กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึง

.

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

    • Author, เจสสิกา แบรดลีย์
    • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

ทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลังลืมตาตื่นนอนขึ้นมาบนเตียงตอนเช้า เพราะเมื่อคืนสวาปามอาหารค่ำหรืออาหารมื้อดึกจนแน่นท้องก่อนนอน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากในการย่อยอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง แทนที่จะได้พักผ่อนนอนหลับจริง ๆ ตามที่ต้องการ ทั้งยังพลอยส่งผลรบกวนให้คุณภาพการนอนย่ำแย่ลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะมีวิธีปรับปรุงคุณภาพการนอนของคนเรา ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นเวลา รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอย่างเช่นกาเฟอีน นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกรับประทานอาหารบางชนิดเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ด้วย

ต้องเลือกกินอาหารบางชนิด หรือปรับเปลี่ยนโภชนาการทั้งหมด ?

ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นในอดีต พบว่าการกินอาหารบางชนิดเป็นมื้อเย็นหรือกินก่อนนอน สามารถจะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับอย่างได้ผล เช่นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กครั้งหนึ่งพบว่า น้ำคั้นจากผลเชอร์รีที่มีรสเปรี้ยวอมฝาด จะช่วยให้หลับง่ายและหลับสนิทมากขึ้น

ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็พบว่า การรับประทานผลกีวีก่อนนอนก็ช่วยได้เช่นกัน งานวิจัยอีกหลายชิ้นยังชี้ว่า การดื่มนมอุ่นก่อนนอนช่วยให้หลับดี เพราะในนมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อยู่สูงมาก ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายนำไปสังเคราะห์เมลาโทนิน (melatonin) หรือ "ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ" ที่จะทำให้หลับง่ายนั่นเอง

เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น ของมนุษย์ โดยร่างกายจะผลิตเมลาโทนินมากขึ้นในช่วงตกเย็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง อย่างไรก็ตาม เราสามารถจะรับเมลาโทนินเข้าสู่ร่างกายโดยตรงได้ ผ่านการกินอาหารชนิดต่าง ๆ เช่นไข่, ปลา, ถั่ว, และเมล็ดพืช

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผลการทดลองหลายครั้งพบว่า น้ำเชอรี่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การกินอาหารที่มีเมลาโทนินสูง ช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น และทำให้หลับได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้นด้วย แต่ก็มีผลการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาการนอนดังกล่าว ทว่าการปรับเปลี่ยนด้านโภชนาการ หรือเปลี่ยนอาหารการกินทั้งหมดอย่างเป็นองค์รวม กลับมีความสำคัญและจำเป็นมากกว่า

ดร.มารี-ปิแยร์ ซานตอนจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการ จากสถาบันโภชนาการมนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ บอกว่า "คุณจะมาทึกทักเอาเองไม่ได้ว่า เราสามารถจะกินของไม่ดีตามใจปากได้ตลอดทั้งวัน แล้วค่อยมาดื่มน้ำเชอร์รีตอนก่อนนอนก็พอแล้ว"

ดร.ซานตอนจ์อธิบายว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการสกัดสารที่มีคุณค่าจากอาหาร เพื่อให้ร่างกายนำมาผลิตสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการนอนหลับ เป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่อาหารการกินที่เข้าสู่ร่างกายตลอดทั้งวันต่างหาก คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

อาหารการกินแบบไหนช่วยให้หลับดี

ผศ.ดร.เอริกา แจนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ บอกว่าผลการศึกษาวิจัยล่าสุดชี้ว่า อาหารที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นพืช หรือ "แพลนต์-เบส" (plant-based) ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด ซึ่งอาหารประเภทนี้รวมถึงธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี, ผลิตภัณฑ์จากนม, และโปรตีนที่มีไขมันต่ำอย่างเนื้อปลา

ในงานวิจัยปี 2021 ของผศ.ดร.แจนเซน ซึ่งวิเคราะห์เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาหารการกินกับการนอนหลับ พบว่าคนที่เริ่มกินผักผลไม้เพิ่มมากขึ้นเป็นประจำทุกวัน มีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นมาก หลังทำเช่นนั้นติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน

ผู้เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวกว่า 1,000 คน ได้รับมอบหมายจากทีมผู้วิจัย ให้พยายามกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นในทุกวัน ก่อนที่ทีมวิจัยจะติดตามความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาในเรื่องของการนอน

