หนี้เยอะ-โตช้า-เก่งผลิตสินค้าที่โลกไม่ต้องการ สำรวจภาพจริงประเทศไทยใน “ทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ”

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
โรงงานในไทยทยอยปิดกิจการ ลดกำลังการผลิต แรงงานคนเล็กคนน้อยตกงานหลายหมื่นชีวิตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นักธุรกิจคนดังออกมาบอกว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจในไทยในช่วง 1-2 ปี ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อ Work Hard to Survive
มาจนถึงการส่งเสียงจากคนระดับ “นายทุน” ของประเทศอย่างภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่ออกมาแถลงภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยว่ายังเปราะบาง เสี่ยงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวลง แม้ว่าท่องเที่ยวจะทยอยกลับมาฟื้นตัวแล้วก็ตาม
จากชะตากรรมของคนทำงานในโรงงานชนชั้นกลางถึงระดับล่าง สะท้อนมายังภาพใหญ่ในระดับประเทศ เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน และมองไปข้างหน้าเรากำลังจะเผชิญกับอะไร ในภาวะที่ผู้คนตามท้องถนนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจแย่ ทำมาหากินลำบาก และมูลค่าเงินในกระเป๋าลดลงเรื่อย ๆ
บีบีซีไทย สนทนากับ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผอ.สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทย และฉากอนาคตอันใกล้ของภาคการผลิต
ไทยกำลังอยู่ใน “ทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ” ตามรอยญี่ปุ่น
ดร.สมประวิณ ฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเจออยู่ตอนนี้ หากตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “Lost decade” หรือ “ทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเผชิญมาเป็นเวลา 30 ปีหรือไม่ ดร.สมประวิณ กล่าวว่า “ข่าวดีคือ เราไม่ได้กำลังจะเข้า ข่าวร้ายคือ เราอยู่ในนั้นแล้ว”
ผู้วางกลยุทธ์ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ อธิบายว่า นับตั้งแต่หลังจากสถานการณ์ระบาดของโควิดเป็นต้นมา ตัวชี้วัดหลายตัวของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 2001 เมื่อนำไปทาบกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วง 1980 พบว่า หลายตัวชี้วัดตั้งแต่การเจริญเติบโตที่ชะลอตัว, อัตราการบริโภคต่ำ และสถานะทางการเงินของครัวเรือนย่ำแย่ เทียบได้กับที่ญี่ปุ่นในช่วงนั้นทุกตัวชี้วัด
“ไปถามคนในประเทศไทยว่ารู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่ไหม... แย่ และความรู้สึกว่าเศรษฐกิจมันแย่ แปลว่าทุกคนอยู่ในโหมด ไม่ลงทุน ไม่ใช้จ่าย เพราะฉะนั้นกลับมาตอบคำถามว่าเศรษฐกิจไทยดีหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ดี และก็ไม่ดีไปอีกนาน”

ที่มาของภาพ, HANDOUT/SCB
“วันนี้ข้างนอกระเบิด ข้างในแย่ เราก็เลยไม่โต”
“ผมมีอยู่ 3 คำ ว่า เศรษฐกิจไทย โตช้า เปราะบางเพราะหนี้เยอะ ไม่แน่นอนเพราะเศรษฐกิจโลก นี่เป็นธีมที่เราใช้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และมันอาจยังใช้ได้อีกในอีก 5 ปีข้างหน้า” ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ เปิดฉากอธิบายถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในตอนนี้
ดร.สมประวิณ หยิบยกหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกขึ้นมาอธิบายว่า หากไปดูสถิติการฟื้นตัวของแต่ละประเทศหลังจากโควิดที่ SCB EIC ดูข้อมูลการฟื้นตัวหลังโควิดใน 189 ประเทศ พบว่าไทยเป็นประเทศที่ 162 ที่ฟื้นตัวช้า และยัง “ฟื้นตัวช้ากว่าตัวเองในอดีต” เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง (1996-1997) และวิกฤตซับไพรม์ (2008-2009)
เมื่อเทียบกับประเทศอื่น การที่ไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่า แปลว่าไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจโลก และการฟื้นตัวช้ากว่าตัวเองในอดีตก็สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมาจากปัจจัยของตัวเอง ณ เวลานี้ ซึ่ง ดร.สมประวิณ กล่าวว่าคือ “ปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนา” ที่ประกอบรวมกับปัญหาภายนอกประเทศด้วย

