ทำไมผู้หญิงอัฟกันต้องลี้ภัยออกจากประเทศ เพียงเพื่อให้ได้เรียนหนังสือ

- Author, เจม โอเรียลลี
- Role, บีบีซีนิวส์
นีนา วัย 19 ปี นั่งอยู่ในชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยในบังกลาเทศ เธอหยิบนวมชกมวยขึ้นมาถึงระดับใบหน้า แล้วมองตรงไปที่กระจก
เธอกำลังฝึกป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอบอกว่าต้องทำเพราะไม่มีทางเลือก
นีนา เป็นหนึ่งในหญิงอัฟกานิสถานหลายร้อยคนที่ตอบรับข้อเสนอ ให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ แม้จะทราบดีว่า พวกเธออาจไม่ได้กลับอัฟกานิสถาน บ้านเกิดอีกเลย
เมื่อเกือบ 12 เดือนก่อน ขณะเดินผ่านเข้าไปในสนามบินกรุงคาบูล นีนารู้สึกอ่อนแอกว่าในเวลานี้ เธอจำได้ว่ามือของเธอสั่นเทา เธอรู้ดีว่าการหนีออกจากอัฟกานิสถาน อันตรายแค่ไหน
เมื่อเจ้าหน้าที่สนามบินสอบถามเธอว่าจะเดินทางไปไหน เธอโกหก “ตาลีบันไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเดินทางเพียงลำพัง ฉันจึงบอกไปว่าแม่ของฉันป่วยอยู่ในปากีสถาน”
เธอโล่งใจที่เจ้าหน้าที่เชื่อเธอ แต่ความท้าทายที่หนักหน่วงกว่ากำลังรอเธออยู่
เมื่อนีนาก้าวออกจากเครื่องบิน เธอได้ก้าวสู่ดินแดนที่ห่างไกลจากบ้านและครอบครัว “วันนั้น ฉันเดินออกมาทั้งน้ำตา เพราะฉันคงไม่ได้เจอหน้าแม่อีกแล้ว มันทำใจได้ยากมาก” เธอกล่าว
“หัวใจน้องสาวฉันแหลกสลาย เวลาคิดถึงแม่ มันแสนเจ็บปวด”
“เราต้องการพาผู้หญิง 1,000 คนออกมา”
นับแต่กลุ่มตาลีบันขึ้นสู่อำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อ 2 ปีก่อน ในเดือน ส.ค. ปี 2021 ชีวิตของผู้หญิงในอัฟกานิสถานเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
พวกเธอสูญเสียสิทธิเข้าถึงการศึกษา หากอายุเกิน 12 ปี ถูกพรากอิสระในการแต่งกายตามที่ต้องการ และถูกสั่งห้ามเดินทางคนเดียวเกิน 72 กิโลเมตรจากเคหะสถาน
นีนา เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ได้รับข้อเสนอเข้ารับการศึกษาในต่างแดน ผ่านโครงการขององค์กรมหาวิทยาลัยเอเชียสำหรับผู้หญิง หรือ เอยูดับเบิลยู

ทันทีที่กลุ่มตาลีบันขึ้นปกครองประเทศ นักเรียน/นักศึกษาหญิงจำนวนมากติดต่อองค์กรเอยูดับเบิลยู เพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้ คามัล อาห์หมัด ผู้ก่อตั้งองค์กร รู้ทันทีว่า ต้องพาพวกเธอออกมา
เมื่อกองกำลังชาติตะวันตกถอนทัพออกจากอัฟกานิสถาน ทางองค์กรประสบความสำเร็จในการพาผู้หญิง 148 คน อพยพออกจากกรุงคาบูล ในเวลานั้น รถโดยสาร 7 คัน เสี่ยงอันตราย เดินทางจากตัวเมืองไปยังสนามบินรวม 3 รอบ
ผู้หญิงเหล่านี้ กำลังรออยู่ในอาคารผู้โดยสารขาออก ตอนที่ระเบิดฆ่าตัวตายถูกจุดชนวนขึ้น กลางฝูงชนที่อัดแน่นอยู่นอกประตูทางเข้าสนามบิน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2021 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน
“หลังการเดินทางที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จนไปถึงสนามบินได้สำเร็จ พวกเธอขึ้นเครื่องบินพร้อมกับกองทัพสหรัฐฯ และเดินทางไปซาอุดีอาระเบียได้ในที่สุด” อาห์หมัด เล่า “ผู้หญิงทั้ง 148 คน ตอนนี้ ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ ผมโล่งใจที่ผลลัพธ์มันออกมาด้วยดี”
นับแต่นั้น เอยูดับเบิลยู ได้ให้ทุนการศึกษา และดำเนินการอพยพผู้หญิงอัฟกานิสถานหลายร้อยคนออกจากประเทศ หากนับจนถึงวันนี้ พวกเขาพาผู้หญิงเหล่านี้ออกมาจากการปกครองของตาลีบันแล้วกว่า 450 คน
นักศึกษาหญิงเหล่านี้ ได้เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยของเอยูดับเบิลยูในบังกลาเทศ และมหาวิทยาลัยพันธมิตร อาทิ มหาวิทยาลัยบราวน์ในสหรัฐฯ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร
เอยูดับเบิลยูหวังว่าจะช่วยผู้หญิงอัฟกานิสถานให้มากขึ้น เป้าหมายอยู่ที่ 1,000 คน ด้วยการมอบทุนการศึกษา และเส้นทางอพยพที่ปลอดภัยออกจากอัฟกานิสถาน
“ฉันทิ้งสามีไว้ในอิหร่าน”
ซาเฟีย สื่อมวลชนหญิงวัยกว่า 20 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เธอกำลังเดินทางไปทำงานในคืนที่กลุ่มตาลีบันขึ้นครองอำนาจ สถานีโทรทัศน์ที่เธอทำงานอยู่ถูกสั่งปิดในอีกไม่นานต่อมา อาชีพของเธอก็สิ้นสุดลงเช่นกัน
เธอกล่าวว่า แค่การออกจากบ้านก็ยากลำบากแล้ว ท่ามกลางข้อจำกัดมากมายที่กลุ่มตาลีบันบังคับใช้กับผู้หญิง
“วันหนึ่ง ฉันตัดสินใจสวมชุดสีแดง แล้วตาลีบันก็พยายามลักพาตัวฉัน (จับฉัน) ใส่ในกล่อง เพราะฉันไม่ยอมแต่งชุดดำ มันน่ากลัวมาก”
ผู้ที่ลักพาตัวซาเฟียบอกเธอให้เข้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์ และส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง และโทรศัพท์มือถือ แต่แทนที่จะทำตาม เธอกลับหลบหนีไป
“ฉันเชื่อหมดใจเลยว่า พวกเขาจะยิงฉันจากด้านหลัง” เธอกล่าว “ทั้งที่รู้ว่าความตายอาจดีเสียกว่าตกเป็นนักโทษของตาลีบัน แต่ฉันก็กรีดร้อง ไม่ยอมเข้าไปที่ทำการไปรษณีย์ แล้ววิ่งหนีสุดชีวิต” เธอเสริม
เธอกล่าวว่า เธอวิ่งผ่านรถยนต์ที่วิ่งสวนเข้ามา เกือบจะถูกรถชนหลายครั้ง แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งจนถึงร้านค้าแห่งหนึ่ง เธอเล่าต่อว่า แทบพูดอะไรไม่ออกตอนที่สามีมาพบเธอ

แต่กลุ่มตาลีบันไม่เคยออกตามหาเธอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนไป เธอยังไม่มีงาน ต้องอยู่แต่ในบ้าน และไม่กล้าออกจากบ้าน
หลายเดือนต่อมา เธอได้รับทุนการศึกษาของเอยูดับเบิลยู เธอจึงหวังว่าจะได้ศึกษาต่อ และช่วยเหลือครอบครัว แต่เธอยังจนหนทางว่า จะกลับไปพบพ่อแม่ รวมถึงสามีเธอได้อย่างไร
