เหตุใดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่คุณชื่นชอบ สามารถกัดเคลือบฟันจนสึกกร่อนและเสียหายถาวรได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, นาซานิน โมตาเมดี
- Role, บีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย
น้ำอินฟิวส์ (infused water) ที่แช่เนื้อผลไม้เพื่อทำให้กลิ่นรสของน้ำเปล่าสดชื่นขึ้น รวมถึงน้ำส้มคั้นแก้วใหญ่ที่คนนิยมดื่มเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี แม้จะเป็นเครื่องดื่มที่คนยุคใหม่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพยิ่งกว่าน้ำอัดลม แต่ล้วนมีพิษภัยแฝงอยู่อย่างคาดไม่ถึงทั้งสิ้น
นักวิทยาศาสตร์ได้เผยผลวิจัยที่ชี้ว่า เครื่องดื่มสุขภาพที่เป็นกรดอย่างเช่นน้ำส้ม, น้ำอินฟิวส์ที่แช่เนื้อผลไม้รสเปรี้ยวหรือมะนาวฝาน, รวมทั้งชาผลไม้ที่มีส่วนผสมของลูกเบอร์รีหรือสมุนไพรที่เป็นกรด สามารถจะกัดเคลือบฟัน (enamel) จนสึกกร่อนและเสียหายอย่างถาวร โดยไม่มีหนทางแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้
อย่างไรก็ตามยังคงมีข่าวดีว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) ได้ใช้ประสบการณ์ที่มีมายาวนานกว่า 20 ปี ศึกษาทดลองจนค้นพบวิธีการและช่วงเวลาในการกินดื่มที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันเคลือบฟันให้คงทน ไม่สึกกร่อนจนสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้ไปเยือนห้องปฏิบัติการของทีมวิจัยข้างต้น เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเคลือบฟันด้วยตนเอง รวมทั้งสอบถามถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เคลือบฟันอยู่กับเราไปนาน ๆ
ฟันสึกกร่อนต่างจากฟันผุอย่างไร
ในตอนที่เรายังเด็ก มักจะได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่พร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าให้ระวังฟันผุ ซึ่งหมายถึงการที่ฟันเป็นรูเล็ก ๆ ที่อาจขยายตัวขึ้นเป็นช่องโหว่ใหญ่ในเวลาต่อมา โรงเรียนและสื่อต่าง ๆ ก็พร่ำสอนว่า ขนมหวานและช็อกโกแลตจะทำให้ฟันผุจนยิ้มไม่สวยได้
เมื่อเรากินอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากซึ่งเกาะตัวอยู่บนผิวฟันตามธรรมชาติ จะมากินน้ำตาลที่ตกค้างอยู่ในปากหลังเรากินของหวานเข้าไป ทำให้เกิดรูผุขึ้นบนตัวฟันได้ แต่ตราบใดที่รูฟันผุไม่ได้มีขนาดใหญ่จนเกินไป ทันตแพทย์ก็สามารถช่วยแก้ไขด้วยการอุดฟันได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาฟันสึกกร่อนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต่างจากฟันผุอย่างมาก เพราะสาเหตุมาจากกรดในอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าโจมตีกัดกร่อนเคลือบฟันโดยตรง จนเคลือบฟันที่เป็นโครงสร้างชั้นนอกสุดของฟัน ค่อย ๆ สลายตัวไปอย่างช้า ๆ ทีละน้อย จนชั้นเนื้อฟัน (dentine layer) ที่อยู่ด้านล่างเสียหายไปด้วย
เคลือบฟันนั้นทำหน้าที่ปกป้องชั้นที่อ่อนนุ่มกว่าในโครงสร้างฟัน แม้จะมีความแข็งแกร่งในระดับสูง แต่ก็ไม่อาจทนทานต่อการถูกกรดและน้ำตาลกัดกร่อนเป็นประจำได้ เมื่อเคลือบฟันสึกกร่อนเสียหายไปแล้ว ก็ไม่มีวิธีแก้ไขให้หวนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.โปลีวีออส ชาราลาบูส ทันตแพทย์และนักวิจัยของราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า "ฟันจะสึกกร่อนก็ต่อเมื่อสัมผัสโดนกรดเป็นประจำ หรือมีการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่หวานจัดและเป็นกรดมากจนเกินไป หากเคลือบฟันสึกกร่อนแล้วทิ้งไว้โดยไม่รีบรักษา อาจนำไปสู่โรคหรือความผิดปกติของฟันในหลายรูปแบบ เช่นการเกิดคราบ, ฟันแตกร้าว, ฟันบิ่นหรือขอบฟันแตก, เสียวฟันเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด, หรือเกิดภาวะฟันโปร่งแสงเนื่องจากเคลือบฟันหลุดออกไปได้"