ที่มาของภาพ, SCB EIC
“ถ้าย้อนกลับไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วันนั้นข้างในระเบิด แต่ข้างนอกดี ข้างนอกส่งออกได้ วิกฤตปี 2008-2009 ข้างนอกระเบิด วันนั้นข้างในดี มันก็ไปได้ แต่วันนี้ข้างนอกระเบิด ข้างในแย่ เราก็เลยไม่โต และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า การ forecast (คาดการณ์) ที่ผ่านมา ทำไมเราต้อง revise (ปรับเปลี่ยน) ตัวเลขลงมาอีก”
เมื่อเดือน ก.พ. 2567 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีจะขยายตัว 2.2-3.2% ต่อปี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% แต่ในเดือน พ.ค. สศช. ได้ปรับลดตัวเลขลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วง 2-3% ค่าเฉลี่ยที่ 2.5% ส่วนประมาณการล่าสุดที่แถลงเมื่อ 19 ส.ค. ยังคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.5% เช่นเดิม

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES
“เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะหมุนลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ”
เมื่อขอให้ประเมินสภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะสองปีข้างหน้า ดร.สมประวิณ ให้คำตอบว่า
“ไม่ต้องสองปีหรอก ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทย หลังจากนี้จะหมุนลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเขาได้ชี้ให้เห็นจุดเชื่อม 3 ประการได้แก่
1. ดีมานด์จากภายนอกประเทศที่น้อยลงซึ่งส่งผลต่อการปิดกิจการของโรงงาน เมื่อปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิต ภาคแรงงานมีรายได้ลดลง กระทบต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อ ทำให้การผลิตน้อยลง และวนกลับไปกระทบการจ้างงาน
2. เมื่อเศรษฐกิจของคนอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ สถาบันการเงินไทยก็เผชิญกับต้นทุนเครดิตที่สูงขึ้น ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนเปราะบาง ธนาคารก็ไม่อยากปล่อยกู้ เพราะปล่อยกู้แล้วมีความเสี่ยง ทำให้คนก็ไม่มีสภาพคล่อง ซื้อของไม่ได้ เศรษฐกิจก็แย่ลงไปอีก ในภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า financial accelerator ซึ่งเชื่อว่ามันทำงานแล้ว
3. ผลของการคาดการณ์จากทั้งหมด ทำให้เกิดการหยุดลงทุน หยุดซื้อ ส่งผลให้ไม่มีเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ
ดร.สมประวิณกล่าวว่า ด้วยตัวเศรษฐกิจเองที่ “มันหมุนลงอยู่แล้ว” ทั้งสามปัจจัยนี้จะส่งปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน “และทำให้เศรษฐกิจหมุนลงได้มากและเร็วขึ้น” ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในช่วงปลายปี 2567

ที่มาของภาพ, Getty Images
ภาคการผลิต เซกเตอร์ที่หนักที่สุด
ดร.สมประวิณ มองว่า ภาคท่องเที่ยวและภาคบริการทั้งหมดยังมีความหวัง เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเข้มข้น ตามด้วยภาคเกษตรและอาหารที่ยังต้องพัฒนาอีก เพราะมีผลิตภาพ (productivity) ต่ำ แต่ส่วนของภาคการผลิต รองผู้จัดการใหญ่ SCB ระบุว่า “หนัก”
การคาดการณ์สถานการณ์ของภาคการผลิตนี้ไม่ห่างไกลจากข้อเท็จจริง เพราะเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แถลงถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรม 6 เดือนแรกของปีว่าหดตัว 1.8% ซึ่งมีปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนส่งออกสินค้ามาแข่งขันขันในอาเซียนมากขึ้น

