เลือกตั้ง 2566 : ย้อนคดีธนาธรพ้น ส.ส. ถึงคำร้องสอบพิธาขาดคุณสมบัติ ปม “ถือหุ้นสื่อ”

ทิม ธร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกยื่นคำร้องให้ กกต. ตรวจสอบการถือครองหุ้นบริษัทสื่อ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ (10 พ.ค.) ขอให้ตรวจสอบว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) หรือไม่ และให้ตรวจสอบด้วยว่าคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค จะส่งผลต่อการเซ็นรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) หรือไม่

ด้านเลขาธิการ กกต. ออกมายืนยันว่า จะไม่มีการพิจารณาคำร้องคดีนายพิธาก่อนวันเลือกตั้ง

นายพิธา วัย 42 ปี ไม่เพียงเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค ก.ก. แต่ยังเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรค

นายเรืองไกรระบุว่า “พบข้อมูลที่น่าเชื่อว่า” นายพิธาถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือ ITV โดยเจ้าตัวได้ออกมายอมรับเรื่องชื่อผู้ถือหุ้นอยู่ใน บมจ.ไอทีวี และเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อ ตามข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงไว้ และรายงานการประชุมของบริษัทเมื่อ 26 เม.ย. 2566 มีผู้ถือหุ้นถามผู้บริหารว่าบริษัทไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ ผู้บริหารตอบว่าเป็นบริษัทสื่อ จึงถือว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว

“ผมหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่โดยเร็ว ไม่ต้องรอวันเวลาต่าง ๆ ให้เนิ่นนานไปกว่านี้ เพราะถ้ารีบวินิจฉัย เรื่องก็จะไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ถ้ารอรับรองคุณสมบัติ เรื่องจะต้องไปศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” นายเรืองไกรกล่าว

นายเรืองไกร เป็นอดีตฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ลาออกมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 22 ของพรรค

เขาอ้างถึงการการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในกรณีหุ้นของนายพิธา สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อมูล ณ 7 เม.ย. 2566 ทำให้เข้าใจว่า

  • นายพิธายังคงเป็นผู้ถือหุ้นของ บมจ.ไอทีวี ในลำดับที่ 6,121
  • เลขทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์ 4030954168
  • ที่อยู่ 98/26 อาคารซิลเวอร์เฮอริเทจ ซ.สุขุมวิท 38 ถ.สุขุมวิท พระโขนง คลองเตย 10110
  • จำนวนหุ้น 42,000 หุ้น

เมื่อตรวจสอบข้อมูลของ บมจ.ไอทีวี จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า

  • สถานะนิติบุคคล : ยังดำเนินกิจการอยู่
  • ทุนจดทะเบียน : 7.8 ล้านบาท
  • ประเภทธุรกิจตอนจดทะเบียน : การออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงยกเว้นทางออนไลน์
  • วัตถุประสงค์ตอนจดทะเบียน : สถานีโทรทัศน์
  • หมวดธุรกิจ : กิจกรรมเผยแพร่ภาพยนตร์วีดิทัศน์และรายการโทรทัศน์
  • ปีที่ส่งงบการเงิน : ปี 2560-2564

เมื่อตรวจข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บมจ.ไอทีวี จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ 27 เม.ย. 2565 พบว่า

  • นายพิธาเป็นผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 7,138
  • จำนวน 42,000 หุ้น
  • เลขที่ใบหุ้น 06680180285422
  • มูลค่าหุ้นละ 5 บาท

เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากจากเว็บไซต์ของ บมจ.ไอทีวี พบว่า

  • บริษัทแจ้งว่า ประกอบกิจการรับจ้างโฆษณา ประชาสัมพันธ์ทุกชนิดทุกประเภท
  • รายได้ : ปี 2565 รวม 21 ล้านบาท และปี 2564 รวม 24 ล้านบาท
  • บริษัทมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) เมื่อ 26 เม.ย. 2566
ทิม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล

เมื่อตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่นายพิธาแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามกาทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ 25 พ.ค. 2562 พบว่า นายพิธาแจ้งเงินลงทุนไว้ 45 รายการ แต่ไม่พบลงทุนในหุ้นบริษัทไอทีวี

นายเรืองไกรจึงขอให้ กกต. ตรวจสอบข้อมูลว่านายพิธาถือหุ้นจำนวนดังกล่าวมาตั้งแต่เมื่อใด หากถือมาก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค. 2562 จะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร ส.ส. หรือไม่ และการเป็น ส.ส. ที่ผ่านมา จะชอบหรือไม่

รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ห้ามมิให้บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.

