การออกกฎหมายลงโทษพระและสีกา เสี่ยงถูกนำไปใช้ปิดปากผู้เห็นต่างทางศาสนาได้หรือไม่

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เป็นอีกครั้งที่มีการปัดฝุ่นแนวคิดให้พระสงฆ์ต้องได้รับโทษทางอาญา แทนที่จะมีเพียงความผิดฐานละเมิดพระวินัยจนต้องลาสิกขาออกจากการเป็นพระเท่านั้น โดยโทษทางอาญานี้ยังครอบคลุมถึงบุคคลอื่น ๆ ที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสียด้วย

เบื้องหลังการกลับมาผลักดันกฎหมายเช่นนี้ เกิดจากกรณีพบพระระดับเจ้าคณะเข้าไปพัวพันกับ "สีกากอล์ฟ" หญิงวัย 35 ปี ส่งผลให้มีพระระดับชั้นผู้ใหญ่สละสมณเพศไปแล้ว 9 รูปด้วยกัน ตามข้อมูลของสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะมีพระทยอยสึกหรือสละสมณเพศมากกว่านี้

เบื้องต้นพบว่ามีพระเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ราว 13 รูป และทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง คาดว่าจำนวนพระน่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวกับสื่อมวลชนว่าทาง พศ. เตรียมส่งร่างกฎหมายที่เคยทำไว้เมื่อปี 2564-2565 ซึ่งกำหนดบทลงโทษพระสงฆ์ที่ต้องอาบัติปาราชิกต้องได้รับโทษจำคุกและปรับ เช่น หากพบว่ากรณีการเสพเมถุน ก็จะลงโทษทั้งพระภิกษุ สามเณร รวมถึงหญิง-ชายที่สมัครใจเสพเมถุนด้วย

ด้านนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงาน พศ. ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ากรอบกฎหมายดังกล่าวยังรวมถึงการเอาผิดกับกรณีที่ทำให้คณะสงฆ์ได้รับความเสื่อมเสีย การอวดอุตตริ การสัก การรดน้ำมนต์ ฯลฯ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หากมีการบัญญัติโทษอาญา การสักยันต์จะถือว่าเป็นความผิดด้วย

ขณะที่ ภาคการเมืองก็ออกมารับลูกเรื่องนี้เช่นกัน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของพรรค พท. กล่าวว่าตนเองได้รับมอบหมายจากพรรคให้พิจารณาดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาโดยด่วน ซึ่งเรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ที่กำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการและกลไกในการปกป้องมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เห็นแล้ว่ามาตรการทางวินัยสงฆ์ไม่เพียงพอต่อการดูแลและกำกับคณะสงฆ์อีกต่อไป

ในเวลาเดียวกัน นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็ออกมาสนับสนุนร่างกฎหมายลักษณะนี้เช่นกัน โดยบอกว่ากฎหมายปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดพระสงฆ์และสีกาที่เสพเมถุน หากแต่ละฝ่ายช่วยกันผลักดันร่างกฎหมายที่มีบทลงโทษหนัก ก็จะทำให้คนเกรงกลัว ไม่ประพฤติผิดและละอายต่อบาป รื้อฟื้นศรัทธาชาวพุทธกลับคืนมาได้

เหตุใดการออกกฎหมายเอาผิดผู้บั่นทอนทำลายศาสนาพุทธจึงต้องคิดให้รอบคอบ ?

ผศ.ดร.กริช ภูญียามา อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เคยศึกษาเรื่องการจัดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่ากฎหมายลงโทษทางอาญาส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้คนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโทษปรับหรือจำคุก ดังนั้นกระบวนการออกกฎหมายจึงจำเป็นต้องมีความรอบคอบรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำที่ใช้กำหนดองค์ประกอบความผิด ไม่เช่นนั้นแล้วแทนที่กฎหมายจะแก้ปัญหาที่มีอยู่ จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้กับคณะสงฆ์เพิ่มเติม