ขั้นตอนการวิจัยในลำดับก่อน-หลังเช่นนี้ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมให้แน่ใจว่า การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นำไปสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้จริง โดยทั้งสองสิ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยเหตุผลที่กลับตาลปัตร ซึ่งก็คือคนที่นอนหลับได้ดีอยู่แล้ว มีแนวโน้มจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

ผศ.ดร.แจนเซนยังพบว่า ผู้หญิงที่กินผักผลไม้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน มีแนวโน้มสูงกว่าผู้ชายถึงกว่าสองเท่า ที่อาการนอนไม่หลับจะดีขึ้น

เหตุผลหนึ่งที่ผักผลไม้ รวมทั้งอาหารสุขภาพอื่น ๆ อย่างเนื้อสัตว์, นม, ถั่วเปลือกแข็ง, เมล็ดพืช, ธัญพืชเต็มเมล็ด, และถั่วเมล็ดแห้ง (legumes) ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น อาจเป็นเพราะมีสารทริปโตแฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดจำเป็นอยู่มาก

งานวิจัยที่ทำขึ้นในประเทศสเปน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ได้สำรวจพฤติกรรมการนอนและอาหารการกินของนักศึกษา 11,000 คน พบว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้รับทริปโตแฟนจากอาหารน้อยที่สุดในแต่ละวัน มีคุณภาพการนอนต่ำกว่าเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด ทีมผู้วิจัยจึงสรุปว่า การได้รับทริปโตแฟนในปริมาณที่ต่ำเกินไปนั้น เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องการนอนได้น้อยชั่วโมงหรือนอนไม่หลับ

ผศ.ดร.แจนเซน อธิบายว่า ทริปโตแฟนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนอน เพราะเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งจะถูกแปลงให้กลายเป็นเมลาโทนินในที่สุด "หากร่างกายไม่มีทริปโตแฟน หรือไม่ได้รับเมลาโทนินเพิ่มเติมจากแหล่งอาหารโดยตรง ระดับของเมลาโทนินที่ร่างกายผลิตได้ก็จะลดลงไปด้วย"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ถั่วเมล็ดแห้งและธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี มีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.แจนเซนเตือนว่า การกินอาหารที่มีทริปโตแฟนสูง ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับได้ทั้งหมด เพราะคนเราจำเป็นจะต้องกินคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยไฟเบอร์สูง เช่นถั่วเมล็ดแห้งหรือธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี ควบคู่กันไปกับทริปโตแฟนด้วย เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการนอนหลับ ถูกย่อยและดูดซึมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถซึมผ่านกระแสเลือดเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ควบคุมการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว อาหารที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลักยังช่วยให้นอนหลับได้ดี เพราะสารต้านอนุมูลอิสระในพืชจะช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งที่ผ่านมามีผลวิจัยรับรองว่า หากการอักเสบภายในร่างกายลดต่ำลง จะช่วยยกระดับคุณภาพการนอนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ในงานวิจัยของดร.ซานตอนจ์ เธอพบว่าอาหารที่อุดมไปด้วยกากใยไฟเบอร์ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการนอนหลับได้ดีกว่าเดิม เพราะไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญต่อการหมักของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า มีหลายกลไกที่ทำให้สุขภาพลำไส้เป็นประโยชน์ต่อการนอน เพราะอวัยวะทั้งสองมีการติดต่อสื่อสารกัน ผ่านแกนลำไส้-สมอง (gut-brain axis)

เคยมีการทดลองกับสัตว์ที่พิสูจน์ว่า สารจำพวกโพลีฟีนอล (polyphenols) ในพืช มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์เห็นว่า การทดลองแบบเดียวกันในมนุษย์ไม่อาจทำได้โดยง่าย เพราะฐานข้อมูลที่แสดงถึงปริมาณโพลีฟีนอลในพืชชนิดต่าง ๆ นั้น อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสมอไป จนทำให้การตรวจวัดปริมาณของสารโพลีฟีนอลที่มนุษย์ได้รับจากอาหาร พลอยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะปริมาณโพลีฟีนอลในพืชจะผันแปรขึ้นลงตลอดเวลา โดยแตกต่างกันไปในแต่ละงวดการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับคุณภาพและชนิดของดินที่ใช้ปลูกพืช, สภาพอากาศ, และกระบวนการทางการเกษตร ส่วนเมลาโทนินในพืชก็เช่นเดียวกัน อาจมีการผันแปรขึ้นลงได้ตามสถานที่และวิธีการเพาะปลูกพืช

