“โซลาร์แฟลร์” แผ่พลังรุนแรงไปทั่วระบบสุริยะได้อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, NASA/SDO
- Author, โจนาธาน โอคัลลาแกน
- Role, บีบีซีนิวส์
ขณะนี้ดวงอาทิตย์กำลังมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางพลังงานในระดับสูง โดยแผดเผาโลกด้วยพายุสุริยะลูกใหญ่ซึ่งทรงพลังที่สุดในรอบ 20 ปี ทั้งยังปะทุ “โซลาร์แฟลร์” (solar flare) หรือเปลวสุริยะร้อนแรง จนส่งผลกระทบแผ่ไปทั่วทุกบริเวณของระบบสุริยะอีกด้วย
บนท้องฟ้ายามราตรีในบางคืนของเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ที่อยู่ในภูมิภาคละติจูดสูงของโลก มีโอกาสได้ชมแสงสีตระการตาซึ่งมีทั้งแสงสีแดง ชมพู และเขียว ส่องสว่างเรืองรองบนท้องฟ้าอย่างงดงาม ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็คือแสงออโรรา (aurora) หรือ “แสงเหนือ-แสงใต้” ที่พบเห็นได้เป็นปกติในภูมิภาคดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้แสงออโรรากลับทรงพลังเจิดจ้าและสวยงามขึ้นเป็นพิเศษ จนผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคละติจูดต่ำซึ่งห่างไกลจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
ต้นเหตุที่อยู่เบื้องหลังการเกิดแสงออโรราอันทรงพลังดังกล่าว คือพายุสุริยะที่พัดกระหน่ำโลกอย่างรุนแรง ทำให้อนุภาคมีประจุไฟฟ้ากลุ่มใหญ่จากดวงอาทิตย์ชนปะทะเข้ากับชั้นบรรยากาศโลก ปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงออโรราที่สวยงาม แต่ในปีนี้แสงเหนือ (aurora borealis) กลับปรากฏให้เห็นได้ไกลขึ้นกว่าเดิมไปจนถึงทางตอนใต้ของเขตอาร์กติก ส่วนแสงใต้ (aurora australis) ก็ปรากฏขึ้นในทางตอนเหนือที่ห่างไกลจากทวีปแอนตาร์กติกามากขึ้นด้วย
อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดพายุแม่เหล็กโลก (geomagnetic storm) หรือการสั่นไหวของสนามแม่เหล็กที่ห่อหุ้มโลก ซึ่งครั้งนี้จัดเป็นพายุในห้วงอวกาศใกล้โลกที่ทรงพลังรุนแรงที่สุดในรอบสองทศวรรษ ทำให้ผู้คนในบริเวณละติจูดต่ำที่อยู่ห่างไกลจากขั้วโลกเหนือ เช่นที่กรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร, รัฐโอไฮโอของสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งทางตอนเหนือของนครซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนีย สามารถจะชมแสงเหนือด้วยตาตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์
แม้แสงเหนือ-แสงใต้ ที่เกิดขึ้นโดยแผ่ไปไกลเกินปกติเช่นนี้ จะทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องตื่นตะลึง แต่ใครจะคาดคิดว่าพายุสุริยะที่ให้กำเนิดปรากฏการณ์ดังกล่าว ได้แผ่ออกไปยังดาวเคราะห์ทุกดวงและทุกซอกทุกมุมของระบบสุริยะอีกด้วย โดยส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงลึกซึ้งยิ่งกว่าการเกิดแสงออโรราบนโลกมากนัก ซึ่งที่ผ่านมานักดาราศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตการปะทุพลังงานของดวงอาทิตย์ และศึกษาผลกระทบของมันที่มีต่อดาวบริวารและห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวมานานแล้ว
“ดวงอาทิตย์สามารถพ่นปะทุวัตถุองค์ประกอบของมันออกมาในทุกทิศทาง คล้ายกับหัวสปริงเกลอร์ (sprinkler) ฉีดพ่นน้ำในสวน” ศาสตราจารย์จิม ไวลด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์อวกาศ จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ของสหราชอาณาจักรกล่าวอธิบาย “ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถรู้สึกได้ทั่วทั้งระบบสุริยะ”
ดวงอาทิตย์ของเรากำลังเข้าใกล้ภาวะที่เรียกว่า “โซลาร์ แม็กซิมัม” (solar maximum) จุดสูงสุดของความเคลื่อนไหวทางพลังงานใน “วัฏจักรสุริยะ” (solar cycle) ที่วนมาบรรจบครบรอบทุก 11 ปี ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มคาดการณ์ว่า ดวงอาทิตย์อาจได้เข้าสู่ภาวะดังกล่าวของวัฏจักรสุริยะรอบใหม่ไปแล้ว นั่นหมายความว่าดวงอาทิตย์จะปะทุรังสีและอนุภาคพลังงานสูงออกมามากกว่าเดิมหลายเท่า ในรูปของเปลวสุริยะหรือโซลาร์แฟลร์ นอกจากนี้เหตุการณ์ที่เรียกว่า “การปลดปล่อยมวลโคโรนา” (coronal mass ejection - CME) ก็จะเกิดบ่อยถี่ขึ้นเช่นกัน