ขณะเดียวกัน มาตรา 160 ยังกำหนดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามาตรา 98 ด้วย นั่นเท่ากับว่า นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี ก็ห้ามถือครองหุ้นสื่อด้วยเช่นกัน

เรืองไกรยื่นเพิ่ม-ศรีสุวรรณร่วมขบวนด้วย

ต่อมา 11 พ.ค. นายเรืองไกรได้เข้ายื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กกต. กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา โดยนำข้อบังคับพรรค ก.ก. มายื่นเพิ่มเติม โดยข้อบังคับพรรค ข้อ 12 ระบุว่าสมาชิกต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)

ขณะเดียวกัน นายพิธาเป็นผู้ลงนามรับรองการสมัคร ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อ 3-7 เม.ย. จึงขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ก.ก. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ กกต. ดำเนินกฎหมายต่อไป กกต. ต้องถอดสมการว่าการเป็นหัวหน้าพรรคพ้นไปหรือยัง แล้วนายพิธาให้สัมภาษณ์ด้วยว่าเรื่องหุ้นสื่อรู้มาตั้งนานแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศรีสุวรรณ จับแผลที่ปาก ที่ถูกบุกเข้าทำร้ายร่างกาย ในวันที่ 11 พ.ค.

วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ข้อมูลหลักฐานชิ้นเดียวกันกับที่นายเรืองไกรมีอยู่ ซึ่งเป็นหลักฐานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เขากล่าวต่อว่า เรื่องนี้มีกรณีศึกษาจากนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.ยครนายก พรรคประชาธิปัตย์ “กกต. น่าจะมีคำสั่งห้ามรับสมัคร แล้วให้นายพิธาไปแก้ตัวในศาลฎีกา แต่ กกต. กลับเงียบเฉยไม่ยอมดำเนินการ ซึ่งหากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว หมายความว่าต้องยื่นคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว”

นายศรีสุวรรณคาดการณ์ว่า การถือหุ้นของนายพิธา จะไม่ซ้ำรอยกับนายธนาธร เนื่องจากการถือหุ้นของนายธนาธรเป็นสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ ส่วนไอทีวีเป็นสื่อโทรทัศน์ มีความแตกต่างกัน ส่วนที่มีการอ้างว่าบริษัทไอทีวีถูกคำสั่งปิดไปแล้วเมื่อปี 2550 แต่ในเมื่อไม่ยื่นการปิดบริษัท และยังมีการประชุมของผู้ถือหุ้นอยู่ รวมทั้งบริษัทได้ไปลงทุนกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน จะอ้างว่าปิดไปแล้วก็คงไม่ใช่

“มองว่าเรื่องนี้จะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน เพราะว่าเป็นเผือกร้อน กกต. คงไม่วินิจฉัยเอง” ชายผู้ถูกตั้งสมญาว่า “นักร้องการเมือง” กล่าว

ส่วนที่มีการมองว่าการร้องเรื่องถือหุ้นนายพิธา เป็นเกมขัดขาพรรค ก.ก. นั้น นายศรีสุวรรณย้อนถามว่า "มันจะเป็นเกมสกัดขาได้อย่างไร เพราะทุกการเลือกตั้งก็จะมีเรื่องร้องเรียนว่าผู้สมัครหรือพรรคการเมืองฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการร้องเรียนในช่วงการเลือกตั้ง จะมองว่าเป็นการขัดขาก็แล้วแต่”

แต่ส่วนตัวมองว่าผู้สมัคร ส.ส หรือคนที่จะเข้ามาเป็นนักการเมือง จะต้องเคลียร์ตนเองตั้งแต่เริ่มต้น คิดจะเป็นนักการเมืองแล้ว ไม่ควรปล่อยให้คนอื่นมาจับผิดแบบนี้

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "การถือหุ้นของนายพิธา จะไม่ซ้ำรอยกับนายธนาธร" ศรีสุวรรณ กล่าว

พิธาไม่กังวลปมถือหุ้นสื่อ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ของเขาเมื่อ 9 พ.ค. ว่า “ผมไม่มีความกังวล เพราะไม่ใช่หุ้นของผม เป็นของกองมรดก ผมเพียงมีฐานะผู้จัดการมรดก และได้ปรึกษาและแจ้ง ป.ป.ช. ไปนานแล้ว”

