“ลูกฟูลไทม์” เทรนด์คนรุ่นใหม่จีน รับมืองานหนัก-งานหายาก จนขอกลับบ้านรับจ้างเป็นลูกแทน

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซิลเวีย ฉาง และ เคลลี เหง่ง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำฮ่องกงและสิงคโปร์
ทำงานหนัก จนกายใจเหนื่อยล้า ถึงวันหนึ่ง จูลี ตัดสินใจลาออกจากงานที่เธอเป็นนักพัฒนาเกมในกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แล้วผันตัวมาเป็น “ลูกสาวฟูลไทม์”
มาวันนี้ หญิงวัย 29 ปี ใช้เวลาแต่ละวันไปกับการล้างจาน เตรียมอาหารให้พ่อแม่ และทำงานบ้านอื่น ๆ โดยพ่อแม่ของจูลีจ่ายค่าจ้างให้เธอเป็นรายวัน เพราะเธอปฏิเสธรับเงินรายเดือนที่พ่อแม่เสนอให้ประมาณ 9,600 บาท
เป้าหมายสำคัญของเธอในเวลานี้ คือการพักหายใจจากการทำงานหนัก 16 ชั่วโมงต่อวันจากงานประจำที่เคยทำ เธอกล่าวตอนนั้น “ฉันมีชีวิตเหมือนศพเดินได้”
ชั่วโมงทำงานที่หนักหน่วง และตลาดงานที่น่าหดหู่ กำลังบีบให้คนรุ่นใหม่ในจีน หันไปหาตัวเลือกที่ผิดแผกไปจากปกติ
จูลี เป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า “ลูกฟูลไทม์” (full-time children) ที่กลับไปหาความสุขสบายใจที่บ้าน หลังต้องการพักจากชีวิตการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย หรือหางานทำไม่ได้
คนรุ่นใหม่จีนถูกพร่ำสอนมาเสมอว่า ความพยายามอย่างหนักทั้งเรื่องการเรียนและการได้ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยดี ๆ จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่เวลานี้ พวกเขาหลายคนกลับรู้สึกพ่ายแพ้ และติดกับ
กว่า 1 ใน 5 ของชาวจีนอายุระหว่าง 16-24 ปี ยังคงว่างงาน ขณะที่อัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21.3% ตามข้อมูลของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (17 ก.ค.) ถือว่าสูงที่สุดนับแต่ทางการจีนเริ่มเผยแพร่ข้อมูลในปี 2018 และตัวเลขนี้ยังไม่นับข้อมูลจากตลาดแรงงานในแถบชนบทด้วย
กลุ่มคนหนุ่มสาวที่เรียกตัวเองว่า “ลูกฟูลไทม์” กล่าวว่า ตั้งใจอยู่บ้านเพียงชั่วคราวเท่านั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ได้ผ่อนคลาย ทบทวนตัวเอง และหางานใหม่ที่ดีกว่า แต่สิ่งเหล่านี้ พูดง่ายกว่าทำได้จริง
จูลี สมัครงานใหม่ไปแล้วกว่า 40 แห่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เธอได้รับการติดต่อกลับเพื่อขอสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพียง 2 ครั้ง “งานมันหายากอยู่แล้ว ตอนที่ฉันลาออก พอลาออกแล้ว งานยิ่งหายากกว่าเดิมอีก” เธอระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
เบิร์นเอาท์ ว่างงาน หรือ ติดกับ
ภาวะเบิร์นเอาท์ที่ผลักให้คนวัยทำงานต้องกลายเป็น “ลูกฟูลไทม์” ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากพิจารณาจากสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต หรือ เวิร์ค-ไลฟ์ บาลานซ์ ที่ย่ำแย่ของจีน
วัฒนธรรมการทำงานของประเทศจีน มักถูกอ้างอิงไปถึงสิ่งที่เรียกว่า “996” คือการที่คนทำงานควรมองว่าการทำงานตั้งแต่ 9 นาฬิกา ถึง 21 นาฬิกา 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติ
เฉิน ดูดู เป็น “ลูกสาวฟูลไทม์” อีกคนหนึ่ง เธอออกจากงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปีที่ผ่านมา หลังรู้สึกเบิร์นเอาท์อย่างรุนแรงและถูกด้อยค่า ตอนนี้หญิงวัย 27 ปียอมรับว่า “แทบไม่เหลืออะไรแล้ว” หลังจ่ายค่าเช่าบ้านไป
เมื่อเธอกลับไปอาศัยที่บ้านพ่อแม่ของเธอในพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน เฉินเล่าว่า เธอ “ใช้ชีวิตเหมือนคนวัยเกษียณ” แต่ความกังวลใจก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอเล่าว่า เธอได้ยินเสียง 2 เสียงในหัว “เสียงหนึ่งบอกว่า โอกาสที่จะได้มีเวลาผ่อนคลายแบบนี้หายากนะ สนุกกับมันหน่อยสิ กับอีกเสียงหนึ่งที่กระตุ้นให้ฉันคิดวางแผนว่าจะทำอะไรต่อไป”
มาวันนี้ เฉินได้เริ่มธุรกิจของตัวเองแล้ว “ถ้าฉันยังเป็นแบบนั้นนานกว่านี้ ฉันคงได้กลายเป็นปรสิตเกาะพ่อแม่กินไปแล้ว”

ที่มาของภาพ, Handout
แจ็ค เจิ้ง วัย 32 ปีเพิ่งลาออกจากงานที่ เทนเซ็นต์ บริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เขาเล่าว่ากระทั่งในช่วงนอกเวลางาน เขายังต้องตอบข้อความเรื่องงานที่ถูกส่งมาในแต่ละวันเกือบ 7,000 ข้อความ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “งานล่วงเวลาล่องหน” เพราะเป็นงานที่ถูกคาดหวังว่าต้องทำ แต่ไม่ได้รับเงินชดเชย
เขาตัดสินใจลาออกในที่สุด จากความเครียดที่ทำให้เขามีปัญหารูขุมขนอักเสบ ซึ่งเป็นอาการผิดปกติทางผิวหนังอย่างหนึ่ง
เจิ้ง ได้พบกับงานที่ดีกว่า แต่เขาระบุว่า คนรอบตัวเขาไม่ได้โชคดีเช่นนั้น หลายคนเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “คำสาปวัย 35” ซึ่งเป็นความเชื่อในจีนว่า นายจ้างจะไม่ค่อยอยากจ้างคนงานที่มีอายุมากกว่า 35 ปี และมักเลือกคนงานรุ่นใหม่ที่ “ค่าจ้างถูกกว่า” แทน
การกีดกันเรื่องอายุที่เสมือนเป็นดาบสองคมนี้ รวมถึงโอกาสหางานที่มืดมน เป็นความท้าทายของคนที่อายุเข้าสู่ช่วง 30 ปี ซึ่งต้องคิดเรื่องผ่อนบ้าน หรือไม่ก็เริ่มคิดสร้างครอบครัว
ความสิ้นหวังยังลามไปถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย จนบางคนตั้งใจทำข้อสอบผิด ๆ ให้สอบตก เพื่อจะได้ศึกษาจบช้าลง
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมออนไลน์จีนเต็มไปด้วยภาพถ่ายวันรับปริญญาที่แปลกผิดปกติ ซึ่งสะท้อนถึงความท้อแท้สิ้นหวังของเด็กจบใหม่ บางรูปเป็นภาพคนรุ่นใหม่ “นอนราบ” ในชุดรับปริญญา ใบหน้าเต็มไปด้วยสีชอร์ก รูปอื่น ๆ เป็นภาพนักศึกษาจบใหม่ถือใบปริญญาเหนือถังขยะ เหมือนจะสื่อว่า จะโยนปริญญาทิ้งลงถังขยะ
มหาวิทยาลัยจีน เคยเป็นเป้าหมายของเหล่าชนชั้นนำ เพราะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้เข้าเรียน แต่ช่วงปี 2012-2022 อัตราการสมัครเข้าศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 59.6% เพราะคนรุ่นใหม่มองว่าการมีใบปริญญาถือเป็นใบเบิกทางสู่โอกาสที่สูงขึ้นในตลาดงานที่แข่งขันสูง แต่ความคาดหมายเช่นนั้น กลับนำมาสู่ความผิดหวัง เมื่อตลาดงานดิ่งเหว ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การว่างงานในคนรุ่นใหม่ มีแนวโน้มจะเลวร้ายลงอีก เพราะมีนักศึกษาจบใหม่สูงถึง 11.6 ล้านคน ทะลักเข้าสู่ตลาดในปีนี้