กินดื่มอย่างไรไม่ทำลายเคลือบฟัน
ดร.ชาราลาบูส ได้ทดลองใช้อุปกรณ์วัดค่าพีเอช (pH) หรือค่าความเป็นกรดเป็นด่าง เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นกรดภายในช่องปากของผู้สื่อข่าวบีบีซี ขณะที่ดื่มน้ำส้มด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน 3 แบบ ดังต่อไปนี้
- เมื่อจิบน้ำส้มเข้าปาก ค่าพีเอชตกลงไปอยู่ที่ 4.7 ซึ่งเท่ากับมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น และต้องใช้เวลา 18 วินาที กว่าที่ค่าพีเอชจะกลับคืนสู่สภาพเป็นกลาง
- เมื่อดื่มโดยอมน้ำส้มไว้ในปากราว 10 วินาที ความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอีก และต้องใช้เวลานานกว่าเดิมถึง 5 เท่า เพื่อให้ค่าพีเอชของช่องปากกลับคืนสู่สภาพเป็นกลาง
- เมื่อดื่มโดยกลั้วน้ำส้มในปาก ค่าพีเอชตกลงไปอยู่ที่ 3 ซึ่งเท่ากับว่าความเป็นกรดพุ่งขึ้นสูงสุด และต้องใช้เวลารอยาวนานขึ้นถึงกว่า 30 เท่า เพื่อให้ค่าพีเอชของช่องปากกลับคืนสู่สภาพเป็นกลาง

การดื่มกินอาหารที่ไม่ทำลายเคลือบฟัน และช่วยปกป้องเคลือบฟันให้ปลอดภัยได้ในระดับสูงสุด จะต้องพยายามรักษาค่าพีเอชในช่องปากให้ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นกลาง (pH 7) ให้มากที่สุด
การทดลองนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การอมหรือกลั้วเครื่องดื่มที่เป็นกรดในปากจะทำให้ฟันเสียหายหนักขึ้น เพราะนิสัยการดื่มแบบนี้เพิ่มระยะเวลาการสัมผัสกับกรด และเพิ่มแรงกัดเซาะที่ของเหลวกระทำต่อผิวฟันให้หนักหน่วงขึ้น "หากต้องการปกป้องเคลือบฟัน อย่าอมเครื่องดื่มที่เป็นกรดไว้ในปากนาน ๆ และอาจเลือกใช้หลอดดูดแทนการดื่มโดยตรง เพื่อช่วยให้ฟันสัมผัสโดนกรดน้อยลง มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การใช้หลอดดูดช่วยลดปัญหาฟันสึกกร่อนจากการดื่มน้ำอัดลมได้" ดร.ชาราลาบูสกล่าวแนะนำ
ทีมวิจัยของ KCL ยังพบว่า การกินดื่มของที่เป็นกรดบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินจุบกินจิบนอกมื้ออาหาร จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะฟันสึกกร่อนได้มากที่สุด ผู้บริโภคเครื่องดื่มที่เป็นกรดอย่างเช่นน้ำอัดลม, น้ำอินฟิวส์ใส่มะนาวฝาน, หรือชาร้อนกลิ่นผลไม้วันละ 2 ครั้ง ในช่วงว่างระหว่างมื้ออาหารหลักของวัน มีแนวโน้มจะเกิดภาวะฟันสึกกร่อนระดับรุนแรงหรือปานกลางได้สูงกว่าผู้อื่นถึง 11 เท่า
อย่างไรก็ตาม อัตราความเสี่ยงที่ว่านี้จะลดลงถึงครึ่งหนึ่ง หากบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นกรดพร้อมกับของกินอื่น ๆ ภายในมื้ออาหารหลัก ดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มกัดกร่อนเคลือบฟันเหล่านี้ ควรวางแผนการบริโภคอย่างชาญฉลาด โดยอาจดื่มในขณะที่กำลังกินอาหารมื้อหลัก ทั้งยังสามารถดื่มทันทีในช่วงก่อนหรือหลังมื้ออาหารเล็กน้อยก็ได้
เครื่องดื่มชนิดไหนกัดฟันสึกกร่อนมากที่สุด

ทีมวิจัยของ KCL ได้ทดลองเปรียบเทียบความสามารถในการกัดกร่อนของเครื่องดื่ม 4 ชนิด ได้แก่น้ำส้ม, โคล่า, อายรัน (Ayran โยเกิร์ตชนิดดื่มไม่อัดลม), และชาผลไม้ โดยแช่ตัวอย่างเคลือบฟันในเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเท่ากับดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกรด 3 แก้วต่อวัน เป็นระยะเวลา 2 วันติดต่อกัน
เมื่อตรวจสอบเคลือบฟันด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบเส้นสีดำบนเคลือบฟันซึ่งเป็นร่องรอยของการถูกกัดกร่อน โดยน้ำอัดลมสร้างความเสียหายไว้มากที่สุด รองลงมาคือน้ำส้มคั้นและชาผลไม้ลูกเบอร์รีสีแดงตามลำดับ ส่วนเครื่องดื่มที่อ่อนโยนต่อเคลือบฟันมากที่สุด ได้แก่อายรันที่ทำจากโยเกิร์ตผสมน้ำและเกลือเล็กน้อย เครื่องดื่มแบบโบราณชนิดนี้เป็นที่นิยมกันในแถบเอเชียใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศตุรกี, เลบานอน, ซีเรีย, อิหร่าน, อาร์มีเนีย, อินเดีย และปากีสถาน