แมกนีเซียมช่วยได้แค่ไหน

แมกนีเซียมเป็นสารอาหารจำพวกแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ง่าย และพบได้มากในอาหารที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากแมกนีเซียมช่วยลดระดับคอร์ติซอล (cortisol) หรือ "ฮอร์โมนเครียด" รวมทั้งช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย

มีคำแนะนำว่าผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ ควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 420 มิลลิกรัมต่อวัน จากการกินอาหารหลายชนิด เช่นผักใบเขียวอย่างผักโขม, ถั่วเมล็ดแห้ง, ถั่วเปลือกแข็ง, เมล็ดพืช, และธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เวลาที่คุณเลือกรับประทานอาหาร สามารถจะมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการนอนได้

แต่ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังขาดแมกนีเซียม สาเหตุบางส่วนมาจากการกินอาหารแบบตะวันตก ซึ่งมีพืชผักผลไม้น้อย แต่เต็มไปด้วยอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) สาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากวิธีการเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีปริมาณมาก ทำให้ธาตุแมกนีเซียมในดินที่ใช้ปลูกพืชลดลง

งานวิจัยของดร.ฮีเทอร์ เฮาเซนบลาส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย จากมหาวิทยาลัยแจ็กสันวิลล์ของสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ระบุว่าได้ให้คนที่นอนไม่หลับหรือมีคุณภาพการนอนย่ำแย่จำนวนหนึ่ง กินแมกนีเซียมเสริมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้สลับให้กินยาหลอกต่ออีก 2 สัปดาห์ โดยตลอดระยะเวลาของการทดลองทั้งหมด นักวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่างสวมอุปกรณ์วัดคุณภาพการนอนติดตัวไว้ ทั้งยังให้รายงานความรู้สึกหลังตื่นนอน ว่าตนเองนอนหลับได้ดีแค่ไหนด้วย

ดร.เฮาเซนบลาสพบว่า การหลับลึกและการหลับฝันในช่วง REM ของกลุ่มตัวอย่าง มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า เมื่อได้กินแมกนีเซียมเสริม ทีมผู้วิจัยยังคาดการณ์ว่า แมกนีเซียมอาจส่งผลดีต่อการนอนนานกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่แน่ใจกับผลการศึกษาในส่วนนี้มากนัก

แม้ผลการวิจัยของเธอจะพิสูจน์ว่า แมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณภาพดี สามารถช่วยให้คนส่วนใหญ่นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ดร.เฮาเซนบลาสก็กล่าวเตือนไว้เช่นกันว่า แมกนีเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ยารักษาโรคนอนไม่หลับแบบครอบจักรวาล "แค่กินแมกนีเซียมก่อนนอน ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ หากไม่ออกไปโดนแดดกลางแจ้งหรือออกกำลังกายเสียบ้าง และหากคุณยังคงกินแต่อาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก หรือมีวงจรการหลับ-ตื่น ที่ไม่แน่นอน แมกนีเซียมก็ไม่ช่วยอะไร"

การที่แมกนีเซียมช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ทำให้มันมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิต และช่วยให้คลายเครียดจนนอนหลับได้ง่ายไปโดยปริยาย ซึ่งก่อนหน้านี้ผลการวิจัยหนึ่งพบว่า ภาวะเครียดและซึมเศร้ากับการนอนไม่หลับ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด

ผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2017 พบว่าการกินแมกนีเซียมเสริมทุกวัน ทำให้ภาวะเครียดวิตกกังวลและซึมเศร้าลดลงอย่างมาก โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับเพศ, วัย, หรือระดับความรุนแรงของโรคทางใจที่เป็นอยู่ก่อนหน้านั้น ผลวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า อาหารที่มีผักผลไม้อยู่ในปริมาณสูง ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้น

เปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วยได้ไหม ?

แม้การกินมื้อค่ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนได้ แต่การปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาในการกิน หรือช่วงของมื้ออาหารที่เรากินตลอดทั้งวัน อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้มากขึ้น "หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนนอน คือต้องหยุดกินก่อนเข้านอนราว 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่กินอาหารมื้อใหญ่ที่มีแคลอรีสูงในตอนนั้นเด็ดขาด" ดร.แจนเซนกล่าว