ที่มาของภาพ, getty images
เมื่อวิเคราะห์ภาคการผลิตของจีน ดร.สมประวิณ ชี้ว่าการประกาศตัวเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยของจีน โดยผลิตทั้งซัพพลายเชน ครอบคลุมการค้าทั้งแบบคอมเมอร์เชียลและการผลิตปริมาณมาก ด้วยทิศทางของจีนเช่นนี้ แม้แต่ประเทศตะวันตกก็ไม่มีทางสู้ได้ ดังนั้น โจทย์คือทำอย่างไรให้ไทยเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อนด้วยนโยบายต่างประเทศไปพร้อม ๆ กัน
“ในอนาคตโลกการนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ใช่ one size fit all อยู่แล้ว มันต้อง customize เราจะไปทำตรงปลายน้ำอย่างไร”

ที่มาของภาพ, SCB EIC
ไทยกำลังเก่งในสิ่งที่โลกกำลังถอนตัวออกไป
ในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์อย่าง ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผอ.สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “ปัญหา 3 ต่ำ 2 สูง” ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ในทิศทางและความเร็วที่ช้าลงเรื่อย ๆ ๆ จากที่เคยโตที่ 7-8% ในช่วงปี 1961-1990 ก็โตต่ำลงเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ในระหว่างปี 2021-2023 ขณะเดียวกันก็ติดกับดักเทคโนโลยีต่ำ และปัญหาเรื่องกำลังแรงงาน ทั้งค่าจ้างต่ำ ทักษะต่ำ รวมถึงปัญหาตลาดแรงงานสูงวัย
ผอ. STIPI ชี้ถึงการติดกับดักเทคโนโลยีปานกลาง จากข้อมูลธนาคารโลกจะเห็นได้ว่า สัดส่วนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อตัว Manufactured exports (การส่งออกจากภาคการผลิต) ของไทย ค่อนข้างทรงตัวและลดลงเล็กน้อย จากช่วงปี 2008 ที่กว่า 26% จนถึงปัจจุบันในปี 2022 ก็ยังคงอยู่ที่ 22%
“เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลี ไทยเรามีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า หรือเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่ไทยแข่งขันมาตลอดอย่างมาเลเซีย ไทยก็น้อยกว่าเช่นกัน รวมทั้งเวียดนาม ที่แม้จะเป็นประเทศที่พัฒนามาทีหลังไทย แต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเทียบลีกไหนเราน้อยกว่าเขาหมด” ผอ.STIPI กล่าว

ที่มาของภาพ, สภาพัฒน์/KKP Research
เมื่อเจาะไปดูสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่หมุนเศรษฐกิจโลกในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา พบว่าไทยมีสัดส่วนการส่งออกที่น้อยลงเรื่อย ๆ และในปัจจุบันก็น้อยกว่าเกาหลี มาเลเซีย และเวียดนาม
จากการวิเคราะห์ตัวเลขจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ KKP Research ที่เจาะลงไปในรายโปรดักต์สินค้า ดร.แบ๊งค์ชี้ว่า ความน่าสนใจก็คือ สินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น เป็นสินค้าคนละตัวกับที่กำลังขยายตัวในตลาดโลก
“กลุ่มสินค้าที่ไทยมีความเก่งหรือเชี่ยวชาญมันกลับทิศกับโลกเขาอยู่ เรากำลังเก่งในสิ่งที่โลกเขากำลังถอนตัวออกไป ในขณะที่สินค้าที่โลกกำลังขยายตัวอย่างอื่น อย่างเช่น แผงวงจรรวม (Integrated Circuit) เซมิคอนดักเตอร์ต่าง ๆ ประเทศไทยกลับหดตัวลง” ดร.แบ๊งค์ระบุ พร้อมเสริมว่า นี่เป็นตัวที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาของไทยเช่นกัน

ที่มาของภาพ, KKP research
ส่วนปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ ดร.แบ๊งค์ นิยามว่า 2 สูง ได้แก่ เรื่องของหนี้ครัวเรือนสูง และความเหลื่อมล้ำสูง ซึ่งไม่ได้มีเพียงแง่มุมทางรายได้ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาเชิงพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่และทุนเล็ก