"สมมติหากเขาเขียนว่าผู้ใดกระทำการอันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของพุทธศาสนา ต้องระวางโทษอะไรแบบนี้ ในทางกฎหมายเราถือว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่มีความหมายเฉพาะเจาะจง มันก็ต้องอาศัยการตีความ พอเป็นแบบนี้มันก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่าเป็นกระทำการอันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของพุทธศาสนา ซึ่งในทางกฎหมายอาญาเราจะเขียนกฎหมายเอาโทษบุคคลด้วยถ้อยคำแบบนี้ไม่ได้ ต้องหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่คลุมเครือมากที่สุด เพราะมันมีผลต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพ" เขากล่าว

จากกระแสข่าวที่ออกมาดูเหมือนว่าการกำหนดความผิดอาญายังครอบคลุมถึงการล้อเลียน ดูหมิ่น หรือบิดเบือนคำสอนของพุทธศาสนาด้วย อาจารย์จาก มธ. ผู้นี้เห็นว่าประเด็นนี้อาจเปิดช่องให้คณะสงฆ์ใช้กฎหมายปิดปากบรรดาผู้เห็นต่างที่พยายามตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ข้อเสนอแนะเมื่อเห็นว่าพระสงฆ์หรือคณะสงฆ์กำลังปฏิบัติมิชอบ อันนำไปสู่การลดทอนกลไกตรวจสอบจากสังคมภายนอก ทำให้เรื่องของพระซึ่งปกติมีข้อจำกัดในเรื่องการตรวจสอบภายในหลายประการ ยิ่งตรวจสอบยากมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

"ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าต้องการให้พุทธบริษัท 4 ตรวจสอบซึ่งกันและกัน ศาสนาไม่ได้เป็นของพระภิกษุเพียงอย่างเดียว คฤหัสถ์ [ฆราวาส, ผู้ไม่ใช่นักบวช] ก็มีหน้าที่ต่อศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน หน้าที่ประการหนึ่งก็คือตรวจสอบความประพฤติของบรรดาพระภิกษุ สามเณร ว่าอยู่ในร่องในรอยตามพระธรรมวินัยหรือเปล่า"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, "สีกากอล์ฟ" หรือ น.ส.วิลาวัลย์ เอมสวัสดิ์ ถูกตั้งข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ม.147 ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร

ผศ.ดร.กริช กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ผู้ที่พยายามผลักดันการออกกฎหมายทางอาญาเพื่อเอาผิดผู้ที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ด้วยการอ้างมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญที่ระบุว่ารัฐพึงจัดให้มีมาตรการและกลไกป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพุทธศาสนา แต่การตีความรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องคำนึงถึงเสมอว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายร้อยมาตราย่อมมีขึ้นเพื่อสนับสนุนหลักการสำคัญหรือคุณค่าบางอย่าง และสำหรับรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอย่างประเทศไทย หลักการดังกล่าวคือการประกันสิทธิและเสรีภาพให้แก่ประชาชน ด้วยเหตุนี้กฎหมาย มาตรการ หรือกลไกใด ๆ ที่สร้างขึ้นมานั้นต้องไม่ทำลายแก่นหรือสาระสำคัญของเสรีภาพทางศาสนาของประชาชนในประเทศ

"ผมคิดว่าการกำหนดความผิดอาญาฐานบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นสุ่มเสี่ยงมาก ๆ ว่าจะทำให้เสรีภาพของศาสนาถูกทำลาย รัฐจะกลายเป็นผู้ผูกขาดอำนาจการตีความคำสอนของศาสนาเอาไว้แต่ผู้เดียว" เขากล่าว

"ภาวะเช่นนี้จะทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นพุทธแห้ง ๆ ที่แข็งกระด้าง ในความเห็นของผมพุทธศาสนาที่เปิดพื้นที่ให้ตีความคำสอนได้หลากหลายต่างหาก ถึงจะเป็นพุทธที่มีชีวิตชีวาและสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย"

ผศ.ดร.กริช ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า สมมติหากมีพระสงฆ์รูปหนึ่งตีความคำสอนแตกต่างไปจากแนวทางของมหาเถรสมาคม (มส.) ในปัจจุบันอาจแค่โดน มส. ตำหนิ หรือออกคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความเช่นนั้น แต่ไม่มีโทษทางอาญา ทว่าหากมีการบัญญัติโทษทางอาญาขึ้น พระรูปดังกล่าวจะต้องได้รับโทษเพียงเพราะว่าตีความคำสอนแตกต่างไปจากคณะสงฆ์ของรัฐ เป็นต้น

การบัญญัติบทลงโทษทางอาญาจะแก้ไขกรณีฉาวต่าง ๆ ของคณะสงฆ์ได้หรือไม่ ?

ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ไทยมีกรณีฉาวหลายครั้งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินวัด การทุจริต ยาเสพติด อาชญากรรม ไปจนถึงการละเมิดทางเพศ และที่ผ่านมาทาง มส. และ พศ. เองก็พยายามเพิ่มกลไกการตรวจสอบภายในหลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่ได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ผศ.ดร.กริช กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหากพิจารณาจากกรณีของสีกากอล์ฟล่าสุด การบัญญัติบทลงโทษทางอาญาก็เป็นแค่เพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าพระที่มีความสัมพันธ์กับหญิงรายนี้ล้วนเป็นพระระดับชั้นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่มีพระหนุ่มหรือเณรน้อยสักรูปเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า "เงิน" คือต้นเหตุของปัญหานี้

ล่าสุด ทาง มส. มีมติเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดทั่วประเทศ โดยกำหนดว่าวัดต้องเปิดบัญชีธนาคาร ผู้มีอำนาจลงนามถอนเงิน/สั่งจ่ายเช็ค ต้องประกอบด้วย 3 คนขึ้นไป ได้แก่ เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร (ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือสงฆ์) และบุคคลที่เจ้าอาวาสเห็นสมควร โดยมีผู้ลงนาม 2 ใน 3 คน รวมถึงต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายและสรุปส่งให้ พศ. ทุกปี และกำชับให้ทุกวัดให้ความร่วมมือหากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาตรวจสอบบัญชี

ด้านนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอในการหารือกับพระชั้นผู้ใหญ่เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า พระสงฆ์ไม่ควรถือครองเงินสดเกิน 100,000 บาท และเงินที่เหลือควรเข้าบัญชีวัดทุกบาททุกสตางค์

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เกี่ยวกับแนวทางจัดการเงินวัดที่เพิ่งออกมานี้ ผศ.ดร.กริช แสดงความเห็นว่าการออกมาตรการเชิงรุกเพื่อจัดการเงินวัดเป็นเรื่องที่ดี แต่จุดหนึ่งที่ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง คือ การตรวจสอบทรัพย์สินของพระชั้นผู้ใหญ่ โดยเขาเห็นว่าพระสังฆาธิการหรือเจ้าคณะปกครองระดับสูงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเหมือนกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงตามกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

"เคยมีการตีความว่าพระสังฆาธิการถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายของ ป.ป.ช. หรือไม่ แต่ ป.ป.ช. ตีความว่าไม่เป็น" เขากล่าว "ทั้งที่ในความเป็นจริง พระผู้ดำรงตำแหน่งทางปกครองเหล่านี้มีสถานะไม่แตกต่างไปจากข้าราชการในทางโลก"

นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มธ. อธิบายเพิ่มเติมว่าพระเหล่านี้ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณของรัฐซึ่งเรียกว่า "เงินนิตยภัต" และมีอำนาจตามกฎหมายคณะสงฆ์ในการให้คุณให้โทษในเรื่องต่าง ๆ ดังนั้นเขาจึงคิดว่า "เราควรมาคิดเรื่องนี้กันใหม่"

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.กริช มองว่าโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนั้นอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เพราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่มหาเถรสมาคมและปกครองด้วยโครงสร้างแบบบนลงล่างอย่างเข้มข้น อาจไม่ตอบโจทย์ปัญหาคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

"เหตุผลตอนประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ เขาระบุชัดเลยว่าเป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา แต่ผ่านมา 63 ปีแล้ว โครงสร้างที่เป็นอยู่มันทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยกันแน่ ผมคิดว่าถ้าหากคำตอบมันเป็นอย่างหลัง มันก็แสดงว่าโครงสร้างแบบนี้มีปัญหาอยู่ในตัวเอง" นักวิชาการจาก มธ. กล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุใดที่ผ่านมากฎหมายลักษณะนี้ผลักดันไม่สำเร็จ

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย รวมทั้งกำหนดสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์

แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาเกี่ยวกับคณะสงฆ์มีความซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางความไม่ชัดเจนว่าสังคมไทยจะเลือกให้รัฐกับศาสนามีความสัมพันธ์แบบไหน ทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติจึงพยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา พ.ศ. ... มาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยความตั้งใจว่าการออกกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาจะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้

หลัก ๆ ของเนื้อหาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว คือ กำหนดให้รัฐและประชาชนอุปถัมภ์คุ้มครองพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงผ่านคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา รวมถึงกำหนดหน้าที่พระวินยาธิการให้สอดส่อง ตรวจตรา และตรวจสอบการละเมิด ดูหมิ่น เหยียดหยามพุทธศาสนา พร้อมด้วยบทลงโทษทางอาญาต่อผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนคำสั่งพระวินยาธิการ

จากนั้นในปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทาง พศ. เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว แต่เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ซึ่งมี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนโดยตรง ทาง คปก. จึงจัดทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะให้ ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าปัญหาของคณะสงฆ์ในปัจจุบันมีศูนย์กลางอยู่ที่โครงสร้างรูปแบบการปกครองของคณะสงฆ์เอง

ทาง คปก. เห็นว่าการแก้ไขปัญหาพุทธศาสนาในสังคมไทยโดยการเสนอร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองฯ อาจเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐซับซ้อนมากขึ้น

ในตอนหนึ่งของบันทึกดังกล่าว มีคำสัมภาษณ์ของพระไพศาล วิสาโล ที่ให้ความเห็นว่าการบัญญัติโทษทางอาญาดังปรากฏในร่างกฎหมาย จะทำให้พระสงฆ์และศาสนาพึ่งพิงรัฐมากเกินไป ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับชุมชนซึ่งเป็นรากฐานของพุทธศาสนาในไทย เกิดความห่างเหินกัน

"ศาสนาเป็นเรื่องของศรัทธา ไม่ควรใช้องค์กรที่มีอำนาจเข้ามาทำหน้าที่ในเรื่องศาสนา" พระไพศาลให้ความเห็นกับ คปก.

พระไพศาลยังให้ความเห็นด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในคณะสงฆ์ มีสาเหตุหลักจากโครงสร้างการปกครองตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่อ่อนแอและไม่มีประสิทธิภาพ

"มีการใช้เส้นสายและมีการใช้ประโยชน์โน้มน้าวในการให้คุณและโทษ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการปกครองคณะสงฆ์เป็นระบบปิด จึงมีช่องทางในการคอร์รัปชัน" เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าว

จากเหตุผลข้างต้น ทาง คปก. จึงเสนอว่าควรปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ เช่น พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินและมรดกของพระภิกษุ เป็นต้น และเสนอด้วยว่าควรปรับปรุงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไม่ให้ศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง เช่น มหาเถรสมาคม เพราะไม่สามารถดูแลคณะสงฆ์ทั้งประเทศได้อย่างทั่วถึง แต่ควรกระจายอำนาจ และทบทวนการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

"จึงขอเสนอให้มีการยับยั้งร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา พ.ศ.... เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ที่พึงให้พุทธบริษัท 4 และประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการปฏิรูปกิจการศาสนา" บันทึกของ คปก. ในปี 2558 ระบุ

ในปี 2562 มีความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ... อีกครั้ง โดยร่างหนึ่งเสนอโดยนายประสงค์ บูรณ์พงศ์ ในขณะนั้นเป็น สส. พรรคเสรีรวมไทย และอีกร่างมีนายนิยม เวชกามา สส. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ

ทว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูลของระบบสารสนเทศด้านนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ล่าสุดพบว่าสถานภาพของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ได้อยู่ในกระบวนการพิจารณา