พบกับ "รถไฟแห่งความรัก" ของยูเครนที่พาหญิงสาวไปพบคู่ชีวิตบริเวณแนวหน้าสงคราม

A man in military uniform hugs a girl before the train departs.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

    • Author, มาริอาน่า มัตเวชุค
    • Role, บีบีซีแผนกภาษายูเครน รายงานจากเมืองคาร์คิฟ

ซาช่าโดยสารรถไฟข้ามคืน ที่กำลังเดินทางลึกเข้าไปในเขตสงครามของยูเครน หญิงสาววัย 22 ปีคนนี้อยู่บนรถไฟขบวนที่เรียกว่า "รถไฟแห่งความรัก" ซึ่งออกเดินทางจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เพื่อไปพบกับชายคนรักของเธอในเมืองครามาทอร์สก์ (Kramatorsk) ในภูมิภาคโดเนตสค์ ทางตะวันออกของประเทศ การพบกันครั้งนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งตารอคอยมานาน แต่การพบกันนั้นก็แสนสั้น

ขณะที่เธอกำลังดื่มกาแฟยามเช้า เธอบอกกับบีบีซีว่า "ฉันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับตัวเอง แต่ฉันกังวลเกี่ยวกับสามีของฉัน ตอนนี้เขากำลังออกมาจากจุดประจำการ"

การเดินทางนั้นเหน็ดเหนื่อยและอันตรายมาก แต่สำหรับซาช่าแล้ว มันคุ้มค่ากับความพยายาม "เส้นทางไปอาจจะยาวไกล แต่เต็มไปด้วยความหวัง แต่ที่ยากกว่าคือการเดินทางขากลับ" เธอกล่าว

ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2025 การรถไฟยูเครนได้ระงับบริการรถไฟในภูมิภาคโดเนตสค์ เนื่องจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟที่หนักหน่วงมากขึ้น ตอนนี้รถไฟไม่มีจอดที่เมืองครามาทอร์สก์ แต่จะจอดที่เมืองเล็ก ๆ ซึ่งหากเดินทางด้วยรถบัสก็ต้องใช้เวลาสองชั่วโมงเพื่อไปถึงตัวเมือง

"และระหว่างการเปลี่ยนขบวนนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้" ซาช่ากล่าว "แต่เป็นเรื่องดีที่รถไฟยังวิ่งอยู่ เพราะมันทำให้เรามีความหวัง" เธอเสริม

ความเป็นไปได้ที่จะย้ายไปเมืองครามาทอร์สก์

ซาช่าแต่งงานในเดือน ส.ค. ในปี 2025

"ดมิโทรบอกฉันทันทีเลยว่า คุณจะเป็นภรรยาของผม ฉันไม่เชื่อเขาเลย ฉันไม่ได้วางแผนจะแต่งงานก่อนอายุ 25" เธอเล่าไปพร้อมกับอมยิ้ม

สามีของเธอเป็นทหารอาชีพ เขาอายุ 26 ปี แต่รับราชการในกองทัพยูเครนมา 7 ปีแล้ว ซาช่าเองก็มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพเช่นกัน "ผู้ชายทุกคนในครอบครัวฉันรับราชการทหาร พ่อของฉันเป็นตำรวจ แต่หลังจากเกษียณแล้วก็เข้าร่วมกองทัพ พี่ชายของฉันก็อยู่ในกองทัพด้วย" เธออธิบาย

ซาช่าเดินทางไปเมืองครามาทอร์สก์ เกือบทุกเดือน แต่เธอหวังว่าจะไปได้บ่อยกว่านี้ แต่การขอลาพักในกองทัพเป็นเรื่องยากสำหรับดมิโทร

หลังจากการแต่งงาน ซาช่ายังคิดที่จะย้ายไปอยู่เมืองครามาทอร์สก์เสียด้วยซ้ำ

"เราคุยกันเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. และเมื่อเดือนที่แล้วเราก็คุยกันอีกครั้ง และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คุยกันอีก เราคุยกันเรื่องนี้ตลอดเวลา แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเมืองครามาทอร์สก์อันตราย" เธออธิบาย