ความเร็วของการเข้าสู่อุตสาหกรรมอีวีเร็วกว่าที่คาด
หนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คืออุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ไทย ซึ่งมูลค่าการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนมีสัดส่วนสูงถึง 15% ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมด สร้างรายได้ถึงประมาณ 10-12% ของ GDP และสร้างการจ้างงาน 7.5 แสนตำแหน่ง ในทั้งห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ จากข้อมูลสมาคมยานยนต์และชิ้นส่วน
ดร.แบ๊งค์ ฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ว่า การเปลี่ยนผ่านมาสู่อีวีค่อนข้างเร็ว เมื่อเร็วในระดับนี้ ก็จะทำให้ตลาดของฝั่งเครื่องยนต์สันดาปหดตัวเร็วตามไป ประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทำให้ยอดรวมของการซื้อลดน้อยลงไปอยู่แล้ว ก็จะทำให้เอกชนจำนวนมากได้รับผลกระทบรุนแรง
“ที่ชัดเจนที่สุด คืออุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป เราเคยประเมินความเร็วของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อีวีเอาไว้ไม่เร็วขนาดนี้ แต่เพราะการอุดหนุนของภาครัฐ และการผลิตที่ล้นเกินของยานยนต์ไฟฟ้าจีนทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว” ผอ.สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี STIPI ระบุ
จากข้อมูลจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) ในปี 2566 พบว่า มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายทั่วโลกทั้งสิ้น 18%

