"ถ้าต้องทุบก็ต้องทุบ" คำพูดเรื่องการแก้ปัญหาไฟใต้ของทักษิณ ชินวัตร กำลังสะท้อนอะไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
เป็นอีกครั้งที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยว่าจัดการกับปัญหาชายแดนใต้อย่างไร และกลยุทธ์ที่เขาแนะนำคือการใช้ไม้แข็งและไม้นวมควบคู่กัน
"เรื่องภาคใต้ก็ไม่ยาก คำว่า Iron fist (กำปั้นเหล็ก) และ Velvet glove (ถุงมือกำมะหยี่) มันใช้ได้จริง ๆ คือบทที่จะต้องพูดคุยก็พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ถ้าต้องทุบก็ต้องทุบ ต้องเด็ดขาด ถ้าวันนี้เราเหยาะแหยะ ๆ คุยก็ไม่จริงจัง ปราบปรามก็ไม่จริงจัง ใครจะไปกลัวเรา วันนี้ต้องชัดเจนทั้งสองข้าง"
คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นวานนี้ (27 พ.ค.) เนื่องจากอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานอาเซียนได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน" ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ท่ามกลางบรรดารัฐมนตรี นายตำรวจระดับสูง และสื่อมวลชนจำนวนมากเข้ารับฟัง
แม้การเอ่ยคำแนะนำดังกล่าวกินระยะเวลาไม่กี่นาทีของการปาฐกถาที่เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด แต่คำพูดดังกล่าวกลับทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง เนื่องจากถูกมองว่ากำลังชี้นำให้รัฐบาลใช้ปฏิบัติการทางทหารนำการเมือง
นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเป็นธรรม กล่าวผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่าวาทกรรมของนายทักษิณนั้นน่ากลัว เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึง "การจะย้อนเวลาหาอดีตของคุณทักษิณขณะเป็นนายกฯ เมื่อ 21 ปีก่อนที่เน้นการใช้ 'ไม้แข็ง' หรือ 'อำนาจทางทหาร' เพื่อจัดการกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง" และลดทอนความซับซ้อนของปัญหาชายแดนใต้ซึ่งประกอบไปด้วยมิติทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ศาสนา และความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง
สส. จากพรรคเป็นธรรมยังบอกด้วยว่า การใช้ถ้อยคำเช่น "ต้องทุบก็ต้องทุบ" เป็นการให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน และ "กระตุ้นความรู้สึก 'รัฐกดขี่' ในสายตาชาวบ้าน"
"จริง ๆ ผมไม่อยากเอาคำพูดของคุณทักษิณฯ มาคิด เพียงแต่เค้าเป็นคนที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลที่นำ [โดย] คุณแพทองธาร [ชินวัตร] จึงต้องพิเคราะห์ให้ดีถึงคำพูดของคนคนนี้" นายกัณวีร์ กล่าว

ที่มาของภาพ, ป.ป.ส.
ด้าน ศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าคำพูดของนายทักษิณยังกระตุ้นความรู้สึกของคนในพื้นที่ด้วย เพราะทำให้นึกย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่นายทักษิณเป็นผู้นำรัฐบาล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะในปี 2547 ซึ่งเน้นใช้นโยบายปราบปรามอีกฝ่ายหนึ่ง
"มันก็ทำให้คนยังฝังใจว่าความรุนแรงในช่วงแรกมันลุกลามบานปลายเพราะสมัยคุณทักษิณนี่แหละ แล้วพอคุณทักษิณมาใช้คำพูดแบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ซึ่งมันเป็นผลกระทบของการพูดแบบนี้ ควรจะระมัดระวังคำพูดมากกว่านี้ " ศ.ดร.ศรีสมภพ บอก
อาจารย์จากสถาบันสันติศึกษายังบอกด้วยว่าสถานการณ์ชายแดนใต้มีลักษณะพิเศษที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนของทางการไทยไม่ควรยั่วยุหรือท้าทายอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะมันจะไปกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ในลักษณะปฏิบัติการทางทหารตามมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่
"ดังนั้น ผู้นำที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ควรระมัดระวังอย่างมากในเรื่องนี้" เขาบอก
ศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวต่ออีกว่าคำพูดของนายทักษิณยังสะท้อนทัศนคติของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มองปัญหาของพื้นที่เป็นสีขาว-ดำ ซึ่งตัวเขาเองไม่เห็นด้วย
"จะมองขาวกับดำแบบนั้นอย่างเดียวไม่ได้ มันมีพื้นที่สีเทาซึ่งต้องเข้าไปจัดการในแง่ของความละเอียดอ่อน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะฟาดไปฟาดมา ผมจึงคิดว่านี่ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา เพราะพิสูจน์มาแล้วว่า 20 ปีที่ผ่านมา การใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร มันได้ผลมากกว่าความรุนแรง"