หากดวงอาทิตย์พ่นเปลวสุริยะหรือปลดปล่อยมวลโคโรนาระลอกใหญ่มายังโลก มันสามารถเพิ่มพลังมหาศาลให้สนามแม่เหล็กโลกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เกิดแสงออโรราที่สวยงามเป็นพิเศษขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจจะสร้างปัญหาให้กับดาวเทียมและระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าบนโลกด้วย
แมธิว โอเวนส์ นักฟิสิกส์อวกาศจากมหาวิทยาลัยเรดดิงของสหราชอาณาจักรบอกว่า “ตอนนี้ดวงอาทิตย์น่าจะเข้าใกล้ภาวะโซลาร์แม็กซิมัมมากแล้ว ดั้งนั้นเราน่าจะได้เห็นพายุสุริยะในระดับใหญ่เช่นนี้บ่อยขึ้น ในช่วงสองสามปีข้างหน้านี้”

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ มีดาวเทียมและยานสำรวจมากมายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวทางพลังงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างใกล้ชิด ในจำนวนนี้รวมถึงดาวเทียม Solar Orbiter ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่ทำการศึกษาดวงอาทิตย์มาตั้งแต่ปี 2020 โดยโคจรวนรอบดวงอาทิตย์ในเส้นทางเดียวกับดาวพุธ
แดเนียล มุลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลโครงการในภารกิจ Solar Orbiter ที่สำนักงานของ ESA ในประเทศเนเธอร์แลนด์ บอกว่า “ปัจจุบันดาวเทียมนี้อยู่ตรงตำแหน่งด้านไกลของดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก ดังนั้นเราจึงเห็นทุกสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน”
พายุสุริยะซึ่งพัดกระหน่ำโลกเมื่อเดือนพ.ค. มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวทางพลังงานระดับสูงบนดวงอาทิตย์ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการปะทุโซลาร์แฟลร์ ซึ่งก็คือการระเบิดปลดปล่อยพลาสมาหรือกลุ่มก๊าซร้อน รวมทั้งมีจุดมืด (sunspot) ซึ่งเป็นสนามแม่เหล็กที่บิดเบี้ยวบนผิวนอกของดวงอาทิตย์ (photosphere) อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ดาวเทียม Solar Orbiter มองเห็นและบันทึกภาพ “เปลวสุริยะพวยพุ่งออกมาจากพื้นที่พลังงานสูง อันเปรียบเสมือนปีศาจที่น่ากลัวแห่งนี้ ในขณะที่มันกำลังหันหน้าสู่ด้านตรงข้ามกับโลก ซึ่งตามปกติเราไม่สามารถสังเกตเห็นได้” มุลเลอร์กล่าว
จุดมุ่งหมายหนึ่งของดาวเทียม Solar Orbiter ก็คือการช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์ เข้ากับปรากฏการณ์ระดับที่ใหญ่กว่าใน “สุริยมณฑล” หรือเฮลิโอสเฟียร์ (Heliosphere) ซึ่งก็คือขอบเขตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมสุริยะที่พัดไปถึง โดยสุริยมณฑลนั้นมีลักษณะเป็นเหมือนฟองพลาสมาขนาดใหญ่ ที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์บริวารทั้งหมดเอาไว้ ในขณะที่ระบบสุริยะกำลังเคลื่อนโคจรไปในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว
สิ่งที่มุลเลอร์และเพื่อนร่วมทีมวิจัยของเขาต้องการจะเรียนรู้เพิ่มเติมให้ได้มากที่สุด ก็คือสถานที่และทิศทางที่ลมสุริยะ (solar wind) อนุภาคพลังงานสูงที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องพัดไป โดยอยากจะทราบว่าลมสุริยะแผ่กระจายตัวออกไปอย่างไรบ้างในตัวกลางระหว่างดวงดาว (interstellar medium) “ดังนั้นเราจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวตื่นตัวด้วยพลังงานสูงบนดวงอาทิตย์ ซึ่งเราสามารถพบร่องรอยของมันได้ในการพัดพาอย่างปั่นป่วนของลมสุริยะ”