เธอกล่าวว่า สามีช่วยให้เธอหนีออกมาจากอัฟกานิสถาน ด้วยการโกหกเจ้าหน้าที่สนามบินว่าพวกเขาจะเดินทางไปไหน พวกเธอถูกสอบปากคำอย่างหนัก และต้องแสดงทะเบียนสมรส เพื่อเข้าไปในสนามบิน
“พวกเขาตรวจสอบว่าเราเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ ท้ายสุด ก็อนุญาตให้พวกเราเข้าไป แต่มันก็ยากลำบากมาก จากนั้น ฉันต้องเดินทางผ่านอิหร่าน นครดูไบ ก่อนมาถึงเมืองจิตตะกอง (ในบังกลาเทศ) ฉันต้องทิ้งสามีไว้ที่อิหร่าน มันเจ็บปวดมาก”
ซาเฟีย ซึ่งกำลังเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีล่วงหน้า กล่าวว่าเธอไม่เคยต้องการออกจากประเทศ เพราะเชื่อว่า อัฟกานิสถานจำเป็นต้องมีสื่อมวลชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนทั่วไป
“ฉันอยากเป็นเสียงให้ผู้หญิงที่สูญเสียสิทธิ แต่ครอบครัวอยากให้ฉันออกมา เพื่อความปลอดภัย”
“วันที่ต้องจากครอบครัวไปตลอดกาล”
พ่อแม่ของนีนา กระตุ้นให้เธอไปบังกลาเทศเช่นกัน แต่เธอกังวลที่ต้องทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลัง เพื่อเสียงอันตราย ไม่เพียงเท่านั้น เธอพบว่าการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและภาษาใหม่นั้น มันยากมาก
จนกระทั่งเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 เธอได้ก่อตั้งชมรมต่อยมวยขึ้น และตอนนี้ มีนักศึกษาหญิงกว่า 50 คนมาร่วมชั้นเรียนของเธอ
เธอเชื่อในการป้องกันตัวเอง และผู้หญิงจำเป็นต้องมีความเข้มแข็ง “ฉันเชื่อเสมอว่า ฉันต้องปกป้องตัวเองได้ และฉันอยากสอนให้คนอื่นทำได้เช่นกัน”
ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เธอไปเรียนหนังสือ ควบคู่กับการชกมวยที่ยิม “แต่แล้วในเดือน ส.ค. 2021 ฉันไปยิมไม่ได้อีกต่อไป ฉันไปเรียนไม่ได้อีกแล้ว ฉันออกจากบ้านยังไม่ได้เลย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอกล่าวต่อว่า กลุ่มตาลีบันได้พาประเทศกลับไปเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน “ฉันร้อนไห้ สถานการณ์มันเลวร้ายมาก”
ตอนนี้ เธอต้องการเสริมพลังให้ผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่มหาวิทยาลัย ให้พวกเธอแข็งแกร่งและเปี่ยมความมั่นใจ เพราะผู้หญิงอีกหลายคนก็มีสถานการณ์เหมือนกับ นีนา และซาเฟีย ที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ข้างหลัง แล้วพยายามก้าวไปข้างหน้า โดยตอนนี้ พวกเธอจำใจต้องพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักไปก่อน
“ฉันหวังว่าผู้หญิงอัฟกานิสถานจะเป็นอิสระ เพราะฉันรู้ว่าพวกเธอพยายามอย่างหนักมาก ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเธอจะได้ทำตามความฝัน” นีนา กล่าว
เหล่าผู้หญิงที่บีบีซีได้พูดคุยด้วย มีบางอย่างที่เหมือนกัน คือ พวกเธอจะไม่มีวันลืมเหล่าผู้หญิงที่พวกเธอทิ้งไว้ข้างหลัง ในอัฟกานิสถาน








