ย้อยรอย 4 ปัจจัยที่ทำให้ "รื่นวดี" ไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาฯ ก.ล.ต.

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล

ที่มาของภาพ, สำนักงาน ก.ล.ต.

คำบรรยายภาพ, น.ส. รื่นวดี สุวรรณมงคล
    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

คนในตลาดทุนในตอนนี้ต่างจับตาไปที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต. เพราะเวลางวดเข้ามาแล้วสำหรับการสรรหาแม่ทัพคนใหม่ ดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการ ก.ล.ต."

สื่อมวลชนหลายฉบับรายงานตรงกันว่า การพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. คนใหม่ ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่อจาก น.ส. รื่นวดี สุวรรณมงคล ที่จะครบวาระในวันที่ 30 เม.ย. 2566 ใกล้ได้ข้อสรุปแล้วโดยผลการคัดเลือกในรอบแรก พบว่า ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 2 ราย คือ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ และ รศ.ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล คาดว่าทั้งรายชื่อจะถูกเสนอชื่อให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาให้เหลือ 1 ราย เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีรักษาการพิจารณาแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. ต่อไป

กระแสข่าวดังกล่าวอาจจะทำให้ น.ส. รื่นวดี ไม่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 2 ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพยายามให้กรรมการ ก.ล.ต. ต่ออายุของเธออีกสมัยแบบอัตโนมัติ แต่ไม่สำเร็จ

ตามหลักการแล้ว ตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. หากพ้นดำรงตำแหน่งครบ 4 ปีแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งได้อีก แต่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน 2 วาระ

ทว่า เกิดคำถามขึ้นในธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน รวมทั้งบุคลากรภายใน ก.ล.ต. ที่หวั่นเกรงว่า เป็นการสมควรหรือไม่ที่ เลขาธิการ ก.ล.ต. จะดำรงตำแหน่งต่อเนื่องสองสมัย

ที่ผ่านมา ก.ล.ต. มักถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงมาตรฐานการกับกับดูแลตลาดเงินตลาดทุน โดยเฉพาะปัญหาความล้าช้าที่เกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งบางกรณีมีผู้ลงทุนได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังไม่สามารถรับการเยียวยาได้

บีบีซีไทย พาย้อนชม 4 ปัจจัยข้อกังขา ที่เกิดขึ้นต่อ ก.ล.ต. ภายใต้การบริหารงานของ น.ส. รื่นวดี ดังนี้

ปัจจัยที่ 1: ความขัดแย้งภายในองค์กร

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สำนักงาน ก.ล.ต. ภายใต้การบริหารงานของ น.ส. รื่นวดี มีการรายงานผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งที่สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นเอกภาพกับพนักงานทั้งในระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง

ตัวอย่างเช่น บทความเรื่อง "การคัดเลือก เลขาธิการ ก.ล.ต. อย่าปิดประตูตีแมว ?" บนเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2566 ระบุว่า

"กระแสข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง น.ส. รื่นวดี กับกรรมการ ก.ล.ต. บางคน จนคณะกรรมการมีมติด้วยเสียง 6 ต่อ 4 ไม่ต่อวาระการดำรงตำแหน่งของ น.ส. รื่นวดี อีกวาระหนึ่ง"

ขณะที่เว็บไซต์ ไทยพับลิก้า ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกของ น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล ในฐานะนักลงทุนรายย่อย นักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืน ถึงคณะกรรมการ ก.ล.ต. กรณีการสรรหาเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งรวมถึงประเด็นธรรมาภิบาล โดยส่วนหนึ่งได้ระบุถึงความขัดแย้งภายในองค์กรไว้ว่า

“ตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมาสำนักงาน ก.ล.ต. ได้อ่อนแอลงมาก เพราะการบริหารงานหลายด้านไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล ส่งผลให้พนักงานที่มีความรู้ความสามารถมากกว่า 200 คนต้องลาออก และมีอีกจำนวนมากที่แม้ไม่ลาออก แต่เลือกจะอยู่เฉย ๆ ไม่ทำงานเต็มความสามารถที่มี”

สำนักงาน ก.ล.ต.

ที่มาของภาพ, สำนักงาน ก.ล.ต.