ที่มาของภาพ, Getty Images
ส่วนในไทย รายงานจาก KKP Research เมื่อเดือน เม.ย. ระบุว่า ในปัจจุบันค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายค่ายเสียส่วนแบ่งตลาดในไทยให้กับอีวีจากจีนมากกว่า 10% ภายในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
ปัจจัยด้านภาวะหนี้ของครัวเรือนและการเข้ามาของอีวี ตามที่ ดร.แบ๊งค์ กล่าว สะท้อนออกมาที่ยอดผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศ ซึ่งเห็นแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงในปี 2567
ดร.แบ๊งค์ อธิบายถึงสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไทยว่า หากเป็นไปในทิศทางนี้ ผู้ประกอบการที่ผลิตตัวสินค้าปลายน้ำอาจเริ่มจากการลดยอดการผลิต ซึ่งนั่นหมายถึงการสั่งซื้อปัจจัยการผลิตจากซัพพลายเออร์ที่จะน้อยลงด้วย สำหรับซัพพลายเออร์หลายราย ยอดสั่งซื้อที่ลดลงเพียงเล็กน้อยอาจกระทบมาก ไม่เหมือนรายใหญ่ที่มีสายป่านยาวหรือความสามารถในการลดกำลังผลิตได้ระดับหนึ่งก่อนจะปิดตัว
“ซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ถูกใช้น้อยลงในรถอีวี และกลุ่มที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก บางทีเขาเปราะบางมาก การที่ยอดสั่งซื้อเขาลดลง และดูมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว อาจจะทำให้เขาถอดใจ ปิดตัวเลยก็ได้ ซึ่งก็จะกระทบกับการจ้างงาน กระทบกับการหายไปของผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ” ผอ.สถาบัน STIPI กล่าวกับบีบีซีไทย
ผูกตัวเองกับซัพพลายเชนโลก-ค้าขายกับสองขั้วเศรษฐกิจ ทางออกจากวิกฤตเชิงโครงสร้าง
ด้านรองผู้จัดการใหญ่ ธ.ไทยพาณิชย์ ชี้ว่ามีปัจจัยภายนอกประเทศ 3 ประการที่ทำให้ไทยต้องเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาประเทศ ได้แก่
1. เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนมาเป็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจน
2. ปัจจัยทางสังคมและการเมืองระหว่างประเทศที่ ดร.สมประวิณ อธิบายว่า “เศรษฐกิจโลกเมื่อ 30 ปีที่แล้วขับเคลื่อนด้วยคนรวย แต่วันนี้คนรวยน้อยลง และมีคนที่จนกว่าจำนวนมากกว่า ความต้องการสินค้าในอนาคตอาจไม่ใช่ความพึงพอใจ (preference) ของคนรวย แต่เป็นความพึงพอใจของคนที่จนกว่า เน้นเรื่องความคุ้มค่ามากขึ้น สะท้อนจากการเกิดขึ้นของ fast retailing (การขยายตัวของการค้าปลีกอย่างรวดเร็ว)”
3. บทบาทของเทคโนโลยีจากเอไอ ซึ่งมีความสำคัญในอนาคต โจทย์คือไทยจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างไร
“ผมมองว่า โมเดลในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป มันต้องเปลี่ยน เราไปท่าเดิมได้ไหม ก็คงไม่ได้แล้ว”
ดร.สมประวิณ ชี้ว่า ญี่ปุ่นใช้เวลาราว 30 ปีกว่าจะหลุดออกจาก “ทศวรรษที่สูญหายทางเศรษฐกิจ” ก็เป็นช่วงปี 2023-24 มานี้เอง แต่การออกจากภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไทยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานแบบญี่ปุ่น เพียงแต่ใช้วิธีที่ญี่ปุ่นพลิกเศรษฐกิจ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน
ขณะเดียวกันก็มีนโยบายการต่างประเทศที่ไปผูกตัวเองเข้ากับซัพพลายเชนของโลก ตลอดจนการมีนโยบายการเงินการคลังที่สอดประสานกัน ทั้งการจัดการหนี้เสีย และการลดภาษี
“เราเห็นโรงงานอย่างเซมิคอนดักเตอร์ มีไปเปิดที่ญี่ปุ่น 2-3 ที่ มีงานวิจัยเกิดขึ้น เขาไปผูกตัวเองกับ new wave (คลื่นลูกใหม่) ของกระบวนการผลิตโลกในอนาคต ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเจ้านะ แต่ไปผูกกับประเทศอย่างอเมริกา เราก็ต้องทำแบบนั้น พอทำได้ปุ๊ป ก็เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต”
ดร.สมประวิณ กล่าวต่อไปว่า แม้บริบทโลกจะเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศเป็นกลาง ตามการวิเคราะห์ของ SCB EIC ก็สามารถได้รับอานิสงส์จากทั้งสองขั้วได้ ซึ่ง ดร.สมประวิณ มองว่าทั้งสองขั้วยังต้องการคนที่สามเพื่อเป็นทางออกให้กับบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตัวเองอยู่ เช่น เมื่อสหรัฐฯ ยุติการซื้อของจีน แต่ไม่มีทางที่สหรัฐฯ จะผลิตทุกอย่างได้เอง จึงต้องซื้อสินค้าบางอย่างกับคู่ค้ารายอื่น
“ถ้าวันนี้ มีสองเจ้าเดินมาหาเราในการทำธุรกิจ เราบอกเราไม่กล้าคุยกับคนไหนคนหนึ่ง เพราะเรากลัวคุยกับคนหนึ่งแล้วอีกคนจะไม่คุยด้วย แต่ผมเสนอว่าเราคุยได้ทั้งสองฝ่าย เขาไม่ว่า ดูอย่างอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่ขายของให้อเมริกา”
พึ่งเจ้าสัว-ทุนต่างชาติ อย่างเดียวไม่พอ
ดร.แบ๊งค์ ชี้ว่า โจทย์ระยะกลางและระยะยาวของเศรษฐกิจไทยข้างต้น เป็นเรื่องที่ต้องลงมือแก้ในวันนี้เลย โดยเสนอยุทธศาสตร์ 3 เครื่องยนต์ เพื่อเป็นแรงฉุดให้เศรษฐกิจไทย หลุดออกจากปัญหาในระดับโครงสร้าง ได้แก่ เครื่องยนต์ตัวเล็ก ตัวใหญ่ และตัวใหม่
ยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ตัวเล็ก ผอ. STIPI อธิบายว่า คือการกระจายหน่วยผลิตที่ขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจออกไปนอกกรุงเทพฯ ปริมณฑล และนิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง ภาคตะวันออก ให้มากขึ้น การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น 5-10% เป็นฐานคิดที่เป็นไปได้ เพราะธนาคารโลกเพิ่งออกผลการประเมินว่า การเติบโตของรายได้ต่อหัวประชากรในเมืองรองของไทย โตกว่า กทม. เกือบ 15 เท่า ในหลายด้าน
ยุทธศาสตร์เครื่องยนต์ตัวใหญ่ ดร.แบ๊งค์ ชี้ว่า เครื่องยนต์ตัวใหญ่ตัวแรก คือการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นการลงทุนที่ต้องเข้ามาสร้างงานที่ดีได้ในปริมาณที่สูงหรือสมเหตุสมผล (good job criteria) ซึ่งหมายถึงตำแหน่งงานที่ให้คุณภาพชีวิตแบบชนชั้นกลาง ไม่ใช่การเติบโตที่ไร้งาน (jobless) ซึ่งมีโรงงานเข้ามาตั้งมูลค่าหลายพันล้าน แต่มีเพียงหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและวิศวกรคุมอย่างเดียว
นอกจากนี้ทุนต่างชาติที่เข้ามาควรมีการถ่ายทอดขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่สูงเพียงพอให้กับประเทศไทย หรือผู้ประกอบการไทยได้ด้วย เพื่อให้การเข้ามาลงทุนแปลงไปเป็นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งขีดความสามารถทางเทคโนโลยี การส่งออกสินค้าไฮเทค และงานที่ดีซึ่งจะสร้างกำลังซื้อให้กับแรงงาน
“ถ้าเราได้เอฟดีไอที่คุณภาพสูง เราได้เทคโนโลยี เราได้การส่งออกมาด้วยกัน เราได้การบริโภค ในปีถัด ๆ ไป”