ขณะเดียวกัน น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้ บอกกับบีบีซีไทยว่านับตั้งแต่ทางการไทยยังไม่ตั้งคณะพูดคุยสันติสุข โดยอ้างว่าต้องการพูดคุยกับตัวจริงของกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) นั้น พบว่าแนวโน้มเหตุรุนแรงในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และ "ยังไม่มีใครเอาหัวลูกศรเหตุรุนแรงที่กำลังพุ่งขึ้นนี้ ลงได้"
เหตุปะทะล่าสุดในพื้นที่เกิดขึ้นเช้าวันนี้ (28 พ.ค.) ในเวลาประมาณ 08.30 น. โดยเกิดการโจมตีสถานีตำรวจภูธร (สภ.) จะแนะ จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 1 นาย
จากการสืบค้นข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ บีบีซีไทยพบว่าช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการเพื่อเจรจากับทางบีอาร์เอ็น มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น 207 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 ราย และบาดเจ็บ 85 ราย (ข้อมูลระหว่างวันที่ 28 พ.ย. 2566-14 ส.ค.2567)
ขณะที่ช่วงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั้งหมด 432 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 336 ราย และเสียชีวิต 93 ราย (18 ส.ค. 2567-30 เม.ย. 2568)
น.ส.อัญชนากล่าวต่อว่าคำพูดของนายทักษิณสะท้อนถึงตัวตนของอดีตนายกรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐในเวลาเดียวกัน เพราะหากย้อนกลับไปยังปี 2547 ซึ่งนายทักษิณเคยพูดว่า "โจรใต้ โจรกระจอก" ก็นำไปสู่การขยายตัวของกลุ่มขบวนการในพื้นที่และทำให้ชายแดนใต้อยู่ในความไม่สงบนานกว่า 20 ปีจนถึงตอนนี้
"คำพูดของเขาสะท้อนว่าประเมินปัญหาต่ำกว่าความเป็นจริง ประเมินไม่ถูกต้อง" เธอบอก และเสริมว่าเมื่อนายทักษิณแนะนำให้รัฐใช้นโยบาย 'ไม้แข็งและไม้นวม' มันก็กลับมาที่คำถามว่าหากใช้กำปั้นทุบดินแล้วใครคือคนที่เจ็บมือ ซึ่งคำตอบคือไม่ใช่นายทักษิณผู้พูดอย่างแน่นอน แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ
"เมื่อคุณทักษิณพูดมาแบบนี้ คนที่รับช่วงต่อคือรองนายกฯ คุณภูมิธรรม [เวชยชัย] และหน่วยงานในพื้นที่ แล้วคนที่ได้รับผลกระทบคือใคร ถ้าไม่ใช่ประชาชน หากเขารับรู้ถึงความเจ็บปวดของคนในพื้นที่สักหน่อย เขาจะไม่พูดแบบนี้" น.ส.อัญชนา กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้ก่อตั้งสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังชี้ให้เห็นด้วยว่า คำพูดของนายทักษิณที่ ป.ป.ส. วานนี้ (27 พ.ค.) ยิ่งทำให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขในชายแดนใต้ถูกผลักออกไปมากขึ้น เนื่องจากการออกมาบอกว่า "พูดไป-ทุบไป" ยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่ไว้ใจ
"เพราะแบบนี้มันเหมือนมีเจตจำนงในการพูดคุยแล้วว่า 'ถ้าฉันไม่ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะทุบ' แล้วใครจะมาคุยด้วย อันนี้ไม่ใช่การพูดทางการทูต อันนี้เป็นการบอกเจตจำนงแล้วว่าฉันต้องการคุยเพื่อจะจัดการ ฉันต้องการคุยเพื่อให้ฝ่ายกองกำลังหรือหัวหน้าปรากฏตัวขึ้น แล้วจัดการ มาเลเซียก็ช่วยดึงให้เขามาคุยด้วยไม่ได้ เพราะไม่มีการันตีด้านความปลอดภัยของผู้ที่จะมาคุยกับคุณ"
น.ส.อัญชนา ยังเชื่อว่าเหตุความไม่สงบในชายแดนจะยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม เพราะคำพูดของนายทักษิณนั้นไม่ต่างจาก "การกระพือไฟให้ความสัมพันธ์หักสะบั้น" เพราะในเมื่ออีกฝั่งได้รับใบอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงได้ อีกฝ่ายก็ย่อมมองว่าตนเองไม่มีอะไรจะเสีย ไม่จำเป็นต้องต่อรองและนำไปสู่การยกระดับการใช้กำลัง เนื่องจากไม่มีโต๊ะเจรจามาคอยกำกับว่าต้องปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอีกต่อไป
"มันน่ากลัวมาก" เธอกล่าว "ตอนนี้ประชาชนเหมือนอากาศธาตุ เราเลยจุดที่เป็นตัวประกันมาแล้ว ตอนนี้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในสมการใดของการจัดการปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้เลย และคำพูดของคุณทักษิณก็เป็นแบบนั้น เขาเน้นวิธีการจัดการปัญหาแบบกดปราบ โดยลืมไปว่าตรงนี้มีมนุษย์ มีประชาชนอยู่"