A girl wearing glasses looks out the train window.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

คำบรรยายภาพ, ถึงแม้จะมีความเสี่ยงและอันตราย แต่ซาช่าก็ตั้งตารอที่จะเดินทางจากกรุงเคียฟไปยังเมืองครามาทอร์สก์ เพื่อเยี่ยมสามี

ดมิโทรเลือกพื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบและปลอดภัยสำหรับการพบปะกันสั้น ๆ ของพวกเขา แต่ถึงกระนั้น เมืองนี้ก็ยังคง "มีเสียงดังมาก" และ "มีการโจมตีเกิดขึ้นมากมาย" "เมื่อเขานอนอยู่ข้างๆ ฉัน ฉันก็ไม่กลัวอะไรเลย" ซาช่ากล่าวเสริม

รถไฟที่เธอนั่งมาจากกรุงเคียฟ เป็นรถไฟความเร็วสูง แต่ในวันนั้น รถไฟล่าช้าไปอย่างน้อยสองชั่วโมง "มันวิ่งเร็วจนถึงเมืองโพลตาวา แต่เมื่อเราถึงภูมิภาคคาร์คิฟ เราต้องใช้เส้นทางอ้อมเพราะโครงสร้างพื้นฐานถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เราจะถึงที่หมายเมื่อไหร่ ผู้คนต้องหาทางออกกันเอง ณ จุดที่เกิดเหตุ" พนักงานตรวจตั๋วอธิบาย

A railway station in the fog and people in military uniform.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

คำบรรยายภาพ, ทหารที่ประจำการอยู่บนชานชาลาซึ่ง "รถไฟแห่งความรัก" แล่นผ่าน เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม

บางครั้งการเดินทางก็ยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก โดยมีครั้งหนึ่งที่รถไฟจอดปลายทางที่เมืองบาร์วินโคเว และรถบัสก็จอดอยู่ไกลจากสถานีมาก และสุดท้ายรถบัสก็ออกตัวไปโดยไม่รอเธอ

"ฉันเห็นคนขับแท็กซี่ผู้หญิงคนหนึ่ง" ซาช่าเล่า "ฉันเลยขอให้เธอพาฉันไปครามาทอร์สก์ เราขับรถฝ่าหมอกไปประมาณสามชั่วโมง และถนนก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อ"

Through a hole in the wall, the platform and a building are visible.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

คำบรรยายภาพ, ภาพความเสียหายหลังจากการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซีย ที่สถานีแห่งหนึ่งบนถนนสู่เมืองครามาทอร์สก์

"สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยังคงเดินหน้าต่อไปได้คือสามัญสำนึก ที่ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ ยังมีการติดต่อสื่อสาร มีการเดินทาง และเรายังสามารถพบปะกันได้" ซาช่ากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากการมาเจอกันทุกครั้ง เธอจะเริ่มเตรียมตัวสำหรับการมาเจอกันครั้งต่อไปทันที

จากรถบัสสู่รถไฟ

บนชานชาลาในบาร์วินโคเว ผู้คนลงจากรถไฟอย่างระมัดระวัง หมอกยามเย็นเพิ่มบรรยากาศ และสำหรับบางคนก็หมอกก็ให้ความรู้สึกถึงความสงบ "เวลามีหมอก เครื่องบินโดรนจะบินน้อยลง" คุณยายกระซิบกัน

ในความมืด ผู้คนที่ลงจากรถไฟไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหน ทางเลือกเดียวคือการเดินตามฝูงชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในชุดลายพราง

ชายมีเคราคนหนึ่งกอดหญิงสาวในเสื้อแจ็กเก็ตสีขาวอย่างอ่อนโยน บีบีซีเข้าไปคุยกับทั้งคู่

"ฉันดื่มวาเลเรียน (สมุนไพรช่วยเรื่องการนอนหลับ) เพื่อไม่ให้ร้องไห้ ครั้งที่แล้วฉันร้องไห้ตลอดเวลา และเราก็ไม่ได้บอกลากันอย่างเหมาะสม" โพลินาเล่า เธอพบกับอันดรีย์บนรถบัสเมื่อสี่เดือนก่อน ขณะที่เขากำลังจะไปสมัครเข้ากองทัพ ส่วนเธอกำลังเดินทางกลับบ้านจากชายทะเล