ที่มาของภาพ, Bank Ngamarunchot
ส่วนเครื่องยนต์ตัวใหญ่อีกตัว คือ ทุนไทยขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งมีบทบาทและส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจสูงมาก รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมทุนใหญ่ของไทย ออกไปแข่งขันภายนอกประเทศและคว้ามูลค่าระดับโลกมาให้ได้ และพร้อมกันนั้นก็เปิดช่องให้ทุนขนาดเล็กสามารถเติบโตได้มากขึ้น
“ทุนใหญ่ควรใช้เรื่องความได้เปรียบจากขนาด (size advantage) ไปแข่งในตลาดโลก ไม่ใช่เอาความได้เปรียบจากขนาดมาแข่งในประเทศ” ดร.แบ๊งค์กล่าว
เครื่องยนต์ตัวใหม่ สร้าง New Champion Product แทนของเก่าที่กำลังถูกดิสรัปต์
ทว่าการมี "เครื่องยนต์ตัวเล็ก" และ "ตัวใหญ่" จากการลงทุนต่างชาติและทุนไทยยังไม่พอ สิ่งที่ ดร.แบ๊งค์มองว่าเป็นเรื่องยากที่สุดและไทยยังไม่มี แต่จำเป็นคือ เครื่องยนต์ตัวใหม่หรือสินค้าอุตสาหกรรมใหม่ “เพราะสาขาการผลิตหลักหรือสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังถูกดิสรัปต์หรือถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในโลกทั้งหมด”
เขาชี้ว่า ยานยนต์ไม่ได้เผชิญความท้าทายจากแค่อีวี แต่รวมถึงวิธีคิดใหม่ในระบบขับเคลื่อนที่หรืออนาคตแห่งการเดินทาง (future of mobility) รวมถึงอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ด้วยที่กำลังโดนเขย่า
“ถ้าไม่สร้าง New Champion Product มันก็มีโอกาสมากเลยที่เราจะประสบกับสถานการณ์ที่การเติบโตชะลอตัวลง จากการที่อุตสาหกรรมเก่าของเราหมดช่วงชีวิตของอุตสาหกรรมนั้นพอดี มีการเปลี่ยนเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างอุตสาหกรรมและสินค้าแชมเปียนใหม่ของไทยขึ้นมาได้”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผอ. สถาบัน STIPI เตือนด้วยว่า การจับระดับอุตสาหกรรมกว้าง ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสโลกไม่เพียงพอ ไทยต้องวางกลยุทธ์ด้วยว่า มุมไหนในสินค้าแบบไหน ภายใต้ยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใดที่จะมุ่งไป เหล่านี้มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและทรัพยากรที่จะทุ่มลงไป
“เราจะผลิตแค่พาร์ทเดียว หรือเราจะเอาทั้งหมด เราจะเป็นโออีเอ็ม (OEM) หรือเราจะเอาไฟนอลโปรดักส์ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ด้วย กลยุทธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง วิธีส่งเสริมต่างกันโดยสิ้นเชิง”
ส่วนจะสร้าง “สินค้าแชมป์เปียนตัวใหม่” ขึ้นมาได้อย่างไร ผอ. STIPI บอกว่า อาจเกิดได้จากหลากหลายกลยุทธ์ เช่น การขยายขีดความสามารถในการผลิต (diversify) โปรดักต์หรือสินค้าใหม่จากความเข้มแข็งเดิม หรือสร้างส่วนการผลิตโปรดักต์ที่ไฮเทคมากขึ้นและใช้เทคโนโลยีเข้มข้นมากขึ้น
ประเทศไทยทำนโยบายระยะสั้นมามากจนมีต้นทุนแล้ว
จนถึงวันนี้กล่าวได้ว่า ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและภาคการผลิตของไทย เป็นสิ่งที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องลงความเห็นตรงกันแล้วว่าเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน EIC ธ.ไทยพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า ผู้กำหนดนโยบายของไทยไม่ใช่ไม่รู้ปัญหาจุดนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านและการทำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ พร้อมเห็นว่าวิธีของแนวนโยบายส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเป็นเรื่องในระยะสั้น และเรื่องในประเทศ เช่น กระตุ้นการบริโภค แต่นโยบายทางเศรษฐกิจที่จำเป็นวันนี้เป็นเรื่องยาวและเรื่องนอกประเทศ
“ถ้าสรุปก็คือว่า มันคนละทางกับที่ต้องทำ ถามว่าเป็นเพราะอะไร ก็ต้องเข้าใจ Politics (การเมือง) ของมันว่าทำไมต้องสั้น และในประเทศ เพราะว่าเสถียรภาพของการเมืองอาจจะน้อย... แต่เราทำเรื่องสั้นมามากจนมันมีต้นทุนแล้ว เริ่มมีหนี้ และการทำสั้น 10 ครั้ง ไม่ได้แปลว่ามันได้เรื่องยาว”