“สถานการณ์ค่อนข้างแย่ ผู้คนเหนื่อยล้า และหลายคนเลือกหนทางใหม่ มันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง” มิเรียม วิคเกิร์ตไฮม์ ผู้อำนวยการบริษัท ไดเรค เอชอาร์ บริษัทจัดหางานในนครเซี่ยงไฮ้ กล่าว
ปัจจัยต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วงหลังโควิดที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นเหตุผลสำคัญต่ออัตราว่างงานที่สูง บรูซ แปง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำตลาดจีนรวมถึงไต้หวัน (Greater China) ของบริษัท โจนส์ แลง ลาซาล กล่าว

ที่มาของภาพ, XIAOHONGSHU
แปง ยังชี้ด้วยว่า นายจ้างบางคนยังมีแนวโน้มลดลงที่จะจ้างนักศึกษาจบใหม่ที่เป็น “กระดาษเปล่า” ซึ่งหมายถึงคนที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่าบัณฑิตจบใหม่รุ่นก่อน ๆ อันเป็นผลจากการล็อกดาวน์เนื่องจากโควิดเป็นเวลานาน
ไม่เพียงเท่านั้น การกวาดล้างและเข้าควบคุมอุตสาหกรรมที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนรุ่นใหม่ ยังทำให้ตัวเลือกในตลาดงานแคบลง เพราะข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นในบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปจนถึงข้อจำกัดในอุตสาหกรรมเรียนพิเศษ และการสั่งห้ามเงินลงทุนจากต่างชาติในด้านการศึกษาภาคเอกชน นำไปสู่การลดตำแหน่งงานลงเป็นจำนวนมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images
“การจ้างงานที่ช้า”
แม้รัฐบาลจีนจะตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดี แต่ก็พยายามมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก
เมื่อเดือน พ.ค. 2023 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์เดลีย์ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ “กล้ำกลืนความขมขื่น” ซึ่งเป็นคำกล่าวเชิงเปรียบเปรยในภาษาจีนว่า ให้อดทนต่อความยากลำบาก
สื่อของรัฐยังนำเสนอคำจำกัดความใหม่ของการว่างงานอีกด้วย โดยบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ อีโคโนมิก เดลีย์ ใช้คำว่า “การจ้างงานที่ช้า” แม้ว่าชาวจีนรุ่นใหม่จะว่างงานอย่างชัดเจน โดยทางหนังสือพิมพ์ชี้ว่า ชาวจีนใช้เวลาหางานมากขึ้น จนเกิด “การจ้างงานที่ช้า”
ต้นกำเนิดของวลีนี้มาจากไหนนั้นไม่แน่ชัด แต่ในบทความเมื่อปี 2018 ของ ไชนา ยูธ เดลีย์ เขียนว่า บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากขึ้นใช้เวลามากขึ้นในการมองหางาน หลายคนเลือกออกเดินทาง หรือรับจ้างสอนหนังสือเป็นระยะสั้น ๆ จนทำให้เกิด “การจ้างงานที่ช้า”
“การว่างงาน ก็คือการว่างงาน เราควรเรียกมันตรง ๆ” เนีย ริหมิง นักวิจัยของสถาบันการเงินและกฎหมายเซี่ยงไฮ้ กล่าว
“แน่นอนว่า มีคนหนุ่มสาวที่ต้องการพักผ่อนก่อนจะเริ่มงานใหม่ แต่ฉันคิดว่า คนว่างงานส่วนใหญ่ทุกวันนี้ ล้วนดิ้นรนหางาน แต่หางานทำไม่ได้”