หัวหน้าพรรค ก.ก. ผู้มีกระแสนิยมมาเป็นอันดับที่ 1 ตามการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของสำนักโพลต่าง ๆ ณ ต้นเดือน พ.ค. ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “เรื่องนี้อาจมีเจตนาสกัดพรรคก้าวไกล” และขอให้ผู้สมัคร ทีมงาน หัวคะแนนธรรมชาติ และประชาชนผู้สนับสนุนทุกคน อย่าหวั่นไหว เสียสมาธิในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ขอให้ทุกคนมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียงพรรค ก.ก. ที่กล่าวระหว่างปราศรัยที่ จ.พิษณุโลก เมื่อ 9 พ.ค. ว่า นายพิธาเป็น ส.ส. มา 4 ปี อยู่ดี ๆ เพิ่งออกมาบอกว่าถือหุ้นสื่อ

“นี่เป็นมุก เป็นแผนการสกปรกของคนที่จนตรอก และกลัว เมื่อเขากลัว เขาก็พยายามบอกให้ประชาชนเลือกตั้งด้วยความกลัว” ช่อ-พรรณิการ์ ระบุ

อดีตเพื่อนร่วมพรรคชี้ ไร้หลักฐานทิมสละมรดก

นายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตสมาชิกพรรค อนค. ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการที่นายพิธาออกมาระบุว่า เป็นผู้จัดการมรดก ไม่ใช่เจ้าของหุ้นไอทีวี

ในฐานะที่ได้รับมรดกเป็นหุ้นของไอทีวีเช่นเดียวกัน นายนิกส์ตั้งข้อสังเกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในเอกสารของนายพิธาแจ้วว่า นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ เสียชีวิตในปี 2549 (พิธีศพระหว่างวันที่ 18-24 กันยายน 2549) มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 3 คนคือ นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายภาษิ ลิ้มเจริญรัตน์

ตามกฎหมาย ทายาทเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกจากผู้เสียชีวิต ดังนั้น บมจ.ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น จะต้องตกเป็นของทายาทในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ย่อมหมายความว่านายพิธา ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นไอทีวี จำนวน 14,000 หุ้น

“นายพิธาจะอ้างว่ามิใช่เจ้าของหุ้นไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานว่านายพิธาได้สละมรดกแต่อย่างใด อีกทั้ง การสละมรดกจำต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อเจ้าพนักงาน หรือสัญญาประนีประนอม และในประการสำคัญ หากนายพิธาสละมรดกจริง ย่อมไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ ที่สำคัญถ้าหุ้นนี้เป็นของกองมรดกก็ต้องระบุใน บอจ.5 ว่าผู้ถือหุ้นคือนายพิธา ในฐานะผู้จัดการมรดก” อดีตเพื่อนร่วมพรรคของนายพิธากล่าว

นายนิกม์กล่าวว่า ตั้งแต่กรณีเรื่องหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวเขาเองก็ระมัดระวังตัว ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ จึงได้ติดต่อโบรกเกอร์ ติดต่อ TSD เสียค่าธรรมเนียม ออกใบหุ้น เพื่อโอนออกจากตัวเองไปแล้ว

เฟซ

ที่มาของภาพ, Facebook/นิกม์ แสงศิรินาวิน

ไอทีวีหยุดประกอบกิจการแล้ว

การอ้างหลักฐานรายงานประจำปีของ บมจ.ไอทีวี เมื่อปี 2565 ทำให้เกิดคำถามว่าสรุปแล้วไอทีวียังดำเนินธุรกิจสื่ออยู่หรือไม่

นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขา ซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ ระบุว่า ไอทีวีหยุดประกอบกิจการมา 16 ปีแล้ว แต่ที่ยังคงสถานะความเป็นนิติบุคคลในระหว่างฟ้องร้องคดี

1. หยุดประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวีตั้งแต่ 24.00 น. วันที่ 7 มี.ค. 2550 สืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาร่วมงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)

2. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย delist (เพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน) ถอดหุ้นไอทีวีจากการซื้อขายตั้งแต่ 24 กค. 2557

3. ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการฟ้องร้องพิพาททางกฏหมายกับ สปน. สืบเนื่องจากกรณีอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า การบอกเลิกสัญญาของ สปน. ไม่ชอบด้วยกฏหมาย และให้ สปน. ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,890 ล้านบาท

ต่อมา สปน. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของ สปน.