ดร.แจนเซนให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า การกินแต่หัววันหรือกินแต่เฉพาะในช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด ช่วยให้ร่างกายสามารถแยกแยะได้ดีขึ้นว่า เวลากลางวันมีไว้สำหรับการกิน และกลางคืนมีไว้สำหรับการนอน "เมื่อมีการแบ่งแยกกลางวันกลางคืนอย่างชัดเจนขึ้น สมองจะรับรู้ได้ง่ายว่าถึงเวลานอนแล้ว นอกจากนี้ สมองของคนเราเริ่มต้นใหม่ในทุกเช้า และการรับแสงแดดยามเช้าก็สำคัญ ต่อการปรับตั้งนาฬิกาชีวภาพเสียใหม่"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การกินเมลาโทนินเสริมช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ แต่เราก็สามารถจะได้รับเมลาโทนินจากอาหารเช่นกัน

ดร.แจนเซน ยังกล่าวเสริมว่า "จังหวะเวลาในการกิน เป็นการให้สัญญาณเพื่อบอกร่างกายอีกทางหนึ่งว่า ตอนนี้เป็นเวลาไหนแล้ว ร่างกายคนเราจะรับรู้ถึงการทำงานของตนเองได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อมีการทำสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกันทุกวัน"

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การการกินอาหารเช้าที่มีผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนประกอบหลัก ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สว่างเจิดจ้า อาจมีประโยชน์ต่อการนอน มากกว่าการกินอาหารแบบเดียวกันในห้องที่มีแต่แสงไฟสลัว เนื่องจากการกินอาหารเช้ากลางแจ้ง จะช่วยให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินออกมามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์บอกว่า แวดวงวิทยาศาสตร์ยังคงไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัด ในเรื่องที่ว่าการกินเมลาโทนินเสริม ทั้งในรูปแบบของยาหรือที่มาจากอาหารจำพวกพืช มีอิทธิพลต่อการผลิตเมลาโทนินในร่างกายหรือไม่ และส่งผลต่อการนอนหลับอย่างไร "นอกจากนี้ เรายังไม่รู้เลยว่า ระบบเผาผลาญได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรากินเข้าไปหรือไม่ เรื่องนี้อาจสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการนอนอย่างมาก และเราจำเป็นต้องศึกษาแบบเจาะลึก ถึงเรื่องกลไกเหล่านี้ให้มากขึ้น"

ดร.แจนเซนเห็นพ้องกับดร.ซานตอนจ์ว่า การวิจัยเรื่องอาหารการกินกับการนอนหลับ เป็นหัวข้อที่ยากยิ่งต่อการศึกษา โดยยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องที่ยังไม่อาจหาคำตอบได้ เช่นปริมาณของเมลาโทนินในอาหารที่เราควรได้รับ ซึ่งไม่รู้ว่าเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการออกฤทธิ์ให้นอนหลับได้

"เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาว่า ระหว่างแสงกับอาหารนั้น สิ่งใดมีอิทธิพลต่อเมลาโทนินมากกว่ากัน หรือว่าทั้งสองอย่างต่างทำงานร่วมกัน" ดร.แจนเซนกล่าว

กินอย่างไรดีที่สุดต่อการนอนหลับ

โดยสรุปแล้วดูเหมือนว่า อาหารแพลนต์เบสที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด และหากสามารถควบคุมการกิน ให้ตรงเวลาของอาหารมื้ออาหารปกติได้ตลอดวัน ก็จะยิ่งช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยได้เน้นถึงความสำคัญของปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากอาหารด้วย เช่นการขยับเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกลางวัน, การสัมผัสกับแสงแดดและความมืดแบบเป็นเวลา, รวมทั้งการรักษาสุขภาพจิต ก็ช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิทด้วยเช่นกัน

ในท้ายที่สุด ดร.ซานตอนจ์ได้กล่าวเตือนว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องแยกแยะให้ได้ ระหว่างคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี กับโรคหรือความผิดปกติในการนอน (sleep disorder) อย่างเช่นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)

"หากคุณมีโรคหรือความผิดปกติในการนอน คุณจะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษา" ดร.ซานตอนจ์กล่าว "ส่วนหนึ่งของแผนการรักษา อาจรวมถึงการปรับปรุงอาหารการกินของคนไข้ แต่บางคนต้องใช้วิธีรักษาบางอย่างเพิ่มเติมที่มากไปกว่านั้น"

คำเตือน: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ผู้อ่านไม่ควรนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพการดูแลสุขภาพ บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อการวินิจฉัยโรคของผู้อ่าน หากใช้เนื้อหาในบทความนี้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ บีบีซียังไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาจากลิงก์ภายนอก และไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการเชิงพาณิชย์ใด ๆ ที่มีการแนะนำหรือเอ่ยถึงในหน้าเว็บไซต์นี้ กรุณาขอคำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปประจำตัวของคุณทุกครั้งหากมีความกังวลเรื่องสุขภาพ