนั้น แม้ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนน้ำเสียงระหว่างภาษาทั้งสองเท่าใดนัก แต่ก็จะมีภาษาใดภาษาหนึ่งที่เป็นภาษาหลัก ซึ่งผู้พูดมีความมั่นใจในการพูดมากที่สุดเสมอ" ดร.เองเกลแบรต์กล่าว

อาเซเวโดกล่าวเสริมว่า คนที่มาเริ่มเรียนภาษาที่สองตอนเป็นวัยรุ่นหรือเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว จะแสดงความแตกต่างในน้ำเสียงเมื่อพูดภาษาต่างประเทศออกมาชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งเริ่มเรียน "เมื่ออยู่ในขั้นเริ่มต้น เสียงของคุณจะต้องปรับเปลี่ยนในแบบที่สังเกตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจังหวะ ระดับเสียง หรือการเน้นเสียงต่าง ๆ แต่เมื่อเริ่มเก่งขึ้นและพูดได้คล่องแคล่ว ผู้พูดจะเริ่มผ่อนคลายจนความแตกต่างในน้ำเสียงลดลง"

บริบทแวดล้อมมีส่วนอย่างมากเช่นกัน "ยิ่งได้มีประสบการณ์สัมผัสและใช้ภาษาต่างประเทศมากขึ้นเท่าไหร่ การปรับเปลี่ยนน้ำเสียงจะมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะง่ายต่อการเปิดทางให้ "ตัวตนของคุณในอีกรูปแบบหนึ่ง" ปรากฏออกมาอย่างมั่นใจและไม่ขัดเขิน ในการใช้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ"

ผลวิจัยพบว่าการปรับเสียงพูดตามภาษา สะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลวิจัยพบว่าการปรับเสียงพูดตามภาษา สะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย

นอกเหนือจากคำศัพท์และไวยากรณ์

การเรียนภาษาไม่ใช่เรื่องของการท่องจำคำศัพท์หรือกฎไวยากรณ์เท่านั้น แต่การฝึกปฏิบัติ รวมทั้งการมีประสบการณ์จริงระหว่างการสนทนา การได้รับฟังเสียงพูดจากเจ้าของภาษา และการสัมผัสกับวัฒนธรรมของภาษานั้น ๆ ผ่านดนตรี ภาพยนตร์ และวรรณกรรม ล้วนช่วยให้กระบวนการปรับเปลี่ยนเสียงพูดในภาษาใหม่ เป็นไปได้อย่างราบรื่นจนผู้นั้น "พูดเก่ง" ขึ้นในที่สุด

"ยิ่งเราปล่อยให้ตัวเองซึมซับวัฒนธรรมของภาษานั้นมากขึ้นเท่าไหร่ เราจะยิ่งจับจังหวะและเสียงในภาษาดังกล่าวได้เร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านสุนทรพจน์, วรรณกรรม, อาหาร, หรือดนตรีก็ตาม" อาเซเวโดกล่าว

เธอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหมั่นสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อยๆ ในภาษาพูดอีกด้วย "ความละเอียดอ่อนทางภาษา ที่แสดงออกในลักษณะทางเสียงบางอย่าง ไม่สามารถสอนกันได้ในชั้นเรียนภาษาที่เป็นทางการ แต่มันจะช่วยให้การออกเสียงของเราคล่องแคล่วและฟังเข้าใจง่ายขึ้นมาก"

"แม้คุณจะยังคงพูดติดสำเนียงของคนต่างชาติ แต่ก็สามารถทำให้มันอ่อนลงได้ และแม้จะพูดภาษาต่างประเทศติดสำเนียงบ้านเกิดก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนที่คุณเป็น สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลังและอัตลักษณ์ของตนเอง"