เรื่องดังกล่าวได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในสำนักงาน ก.ล.ต. ว่า พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" จึงได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการ ก.ล.ต. เพื่ออธิบายให้เห็นถึงสภาพการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร โดยส่งในนามพนักงานและอดีตพนักงานที่ยังมีหวัง

แหล่งข่าวรายดังกล่าวขอสงวนนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยบอกว่า ได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการ ก.ล.ต. มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งบีบีซีไทยได้เห็นเนื้อหาจดหมายฉบับที่ 2 ซึ่งลงวันที่ 27 มี.ค. 2566 ซึ่งเหลือเวลาราวหนึ่งเดือนก่อนที่ น.ส. รื่นวดี จะสิ้นวาระการรับผิดชอบ และกระบวนสุดท้ายของการคัดเลือก เลขาธิการ ก.ล.ต. สิ้นสุดลง

จดหมายฉบับดังกล่าวมีทั้งหมด 3 หน้า สาระสำคัญสำคัญเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของเลขาธิการ ก.ล.ต. ในด้านต่าง ๆ ซึ่งทำให้พนักงานรู้สึกขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยวิงวอนให้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกเลขาธิการ และใช้ดุลยพินิจพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ

ปัจจัยที่ 2: มหากาพย์ข้อพิพาท Bitkub

Bitkub

ที่มาของภาพ, Getty Images

นอกจากกรณีของความขัดแย้งภายในองค์กรแล้ว ปัญหาการจัดการกับตลาดทุน โดยเฉพาะกรณีกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล ยังทำให้ ก.ล.ต. ถูกสังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการ รวมถึงการรักษาผลประโยชน์ของผู้ลงทุนรายย่อย

กรณีมหากาพย์ข้อพิพาทกับ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือ "บิทคับ" ถือเป็นตัวอย่างของการเป็นไม้เบื่อไม้เมาระหว่างบริษัทกับ ก.ล.ต. มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในปี 2565 เกิดข้อพิพาทกันกว่า 13 กรณี และยังลงเอยด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งต่อบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นมูลค่ารวมแล้วกว่า 126 ล้านบาท เช่น

  • การคัดเลือกและอนุมัติเหรียญ KUB

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2565 ก.ล.ต. ได้สั่งปรับคณะกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลของ บิทคับ จำนวน 6 ราย ที่ได้พิจารณาคัดเลือกและอนุมัติเหรียญ KUB เข้าเทรดในกระดานที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข (Listing Rule ) ของ ก.ล.ต. และไม่ได้คำนึงถึงมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยครั้งนั้น ก.ล.ต. ได้สั่งปรับเป็นเงินรวม 15.2 ล้านบาท

บิทคับ

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทว่า บิทคับออกหนังสือชี้แจงในวันถัดมา โดยยืนยันว่า "เหรียญ KUB ยังคงมีคุณสมบัติเพียงพอและเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล (Listing Rule) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ได้เคยพิจารณาคัดเลือกไว้"

  • สั่งปรับผู้บริหาร 8.5 ล้านบาทพร้อมขึ้นบัญชีดำ 12 เดือน ปมรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน

ต่อมา 30 ส.ค. 2565 ก.ล.ต. ได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบกรณีมีเหตุสงสัยว่ามีบุคคลซื้อขายเหรียญ KUB โดยรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน (inside trader) เกี่ยวกับเหตุการณ์กลุ่มธนาคาร SCB และบริษัท BCGH ได้เริ่มเจรจาการซื้อขายหุ้นของบิทคับตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. 2564

บุคคลดังกล่าวคือ นายสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด มีพฤติกรรมการซื้อเหรียญ KUB จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวน 61,107.66 เหรียญ มูลค่า 1,994,966.56 บาท ระหว่าง วันที่ 4 ก.ย. – 2 พ.ย. 2564

ก.ล.ต. มองว่า พฤติกรรมการซื้อเหรียญดังกล่าวต่างจากข้อมูลที่ ก.ล.ต. เคยได้รับก่อนหน้านั้น และถือว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดฐานซื้อเหรียญ KUB โดยเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายในตามมาตรา 42(1) ประกอบมาตรา 43(1) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 70 และมาตรา 72 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

ผู้ใช้งานบิทคับ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Bitkub

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับนายสำเร็จ ด้วยการปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,530,383 บาท ตกเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง รวมทั้งห้ามนายสำเร็จ เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเวลา 12 เดือน

ทว่า นายสำเร็จ ได้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ในวันเดียวกันกับที่ ก.ล.ต. มีคำสั่งดังกล่าว เพื่อชี้แจงข้อมูลอีกด้านพร้อมยืนความบริสุทธิ์ใจของเขา

สาระสำคัญคือ เขาไม่รู้เรื่องการเจรจาข้อตกลงระหว่าง บิทคับและการซื้อเหรียญ KUB ของเขามีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาว โดยเขาจะขอต่อสู้ในทางกฎหมายต่อไป