A couple embraces on the railway station platform as soldiers walk by.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

คำบรรยายภาพ, โพลินาและอันดรีย์รู้จักกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และพวกเขาทั้งคู่ต่างหวงแหนช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน

การมาเยือนครามาทอร์สก์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของโพลินาวัย 24 ปี ก่อนหน้านี้ อันดรีย์มักจะเดินทางมากรุงเคียฟในช่วงสุดสัปดาห์

"เราเพิ่งคบกันได้ไม่นาน และเราโหยหาเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันมาก ๆ ถึงจุดหนึ่ง ฉันบอกอันดรีย์ว่าฉันไม่สนใจแล้ว ฉันจะมาแม้แค่ครึ่งวันก็ได้ แค่มาดื่มกาแฟด้วยกัน" เธอกล่าว

ในที่สุด อันดรีย์ก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางในช่วงสุดสัปดาห์ และโพลินาก็ซื้อตั๋วรถไฟ

A train and people on the platform in the fog.

ที่มาของภาพ, Matthew Goddard/BBC

คำบรรยายภาพ, เนื่องจากไฟฟ้าดับ รถไฟจึงมักล่าช้า แต่สำหรับบางคน หมอกอาจนำมาซึ่งความรู้สึกสบายใจและความปลอดภัย

"ความสัมพันธ์ทางไกลนั้นเป็นเรื่องยาก" โพลินากล่าว "เมื่ออันดรีย์ไม่ตอบข้อความ ฉันก็เริ่มกังวลทันที...แต่เขาอาจจะแค่กำลังอาบน้ำหรือทำอะไรสักอย่าง นอกจากนี้ ทุกครั้งที่เราเจอกัน มันรู้สึกเหมือนเราต้องปรับตัวให้ชินกับการอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง เพราะเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน"

อันตรายมีอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเช้าตรู่ของวันหนึ่ง เมื่อรถไฟของโพลินากลับมาถึงกรุงเคียฟ เธอได้ยินเสียงระเบิดบนชานชาลา ในคืนนั้นเมืองหลวงต้องเผชิญกับการแจ้งเตือนภัยทางอากาศที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่ง คือกว่า 10 ชั่วโมง และต่อมาก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคนและเสียชีวิตสองราย

A girl in a military jacket with flowers sits on a car.
คำบรรยายภาพ, โพลินาคิดว่าความสัมพันธ์ทางไกลนั้นเป็นเรื่องที่ยากในหลาย ๆ ด้าน

ขณะเดียวกัน รถไฟที่นำคู่ชีวิตไปยังเมืองแนวหน้าการสู้รบ ก็นำพาครอบครัวออกจากเมืองเหล่านั้นด้วย ทางการท้องถิ่นกระตุ้นให้ประชาชนอพยพเพื่อความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ แนวหน้าอยู่ห่างจากเมืองครามาทอร์สก์และสโลเวียนสค์เพียง 20 กิโลเมตร เมืองเหล่านี้ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่อย่างต่อเนื่องและอยู่ในระยะทำการของโดรนด้วย

ทุกวัน มีผู้คนประมาณ 200 คนเดินทางมาถึงศูนย์อพยพที่ชายแดนระหว่างภูมิภาคคาร์คิฟและโดเนตสค์เพื่อแสวงหาความปลอดภัย

บางคนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวพร้อมแผนชีวิตที่ชัดเจนสำหรับอนาคต บางคนรอรถไฟอพยพที่จัดหาโดยการรถไฟยูเครน ซึ่งแม้จะล่าช้าเนื่องจากการโจมตีอย่างต่อเนื่องของรัสเซีย แต่ก็จะมาถึงในที่สุด

"ฉันตั้งตารอการเจอหน้ากันครั้งต่อไปแล้ว" ซาช่ากล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์ "ไม่มีเวลาสำหรับน้ำตาและความสิ้นหวังแล้ว"

รายงานเพิ่มเติมโดยทีมข่าว BBC Global Journalism