ประมวลภาพความเสียหาย หลังพายุอิดาเลียพัดถล่มสหรัฐฯ

ภาพความเสียหาย

ที่มาของภาพ, CRISTÓBAL HERRERA / EPA

แม้เฮอริเคน "อิดาเลีย" จะลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นพายุโซนร้อนแล้ว หลังเคลื่อนตัวพัดถล่มรัฐฟลอริดา และรัฐจอร์เจียของสหรัฐอเมริกา แต่พลานุภาพความรุนแรงของเฮอริเคนระดับ 3 ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง

ในค่ำคืนของวันพุธที่ผ่านมา (30 ส.ค.) มีรายงานว่า ประชาชนในรัฐฟลอริดามากกว่า 225,000 คนต้องมีชีวิตโดยไม่มีกระแสไฟฟ้า เช่นเดียวกับประชาชนคนในรัฐจอร์เจียอีก 230,000 คน

ความเสียหายหลังการพัดถล่มของเฮอริเคนในแต่ละครั้ งมักจะลากยาวต่อไปเป็นเวลานับเดือน ชาวเมืองแจคสันวิลล์คนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า "ผมเคยเห็นคนในเมืองต้องอาศัยอยู่กลางความมืดมนเป็นเวลาหลายเดือนหลังพายุเฮอริเคนพัดถล่ม"

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองบิกเบนด์ในรัฐฟลอริดา ประเมินว่า พายุลูกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบกว่า 100 ปี

ส่วนเมืองหนึ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก คือ เมืองเซดาร์ คีย์ ที่เกิดสตอร์มเซิร์จสูงกว่า 2.7 เมตร ทำให้เมืองจมอยู่ใต้น้ำ

สาเหตุส่วนหนึ่งของสตอร์มเซิร์จเชื่อว่ามาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน ที่บังเอิญมาบรรจบกันในห้วงเวลาเดียวกัน ยิ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก

แม้พายุผ่านไปแล้ว แต่ยังอันตราย

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานยืนยันการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากพายุดังกล่าว แต่ตำรวจทางหลวงในฟลอริดารายงานว่า มีชายสองคนเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชน เนื่องจากฝนตกหนัก

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมรับมือในเรื่องนี้ การไฟฟ้าของรัฐฟลอริดาได้เตรียมเจ้าหน้าที่ไว้กว่า 40,000 คน เพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้าทันทีหลังพายุพัดผ่านไป

แม้พายุลูกนี้จะลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นพายุโซนร้อนแล้ว กำลังเคลื่อนตัวพาดผ่านรัฐจอร์เจีย รัฐเซาท์แคโรไลนา และรัฐนอร์ธแคโรไลนา แต่กระแสลมยังคงรุนแรงและอันตรายตลอดวันนี้

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เตือนประชาชนว่า "พายุลูกนี้ยังคงเป็นอันตรายอย่างมาก"

คำบรรยายวิดีโอ, พายุอิดาเลียพัดถล่มสหรัฐฯ

สถานการณ์เฮอริเคนในสหรัฐฯ รุนแรงมากขึ้นหรือไม่

หลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างรุนแรงจากพายุเฮอริเคน เช่น ในปี 2005 กับพายุเฮอริเคนแคทรีนา, ปี 2012 พายุเฮอริเคนแซนดี, และ ปี 2017 พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ และเฮอริเคนมาเรีย

คาร์ล แนสแมน ผู้สื่อข่าวบีบีซีอธิบายแนวโน้มของการเกิดพายุเฮอริเคนว่า จากสถิติที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2000-2020 นอกจากความถี่ของการเกิดพายุเฮอริเคนจะเพิ่มขึ้นแล้ว ความรุนแรงของพายุก็เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะจำนวนของพายุเฮอริเคนระดับ 3-5 ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาพความเสียหาย

ที่มาของภาพ, GREG LOVETT / USA TODAY NETWORK / REUTERS

คำบรรยายภาพ, ชาวเมืองในรัฐฟลอริดาต้องอยู่ในสภาพเหมือนถูกปล่อยเกาะ

อย่างในปี 2005 พายุเฮอริเคนแคทรีนา ก่อนจะขึ้นฝั่งก็พัฒนาความรุนแรงเป็นเฮอริเคนระดับ 3 และคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 1,200 คน ไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่า 1 แสนคน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.2 ล้านล้านบาท ถือเป็นพายุเฮอริเคนที่รุนแรงและเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในรอบ 100 ปี

"แต่ระหว่างปี 2016-2018 สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่มากถึง 6 ลูก สิ่งที่ทำให้พายุเฮอริเคนรุนแรงมากขึ้น คือ ความร้อนสะสมในมหาสมุทร ยิ่งน้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้นมากเท่าใด ยิ่งทำให้พายุเฮอริเคนรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย" แนสแมน กล่าว

บ้านเรือนประชาชนต้องจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนต้องอพยพออกมาจากที่อยู่อาศัย

ที่มาของภาพ, JOE RAEDLE / GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, บ้านเรือนประชาชนต้องจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนต้องอพยพออกมาจากที่อยู่อาศัย

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้พายุมีพลังมากขึ้น เมื่อเคลื่อนตัวสู่ผืนแผ่นดิน ลมพายุจะพัดแรงขึ้น รวมทั้งปริมาณน้ำฝนที่พายุหอบมาด้วยก็จะมากขึ้น ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายให้รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น

อย่างในช่วงที่พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์พัดถล่มสหรัฐฯ ได้ทำให้เกิดฝนตกในพื้นที่คิดเป็นปริมาณมากกว่า 9 ล้านล้านแกลลอน เมืองต่าง ๆ ต้องจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลาหลายวัน ผู้คนหลายหมื่นต้องไร้ที่อยู่อาศัย สุดท้าย การฟื้นฟูต้องใช้เวลานานหลายปี

ที่สำคัญคือ แนวโน้มการเกิดพายุเฮอริเคนในอนาคตเป็นสิ่งที่น่าจับตา เพราะความเสียหายอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองรอบ ๆ ชายฝั่งทะเลเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่อีกด้วย