"หากผมซื้อเหรียญ KUB โดยมีเจตนาที่จะมุ่งหวังทำกำไรระยะสั้นแล้ว ผมคงเทขายเหรียญ KUB ทั้งหมดเพื่อทำกำไรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ผมยังไม่ได้ขายเหรียญ KUB ดังกล่าวเพื่อทำกำไรแต่อย่างใด" เขาระบุในโพสต์ดังกล่าว

ปัจจัยที่ 3: ปมการดำเนินการต่อกรณี "ซิปเมกซ์"

เมื่อเปรียบเทียบในแง่มูลค่าความเสียหายกับกรณี บิทคับ ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยนับตั้งแต่ บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด แฟลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์สัญชาติไทย (Zipmex Thailand) ประกาศระงับการถอนเงินบาทและคริปโตเคอร์เรนซีชั่วคราวในวันที่ 20 ก.ค. 2565 ถือว่าสร้างความเสียหายค่อนข้างสูง

ประเด็นข้อกังขาในกรณี การโอนสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าภายใต้การดูแลของบริษัทที่จดทะเบียนในไทยผ่านการฝากสินทรัพย์ดิจิทัลไว้กับผลิตภัณฑ์ ZipUp+ ของซิปเม็กซ์ ไปยังอีกบริษัทในสิงคโปร์เพื่อนำไปฝากต่ออีกทอดเพื่อลงทุน โดยเฉพาะ บริษัท บาเบล ไฟแนนซ์ (Babel Finance) ในฮ่องกง และ บริษัท เซลเซียส เน็ตเวิร์ก ในสหรัฐฯ แต่ปรากฏว่า บริษัททั้งสองประสบปัญหาสภาพคล่องในเวลาต่อมา

FACEBOOK/ZIPMEX THAILAND

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/ZIPMEX THAILAND

หลังจากนั้น บริษัทแม่ที่สิงคโปร์ได้ตัดสินใจได้ยื่นคำร้องต่อศาลสิงคโปร์ ขอหยุดพักชำระหนี้กิจการของ Zipmex ทั้งหมด โดยศาลสูงประเทศสิงคโปร์ได้อนุมัติขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ออกไปจนถึงวันที่ 2 เม.ย. นี้ เพื่อหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ จึงยังคงทำให้ลูกค้าไม่สามารถถอนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ค้างอยู่ใน Z Wallet ได้ จนถึงขณะนี้

ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คือ ระยะเวลาแจ้งเรื่องดังกล่าวต่อลูกค้าไม่สอดคล้องกับขั้นตอนการยื่นคำร้องของบริษัทแม่ในสิงคโปร์ กล่าวคือ บ. ซิปเมกซ์ เอเชียและบริษัทในเครือได้ยื่นขอพักชำระหนี้ในวันที่ 22 ก.ค. 2565 แต่กลับประกาศให้สาธารณะทราบในวันที่ 28 ก.ค. 2565 ซึ่งขั้นตอนดังกล่าว ก.ล.ต. กลับไม่รับรู้มาก่อน

  • ความเสียหายสูงเป็น 1,000 เท่า ของค่าปรับ

ต่อมา ก.ล.ต. จึงได้สั่งปรับนายเอกลาภ ยิ้มวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ. ซิปเมกซ์ ตามมาตรา 94 พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล และสั่งปรับบริษัทฯ ตามมาตรา 30 พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล ฐานระงับการให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล-ระงับการให้บริการฝากถอนทรัพย์สินของลูกค้าใน Trade wallet-Zwallet โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รวมเป็นเงินค่าปรับ 1.92 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ยังสั่งปรับ ซิปเมกซ์ ฐานไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินลูกค้าไปลงทุนต่อ โดยได้มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 695,000 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงินราว 2.6 ล้านบาท

เลขาธิการ ก.ล.ต. นำคณะผู้บริหารประชุมหารือกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ปอศ. วันที่ 25 ก.ค. 2565 กรณีบริษัท ซิปเม็กซ์ โดยมีข้อสรุปว่า ก.ล.ต. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากกรณีดังกล่าวอาจมีความเสียหายกับประชาชนจำนวนมาก

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สำนักงาน ก.ล.ต.