อาหารที่ทำลายเคลือบฟัน
นอกจากเครื่องดื่มแล้ว อาหารที่มีความเป็นกรดสูงก็ทำลายเคลือบฟันด้วยเช่นกัน ผลไม้ส่วนใหญ่มีความเป็นกรดอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลส้ม อย่างเช่นส้มซัตสึมะ (Satsuma) ของญี่ปุ่น จะมีความเป็นกรดสูงยิ่งกว่ากล้วยหรือแอปริคอต ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ที่เป็นกรดนั้นได้แก่
- พริก
- มะเขือเทศและซอสมะเขือเทศ
- กิมจิ
- เซาเออร์เคราต์ (Sauerkraut)
- น้ำส้มสายชูและผักดองชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลไซเดอร์
- น้ำเชื่อมเข้มข้นรสผลไม้ (fruit squash)
- น้ำอินฟิวส์ที่ใส่ผลไม้ ตัวอย่างเช่นน้ำแช่มะนาวฝาน
- ชาที่แต่งรสชาติต่าง ๆ รวมถึงชาลูกเบอร์รี, ชาโรสฮิป (rose hip), ชาผสมขิงและมะนาว
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่
- น้ำอัดลม แม้จะเป็นแบบที่ปราศจากน้ำตาลก็กัดกร่อนเคลือบฟันได้ไม่แพ้กัน
อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้หลายชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายสูง จึงน่าเสียดายหากจะต้องหลีกเลี่ยงไม่บริโภค เพียงเพราะเกรงว่าจะทำลายเคลือบฟัน อย่างไรก็ตามมีเทคนิคบางอย่างที่เราสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อกินดื่มของที่เป็นกรดได้อย่างปลอดภัย
- กินอาหารที่มีแคลเซียมสูงปิดท้ายมื้ออาหาร เพื่อช่วยปรับสมดุลค่าพีเอชในช่องปากที่เป็นกรดสูง ให้กลับคืนมาเป็นกลางได้ง่ายขึ้น โดยอาจกินชีส ดื่มนม หรือกินโยเกิร์ตก็ได้
- เคี้ยวหมากฝรั่งที่ปราศจากน้ำตาล เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำลายที่ช่วยปกป้องเคลือบฟันได้
- เปลี่ยนจากชาผลไม้เป็นชาดำแบบธรรมดา เพราะชาดำมีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟันน้อยกว่า
- หันมาผสมน้ำอินฟิวส์โดยใส่แตงกวา, สะระแหน่, หรือโรสแมรีลงไปแทนผลไม้รสเปรี้ยว
ฟันสึกกร่อนพบได้บ่อยแค่ไหน
บรรดาทันตแพทย์ออกมาเตือนว่า ปัจจุบันภาวะฟันสึกกร่อนได้กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยจำนวนของผู้ที่มีภาวะนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจในปี 2013 ที่จัดทำโดยดร.เดวิด บาร์ตเล็ตต์ หัวหน้าภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthodontics) แห่งสถาบันทันตกรรมของ KCL พบว่าเกือบ 30% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-35 ปี กำลังประสบปัญหาฟันสึกกร่อนในระดับปานกลางถึงรุนแรง
ส่วนตัวเลขสถิติของภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ได้จากการสำรวจประชากร 2,924 คน ใน 6 ชาติอาหรับ เมื่อไม่นานมานี้ พบว่ามีอัตราการเกิดภาวะฟันสึกกร่อนสูงกว่ายุโรปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โอมานนั้น พบกรณีฟันสึกกร่อนสูงสุดถึง 60.7% รองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย (57.1%), ยูเออี (49.3%), อียิปต์ (32.9%), คูเวต (31.9%) และพบได้ต่ำสุดคือจอร์แดน (16.5%)
ฟันสึกกร่อนระดับไหนที่ถือว่ายังปกติ
ดร.ชาราลาบูสแนะนำว่า "อันที่จริงแล้ว การสึกกร่อนของฟันเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคน โดยเป็นการสึกกร่อนเล็กน้อยในทางสรีรวิทยา แต่หากคุณไม่ระวังให้ดี ปัจจัยต่าง ๆ เช่นอาหารการกิน, อุปนิสัยบางอย่าง, และความเจ็บป่วยอย่างเช่นอาการกรดไหลย้อน สามารถเร่งให้ฟันสึกกร่อนเร็วขึ้นและหนักขึ้นได้"
การไปพบทันตแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจประเมินความเสียหายของเคลือบฟันได้ อย่างไรก็ตามฟันที่สึกกร่อนไปมากแล้ว ไม่มีวิธีรักษาหรือกู้คืนเคลือบฟันให้กลับสู่สภาพเดิม ดังนั้นการป้องกันเสียแต่แรกจึงเป็นวิธีดูแลรักษาเคลือบฟันที่ดีที่สุด