ม.ค. 2564 สปน. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

4. ปีบัญชี 2565 ไอทีวีมีรายได้จากการลงทุนและดอกเบี้ยรับ 20.5 ล้านบาท (ผลตอบแทนจากตราสารหนี้และตราสารทุน) กำไรสุทธิ 8.5 ล้านบาท

5. ไอทีวีมีบริษัทย่อย 1 บริษัทคือ บ.อาร์ตแวร์มีเดีย ให้เช่าอุปกรณ์ผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ ผลิตรายการโทรทัศน์ ซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนต์และรายการโทรทัศน์ และกิจกรรมการตลาดอื่น ๆ สถานะปัจจุบันของบริษัทคือหยุดประกอบกิจการ

6. กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่โดยพฤติการณ์มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานบริษัทไอทีวีในปัจจุบัน คือ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์

7. การรักษาสถานะความเป็นนิติบุคคลของบริษัทไอทีวี เพื่อดำเนินการฟ้องร้องกับ สปน. (ความเห็นผู้เขียน)

กกต. ไม่เร่งวินิจฉัยปมพิธาถือหุ้นสื่อ

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนนายพิธาถือหุ้นสื่อว่า ยังไม่เห็นคำร้อง เกี่ยวกับคุณสมบัติมีขั้นตอนตามกฎหมาย 3 ช่วงคือ

  • ช่วงก่อนวันเลือกตั้ง : หาก กกต. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่มีคุณสมบัติ ให้ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา
  • ช่วงหลังวันเลือกตั้ง : ถ้า กกต. เห็นว่ามีลักษณะต้องห้ามลงรับสมัครรับเลือกตั้ง กกต. จะมีมติให้ดำเนินคดีอาญา มาตรา 151 ฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติในการสมัครแต่ยังลงสมัคร ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้นำไปสู่การไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ต้องประกาศผลให้เป็น ส.ส. ไปก่อน
  • ช่วงประกาศผลการเลือกตั้ง : ให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือ กกต. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

การดำเนินการใน 2 ช่วงแรก เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 61 ส่วนการดำเนินการหลังประกาศผลเลือกตั้ง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82

เลขาธิการ กกต. ยังชี้แจงสาเหตุที่ไม่ดำเนินการก่อนการเลือกตั้งว่า ทุกอย่างมีกระบวนการ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียน สำนักงานจะรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหา ก่อนนำเสนอให้ กกต. พิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลา จึงต้องแยกเรื่องกระบวนการให้ความเป็นธรรมกับผลกระทบออกจากกัน

ย้อนคดีธนาธรพ้น ส.ส. เพราะคดีถือหุ้นสื่อ

ธร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นบริษัทสื่อ โดยเจ้าตัวเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองเมื่อ 20 พ.ย. 2562

ที่ผ่านมา มี ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 หลายคนต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการถือหุ้นบริษัทสื่อ ในจำนวนนี้คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ว่า นายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่เมื่อ 6 ก.พ. 2562 อันเป็นวันที่พรรค อนค. ส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราวจนกว่าศาลจะวินิจฉัย ทำให้หัวหน้าพรรค อนค. ไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแม้แต่วันเดียว

การประชุมสภานัดแรกเกิดขึ้นเมื่อ 25 พ.ค. 2562 โดยนายธนาธรได้เข้าร่วมปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่กับเพื่อน ส.ส. ด้วย ซึ่งต่อมานายชัย ชิดชอบ ประธานการประชุมสภาชั่วคราว ได้สั่งการให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และไม่อนุญาตให้หัวหน้าพรรค อนค. พูดกลางสภา

นายธนาธรเปิดแถลงข่าว ยืนยันว่ายังเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ในสภาเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้เวลานี้ไปพบปะประชาชน

"ผมจะยังคงทำงานต่อไป ไม่ท้อถอย และจะไม่ไปไหน จะอยู่ตรงนี้ ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ผมจะรอวันนั้น แล้วสักวันผมจะกลับมา" นายธนาธรกล่าวเมื่อ 25 พ.ค. 2562

ในระหว่างต่อสู้คดีถือหุ้นสื่อ นายธนาธรอ้างว่าได้โอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ จำนวน 675,000 หุ้น ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา ตั้งแต่ 8 ม.ค. 2562 แต่ศาลเห็นว่ามี "ข้อพิรุธที่น่าสงสัยหลายประการ" และไม่มีน้ำหนักเพียงพอว่ามีการโอนหุ้นกันจริง