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อขอให้ประเมินถึงโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่รัฐบาลหวังว่าจะเป็นการ “กระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่” จะเห็นผลแค่ไหน ผู้บริหาร SCB EIC กล่าวว่า จีดีพีเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว โดยทาง EIC วิเคราะห์ว่าจีดีพีจะได้ส่วนเพิ่มมา 0.5% และปีหน้าอีกราว 1% แต่จะเป็นเพียงระยะสั้น
“การศึกษานี้เป็นข้อเท็จจริงเลยว่า ดิจิทัลวอลเล็ตกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจมันจะโตขึ้นไปมากกว่าปกติสัก 2 ปี และมันจะกลับไปที่เดิม”
ทางด้าน ผอ. STIPI เห็นว่า ด้วยปัญหา 3 ต่ำ 2 สูง ของไทยที่กล่าวข้างต้น กดทับให้เศรษฐกิจไทยไปต่อได้ยาก และเห็นสอดคล้องกับ ดร.สมประวิณ ในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
“การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นให้เกิดการบริโภค หรือโดยการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นกระตุ้นระยะสั้นทั้งหมด แม้แต่การลงทุนที่ไม่ได้คิดถึงภาพหรือผลกระทบระยะยาว จะไม่สามารถพาเราหลุดจากสถานการณ์นี้ไปได้” ดร.แบ๊งค์ ระบุ
บีบีซีไทยถามต่อว่า หากประเทศไทยจะยังพึ่งพาความสำเร็จที่เคยมีในอดีตต่อไปและไม่ปรับเปลี่ยน ภาพอนาคตจะเป็นอย่างไร
ดร.แบ๊งค์ ตอบว่า เศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในเส้นกราฟที่ถดถอยลงเหมือนเดิม และทำเพียงการรักษาเครื่องยนต์เก่าไว้ให้นานที่สุด ในขณะที่การปรับตัวเป็นไปเพียงเพื่อรักษาขีดความสามารถเดิมให้ตกสมัยช้าที่สุด
“เราจะมีผู้เล่นที่ต้องปรับตัวแรง ๆ อย่างมาก ที่ทยอยเลิกกิจการไป ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ยังเกิดไม่ได้ และความเหลื่อมล้ำคงจะมากขึ้น เพราะคนที่อึดทนที่สุดในเกมนี้คือรายใหญ่ คนตายก่อนคือรายเล็ก”