คำบรรยายภาพ, เลขาธิการ ก.ล.ต. นำคณะผู้บริหารประชุมหารือกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ปอศ. วันที่ 25 ก.ค. 2565 กรณีบริษัท ซิปเม็กซ์ โดยมีข้อสรุปว่า ก.ล.ต. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากกรณีดังกล่าวอาจมีความเสียหายกับประชาชนจำนวนมาก

ทว่า ในครั้งนี้มีผู้เสียหายเบื้องต้น 700 ราย มูลค่ารวมเบื้องต้น 660 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมกับมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฝากไว้กับบริษัทในต่างประเทศ อย่าง บ.บาเบลฯ เป็นมูลค่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,758 ล้านบาท และฝากไว้กับ บ.เซลเซียสฯ เป็นมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 183 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นราว 2,600 ล้านบาท

น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน นักเขียน และนักแปล บอกบีบีซีไทยว่า ในแง่ธรรมาภิบาล เธอตั้งข้อสังเกต 2 ประการ ประกอบด้วย

  • ประการแรก - การดำเนินการของ ก.ล.ต. สองมาตรฐานหรือไม่กับกรณีอื่น ๆ โดยเฉพาะสัดส่วนของค่าปรับเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ลงทุน ขณะที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานข่าวว่า ก.ล.ต. ได้ตั้งเรื่องสอบสวนหรือดำเนินคดีกับซิปเม็กซ์ มีเพียงการเรียกไปชี้แจงเท่านั้น
  • ประการที่สอง - เธอมองว่า มาตรการลงโทษของ ก.ล.ต. ถือว่า เบาเกินไปหรือไม่ หรือเป็นผลจากความเกรงใจทีมผู้บริหารของบริษัท ซิปเม็กซ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและครอบครัวดัง

ปัจจัยที่ 4: ความล่าช้า กรณีหุ้น MORE

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน)

ประเด็นสุดท้ายที่ สื่อมวลชนหลายฉบับรายงานตรงกันว่า ถือว่าเป็น "ปมร้อน" ที่อาจจะสะเทือนการดำรงตำแหน่งอีกวาระของ น.ส. รื่นวดี คือ การแสดงจุดยืนและความล่าช้าในการดำเนินการกรณี กรณี การซื้อขายหุ้นของ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE อย่างผิดปกติ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2565 โดยมีราคาปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เปิดตลาดเพิ่มขึ้น 4.3% จากราคาปิดในวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งวันที่สูงมากถึง 7,143 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 30 วันก่อนหน้าอยู่ที่เพียง 360 ล้านบาทเท่านั้น

โดยในช่วงที่เปิดตลาด มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 1,500 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 4,300 ล้านบาท

ฝ่ายกำกับการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เริ่มจับสัญญาณความผิดปกติในการส่งคำสั่งซื้อขาย เมื่อพบว่า มีคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อเพียงรายเดียวผ่านบริษัทสมาชิกหลายแห่ง ที่ราคาหุ้นละ 2.90 บาท ขณะที่ฝั่งขาย มีการส่งคำสั่งเป็นจำนวนมากจากผู้ขายหลายรายที่ระดับราคาใกล้เคียงกับราคาเสนอซื้อ โดยมีจำนวนที่สั่งขายตั้งแต่ประมาณ 70 ล้านหุ้นต่อราย ไปจนถึงประมาณ 600 ล้านหุ้นต่อราย

น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน นักเขียน และนักแปล

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน นักเขียน และนักแปล

ทันทีที่เปิดตลาด มีการจับคู่ซื้อขายกับผู้ขายหลายรายผ่านบริษัทสมาชิกหลายแห่ง หลังจากนั้น ภายในไม่ถึง 20 นาทีหลังเปิดตลาด ราคาได้ทยอยปรับตัวลงจนไปต่ำสุดที่ Floor ที่ราคา 1.95 บาท และปิดตลาดที่ราคาดังกล่าว

วันถัดมา (11 พ.ย. 2565) เมื่อเปิดการซื้อขาย ราคาหุ้น MORE ได้ดิ่งลงไปอยู่ที่ 1.37 บาทต่อหุ้น และการซื้อขายลดฮวบลงเหลือ 134 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้สมาชิกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกรรมที่ต้องสงสัย

ต่อมา 14 พ.ย. ได้พบการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์หยุดพักการซื้อขาย ก่อนที่วันถัดมา 15 พ.ย. ตลท. ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP เป็นระยะเวลา 4 วัน และประสานงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่วนบรรดาโบรกเกอร์ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึง การทำหน้าของ ก.ล.ต. เนื่องจากใช้ระยะเวลากว่า 3 เดือนในการกล่าวโทษผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MORE พร้อมพวก 18 ราย จากกรณีสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE หรือ "ปั่่นหุ้น" พร้อมส่งเรื่อง บก.ปอศ. และ ปปง. ดำเนินคดีแล้ว ซึ่งกินเวลากว่า 3 เดือน

แหล่งข่าวใน ก.ล.ต. และ น.ส. สฤณี ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปมปัญหาทั้ง 4 เรื่อง เป็นเรื่องที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นขององค์กร รวมทั้งความกังวลในเรื่องการปรับตัวให้ของผู้กำกับดูแลตลาดทุนในยุคดิจิทัล อาจจำเป็นต้องผู้นำที่ผ่านความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม