สำรวจความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ ท่ามกลางกระแสสินค้าล้นทะลักจากจีน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ไอลดา พิศสุวรรณ
- Role, รายงานจากกรุงเทพมหานคร
ปัญหาสินค้าล้นทะลักจากจีน (China's Overcapacity) ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว หลังจากจีนเปิดประเทศและเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ในปี 2001 จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายสำคัญของโลกในทางเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนทางวัตถุดิบและแรงงานราคาถูก ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าให้กับประเทศต่าง ๆ
ปัจจุบันมีประเทศที่ขาดดุลการค้ากับจีนถึงกว่า 150 ประเทศ ข้อมูลจากสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) รายงานตัวเลขเฉพาะในอาเซียนปี 2022 พบว่าอาเซียนขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 4% ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ทั้งอาเซียน ส่วนความกังวลของประเทศไทยพบว่า อัตราการขาดดุลกับสินค้าจีนมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ข้อมูลจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พบว่าช่วง 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2567 ไทยขาดดุลการค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 15.66% เมื่อเทียบเป็นรายปี คิดเป็นมูลค่ามากถึง 19,967.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเห็นได้ชัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค
ต้นตอของปัญหาสินค้าล้นทะลักจากจีนเกิดจากอะไร
ท่ามกลางกระแสสินค้าล้นทะลักจากจีน ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปได้ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหลายรายการ เช่น สหรัฐฯ มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนอีก 25-100% ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศจัดเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสูงถึง 45.3% แต่กลุ่มประเทศอาเซียนรวมถึงไทยยังไม่ได้มีมาตรการการป้องกันที่ชัดเจนเนื่องจากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าหลายรายการ ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้กลายเป็นปลายทางของสินค้าล้นทะลักจากจีนในระยะเฉพาะหน้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.พีรพัฒ โชคสุวัฒนสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ปัญหาสินค้าล้นทะลักจากจีนเกิดทั้งจากการที่อเมริกาประกาศสงครามการค้า (Trade War) ทำให้สินค้าจีนราว 60% ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษี โดยเฉพาะช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ นี่อาจเป็นปัญหาคลาสสิกจากการที่รัฐบาลเข้าไปจัดการกับตลาดมากเกินไป เนื่องจาก GDP จีนราว 15-16 % มาจากการอุดหนุนของรัฐบาล รวมถึงปัญหาต่อเนื่องจากโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคจีนเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ค่อยใช้จ่าย ประกอบกับผลพวงลูกโซ่จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จีนทำให้ความต้องการซื้อลดลงเมื่อเทียบกับความต้องการขายสินค้า
ดร.พีรพัฒ กล่าวเสริมอีกว่า หากเราย้อนกลับไปฟังสิ่งที่นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง ของจีนกล่าวในการประชุมคณะผู้นำว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกครั้งล่าสุด ปัญหาสินค้าจากจีนอาจเป็นภาพสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างความร่วมมือทางการค้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เรื่องความบังเอิญ
“อีกภาพหนึ่งที่อยากชวนฉายให้เห็นคือ หากนี่คือความตั้งใจจริง ๆ ของจีนในแง่การเมืองโลกและ จีนไม่ได้มองว่าตลาดที่จะขายของเป็นเพียงแค่ตลาดในประเทศ แต่ยังอยากเข้ามาในภูมิภาคนี้ด้วยโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) ที่ไม่ใช่แค่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยาวไปถึงแอฟริกาด้วยซ้ำ” ดร.พีรพัฒกล่าว
ย้อนกลับไปในการประชุมคณะผู้นำว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกในนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวถึงความต้องการของตลาดโลกที่อ่อนแอลง และย้ำว่าจีนและอาเซียนคือความเข้มแข็งของตลาดที่มีขนาดใหญ่หากร่วมมือกัน เช่นการเชื่อมโยงในแง่โครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาธุรกิจใหม่ด้วยกัน เช่นธุรกิจดิจิทัล เอไอ และธุรกิจสีเขียว เป็นต้น
ได้สินค้าราคาถูกแล้วทำไมไทยต้องกังวล
หากมองลึกลงไปกว่าปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการขาดดุลการค้าไทย-จีนที่เพิ่มมากขึ้น ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความน่ากังวลที่มากขึ้น เมื่อลงรายละเอียดไปดูเนื้อในเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ เช่น การค้าระหว่างเวียดนามกับจีน ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยสินค้าส่งออกหลักของเวียดนามไปยังจีน ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ขณะเดียวกันเวียดนามยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียนอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากข้อมูลดังกล่าว ศ.ดร.ภวิดาตั้งข้อสังเกตว่า เวียดนามและจีนมักค้าขายสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีและเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก แต่หากดูในรายละเอียดการค้าไทยที่ขาดดุลกับจีน จะเห็นได้ว่าสินค้าที่ไทยส่งออกไปหาจีนมากที่สุดเป็นสินค้าอาหารและเกษตร เช่น ทุเรียน ยาง เป็นต้น แต่สินค้านำเข้าจากจีนมาไทยจะเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยี เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล พลาสติกและสินค้าเคมีภัณฑ์
“เราอาจจะตีความในแง่ดีว่า ผู้ผลิตของไทยมีโอกาสในการนำเข้าสินค้าที่ราคาต่ำเพื่อผลิต และส่งออกไปสู่โลก แต่ในทางพึงระวังคือ มันแปลว่า เราค่อนข้างพึ่งพาสินค้าหลายอย่างจากจีนมากขึ้น แล้วทำให้ผู้ผลิตของไทยสู้ผู้ผลิตจีนไม่ได้หรือไม่” ศ.ดร.ภวิดาตั้งข้อสังเกต พร้อมย้ำว่านี่อาจแสดงถึง ปัญหาที่มากกว่าเรื่องสินค้าจีนล้นทะลัก แต่สะท้อนความอ่อนแอของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ (Global Value Chain) และความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมไทยที่อาจถูกละเลยมานาน
ทางออกระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวคืออะไร
บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญทั้งสองประเมินทางออกของปัญหานี้ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อนำไปสู่การรับมือเฉพาะหน้าและมาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ โดยทั้งสองเห็นตรงกันว่าในระยะสั้น ไทยไม่สามารถใช้มาตรการที่เป็นยาแรงกับจีนได้ เนื่องจากอำนาจการต่อรองที่ไม่มากพอและอาจถูกโต้กลับจากจีน
ศ.ดร.ภวิดา ยกตัวอย่างกรณีของออสเตรเลียที่เคยมีมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับจีนอย่างรุนแรงในช่วงปี 2020 โดยความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและจีนเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนการสอบสวนหาต้นตอของไวรัสโควิด-19 และมีคำสั่งแบนระบบ 5G จากจีน ฝั่งรัฐบาลจีนจึงบังคับใช้มาตรการหลายอย่างต่อการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย เช่น เนื้อวัว ข้าวบาร์เลย์ ถ่านหิน และไวน์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ให้กับออสเตรเลีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ของจีน ในครั้งนั้นนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ออสเตรเลียต้องสูญเสียเม็ดเงินมหาศาลจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
“การที่ไทยจะใช้ยาแรงกับจีน ว่าไปแล้วมันก็อาจจะเป็นอันตราย เพราะเราอาจจะถูกตอบโต้ได้ เราไม่ได้มีอำนาจต่อรองมากมายเหมือนเช่น อินโดนีเซีย ที่มีนโยบายที่ค่อนข้างรุนแรงเพราะเขามีอำนาจต่อรองเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ให้ความสนใจ แต่ไทยไม่ใช่” ศ.ดร.ภวิดากล่าว
ย้อนไปในเดือนก.ย. 2023 กระทรวงพาณิชย์ของอินโดนีเซียออกแถลงการณ์ ห้ามทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok และเมื่อช่วงกลางปีนี้ รัฐบาลประเทศอินโดนีเซียได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนอยู่ที่ระหว่าง 100-200% เพื่อปกป้องธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่น สาเหตุที่อินโดนีเซียสามารถออกกฎเกณฑ์และมีอำนาจการต่อรองกับจีนสูงเนื่องจาก อินโดนีเซียมีจำนวนประชากรขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 279 ล้านคน โดยคาดการณ์ว่า จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 2.73 ล้านคนต่อปีไปจนถึงปี 2060 นอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายเช่น นิกเกิล ซึ่งเป็นแร่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจีนจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซียสามารถผลิตแร่นิกเกิลได้เป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2022 ด้วยปริมาณ 1.8 ล้านตัน คิดเป็น 51% ของการผลิตทั่วโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศ.ดร.ภวิดาเสนอว่า ในระยะสั้นสิ่งที่ไทยสามารถทำได้เลยคือ การอุดรูรั่วของสินค้าผิดกฏหมายที่เข้ามาในไทย ผ่านมาตรการที่มีอยู่แล้ว เช่น การควบคุมมาตรฐานการนำเข้า และการตรวจสอบสินค้าที่รั่วไหลเข้ามาตามชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มทำได้เลยโดยยังไม่ต้องใช้การตอบโต้รุนแรง
ด้านดร.พีรพัฒ เสนอแนวทางเพิ่มเติมว่า ในระยะสั้นการไปเจรจาโดยตรงทั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยใช้ผลประโยชน์ระยะกลางและระยะยาวเป็นอำนาจในการต่อรองกับจีน
“ถ้าเรามองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เราจะเห็นว่าไทยอยู่ในโซนที่จีนใช้เป็นทางออกไปตะวันตกได้ทางฝั่งอันดามัน ซึ่งแน่นอนว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับแลนด์บริดจ์หรือโครงการทางรถไฟจากจีนลงมา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จีนต้องพึ่งเราเช่นกัน”
ส่วนในทางกฏหมาย ดร.พีรพัฒกล่าวเพิ่มเติมว่ามาตรการในการจัดการกับสินค้าล้นทะลักจากจีน มีทั้งหมด 3 ลักษณะคือ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti dumping) มาตรการการอุดหนุน (subsidy) และปกป้องการนำเข้าสินค้า (safeguard) ซึ่งจะสามารถกำหนดได้แค่ครั้งละประเภทสินค้า และการพิสูจน์จะต้องลงไปที่ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และข้อมูลทางบัญชีเป็นรายประเภทสินค้า ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกหลายร้อยรายการทะลักเข้ามา ส่งผลให้ผู้ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันในไทยได้รับความเดือดร้อน การจะไปพิสูจน์สินค้าเป็นร้อย ๆ รายการแทบจะทำไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
ในระยะกลางและระยะยาว ศ.ดร.ภวิดาย้ำถึงการทำความเข้าใจจุดยืนของไทยในห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ (Global Value Chain) ที่ต้องลงรายละเอียดและเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองมากขึ้น เช่น ปัจจุบันผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน รัฐบาลมองแค่การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งชิ้นส่วนให้กับผู้ประกอบการจีน แต่ไม่ได้ดูความเชื่อมโยงของนโยบายในภาพรวมว่า ระหว่างที่ให้เวลาผู้ประกอบการไทยปรับตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดให้มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนทั้งคัน ซึ่งสะท้อนการขัดแย้งกันเองในภาพนโยบาย
“เราควรมีนโยบายที่เป็นนโยบายอุตสาหกรรมแบบเน้นห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain Oriented Industrail Policy) มากขึ้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในรูปแบบที่ต่างกันกับผู้เล่นที่ต่างกันด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในบริบทห่วงโซ่อุปทานโลก” ศ.ดร.ภวิดากล่าว
อุตสาหกรรมใหม่และโจทย์ที่ท้าทายของผู้ประกอบการไทย
ปัจจุบันเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นกลไกที่สําคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ (New Growth Engines) ของประเทศกำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง โดยรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็มีเป้าหมายในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมใหม่ของไทยเช่นกัน เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มีการลงนามแต่งตั้ง “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” พร้อมบูรณาการหน่วยงานรัฐ-เอกชน เร่งพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับไทยขึ้นแท่นฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค นอกจากนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังสนับสนุนหนุนบริษัทร่วมทุน ฮานา - ปตท. เดินหน้าแผนลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปชนิดซิลิคอนคาร์ไบด์แห่งแรกของไทย ภายในสิ้นปีนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล โทรคมนาคม ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรืออุปกรณ์การแพทย์ ที่ผ่านมาบทบาทของไทยอยู่ในขั้นกลางน้ำ คือ การรับจ้างประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรือที่เรียกว่า OSAT โครงการลงทุนผลิตชิปครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลต่อการยกระดับประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ” นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าว
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ภวิดา แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ประเทศไทยจะไปตั้งเป้าไล่กวดในอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงเช่น เซมิคอนดัคเตอร์ โดยมองว่าการจะไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ (Global Value Chain) นั้น ประเทศไทยควรเริ่มจากการวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมใดที่ไทยมีผู้เล่นอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอาหารทะเลกระป๋องของไทยมีผู้ประกอบการที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยเหล่านี้สามารถไปแข่งขันในระดับโลกได้ด้วยตัวเอง แต่ไทยจะมีนโยบายอย่างไรที่จะสนับสนุนให้ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมรายอื่น ๆ ตามไปแข่งขันได้ด้วย
การไปเริ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ อาจจะไม่ได้ง่ายนัก หากว่ามีผู้ประกอบการบางกลุ่มที่มีบทบาทอยู่แล้วในประเทศอื่น การที่ไทยเอาเงินไปใส่ในสิ่งที่ไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันนั้นใช้เงินมหาศาล ถึงแม้จะไปเจรจากับต่างชาติให้มาลงทุน แต่ไทยก็ยังเป็นได้แค่ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ โดยไม่ได้มีการก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเท่าที่ควร
“ไม่ได้หมายความว่าอาจารย์ไม่เห็นด้วย แต่ลองดูว่าเราจะต้องวิ่งแข่งกับเค้านานขนาดไหน เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ปีนี้เราจะมีคิปโชเก้ ซึ่งเป็นนักวิ่งแข่งมาราธอนที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่งจะมาวิ่งที่เมืองไทย และเราจะปั้นนักกีฬาไปแข่งกับคิปโชเก้จากกีฬาสีหมู่บ้านในต่างจังหวัด เราต้องทำอีกเยอะมาก แต่ถ้าเรามาดูว่าเราแข่งได้ในอะไร เช่น แบดมินตัน หรือ เทควันโด เราก็จะได้มีโอกาสมากกว่าในการแข่งขันโอลิมปิกโลก”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศ.ดร.ภวิดา ชี้ด้วยว่า ดังนั้นแทนที่รัฐบาลจะเลือกจากการตั้งเป้าว่าเราจะเป็นฮับหรือศูนย์กลางของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราควรมองจากความสามารถพื้นฐานที่เรามี เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยเป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญในระดับแรงงานกึ่งฝีมือ (semi-skilled) แต่ยังไม่ถึงแรงงานทักษะสูง (high-skilled) และไปหาอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเหล่านี้เพื่อมุ่งพัฒนาแทน หรือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่เป็นเทรนด์ในการผลิตของโลก เช่น เรื่องห่วงโซ่อุปทานสีเขียวและห่วงโซ่อุปทานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (green and traceable supply chain) ทัศนวิสัยในห่วงโซ่อุปทาน (visibility supply chain) หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอน (carbon emission) เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นจุดที่ภาครัฐควรให้ความสนใจและตอบโจทย์
ในเชิงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนจากต่างชาติเป็นสิ่งจำเป็น โจทย์สำคัญคือไทยในฐานะของประเทศผู้รับการลงทุน จะสามารถรับดอกผลจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด ประเทศที่เป็นตัวอย่างการรับผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติได้ดี คือประเทศจีน ที่เพิ่งเปิดรับการลงทุนจากภายนอกประเทศตั้งแต่ช่วงปี 1997 เป็นต้นมา และยังสามารถรับเทคโนโลยีและเรียนรู้จากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ผู้ประกอบการจีนสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ศ.ดร.ภวิดากล่าวเสริมว่า ปัจจุบันธรรมชาติของการลงทุนมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ทุกประเทศต้องการหาสถานที่ผลิตและส่งออกไปยังประเทศของตัวเอง (Made Here, Sold There) แต่ปัจจุบันเนื่องจากภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานและการกีดกันทางการค้า ทำให้บรรษัทข้ามชาติเริ่มเปลี่ยนโจทย์ในการลงทุน เช่น ประเทศเหล่านี้ต้องการความมั่นใจในการลงทุนกับประเทศที่มีอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อตอบโจทย์มาตรการในประเทศของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาไทยอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ที่น่าสนใจมากกว่าคือ ปัจจุบันประเทศไทยเองสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและส่งผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้เช่นกัน
ดังนั้นโจทย์คือ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยสามารถออกไปเติบโตในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น