มุลเลอร์ยังบอกว่า ปัจจุบันวัฏจักรสุริยะซึ่งเข้าสู่รอบที่ 25 แล้วนั้น ดูเหมือนจะทรงพลังและมีความเคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งกว่าที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เคยทำนายกันเอาไว้ เนื่องจากมีเลขจุดมืดสัมพัทธ์ (relative sunspot number) หรือค่าตามดัชนีที่ใช้วัดความเคลื่อนไหวทางพลังงานซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั่วผิวนอกของดวงอาทิตย์ สูงยิ่งกว่าระดับสูงสุดของวัฏจักรสุริยะรอบที่ผ่านมา โดยองค์การบริหารกิจการชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) เคยคาดการณ์ตัวเลขดังกล่าวไว้สูงสุดที่ 124 จุดมืดต่อวันโดยเฉลี่ยสำหรับเดือนพ.ค. 2024 ทว่าตัวเลขในความเป็นจริง กลับปรากฏจุดมืดถึง 170 จุดต่อวันโดยเฉลี่ยในเดือนดังกล่าว และในบางวันมีจุดมืดปรากฏขึ้นอย่างหนาแน่นถึง 240 จุด เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ดวงอาทิตย์เกิดวัฏจักรสุริยะขึ้นเป็นประจำ รวมทั้งมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนกันระหว่างวัฏจักรแต่ละรอบ ยังคงเป็นปริศนาที่ไร้คำตอบอยู่ในบางส่วน
ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในห้วงอวกาศอันเนื่องมาจากความเคลื่อนไหวทางพลังงานของดวงอาทิตย์ นอกจากแสงออโรราบนโลกของเราแล้ว ยังมีปรากฏการณ์อื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเกิดขึ้นทั่วระบบสุริยะ ในทุกซอกทุกมุมที่ลมและพายุสุริยะสามารถพัดไปถึง อย่างเช่นดาวพุธที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด มีสนามแม่เหล็กที่อ่อนกว่าโลกถึง 100 เท่า ทั้งไม่มีชั้นบรรยากาศช่วยห่อหุ้มตัวเองไว้ได้หนาพอ แต่ลมสุริยะก็ยังทำให้พื้นผิวดาวพุธเรืองแสงขึ้นได้จากรังสีเอกซ์ ส่วนดาวศุกร์ซึ่งไม่มีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่งพอเช่นกัน ก็ยังเกิดแสงออโรราขึ้นเมื่อลมสุริยะมีปฏิสัมพันธ์กับบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์

ที่มาของภาพ, NASA/SDO
สำหรับดาวอังคารแล้ว ผลกระทบจากลมและพายุสุริยะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า โดยดาวเทียมโคจรสำรวจ “เมเวน” (MAVEN) ขององค์การนาซา ได้ศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวอังคารมาตั้งแต่ปี 2014 โดยแชนนอน เคอร์รี นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดวิทยาเขตโบลเดอร์ของสหรัฐฯ บอกว่า “ก่อนหน้านี้เราอยู่ในช่วงขาลงของวัฏจักรสุริยะรอบที่ 24 แต่ตอนนี้เราอยู่ในขาขึ้น โดยกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดของวัฏจักรสุริยะรอบที่ 25 ซึ่งความเคลื่อนไหวของพื้นที่พลังงานสูงบนดวงอาทิตย์เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานอันแข็งแกร่งในระดับสูงสุด ชนิดที่เมเวนไม่เคยตรวจพบมาก่อน”
ระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค. ที่ผ่านมา เมเวนตรวจพบความเคลื่อนไหวทางพลังงานครั้งใหญ่เป็นพิเศษจากดวงอาทิตย์ซึ่งแผ่ไปถึงดาวอังคาร รวมถึงเปลวสุริยะระดับ X8.7 ซึ่งหมายถึงเปลวสุริยะประเภทที่ทรงพลังในระดับสูงสุด ตามการจัดอันดับจากพลังงานน้อยไปหามากเป็นกลุ่ม B, C, M และ X ตามลำดับ
แม้จะยังไม่มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวโดยละเอียด แต่เคอร์รีตั้งข้อสังเกตว่าเปลวสุริยะระดับ X8.2 ในอดีต มีการศึกษาและตีพิมพ์ผลวิจัยกว่าสิบชิ้นลงในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง ส่วนเปลวสุริยะที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 พ.ค. คาดว่าน่าจะมีความรุนแรงสูงกว่าถึงระดับ X12 ทำให้เกิดการปะทุรังสีเอกซ์และรังสีแกมมาพุ่งตรงไปยังดาวอังคาร ก่อนจะเกิดการปลดปล่อยมวลโคโรนาจากดวงอาทิตย์ติดตามมาในทิศทางเดียวกัน
ภาพที่ส่งมาจากหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “คิวริออซิที” (Curiosity Rover) บนดาวอังคาร แสดงให้เห็นพลังงานมหาศาลตกกระทบพื้นผิวดาว โดยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าที่ชนเข้ากับเซนเซอร์ของกล้องที่ติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์ ทำให้เกิดภาพ “การเต้นรำกับหิมะ” (dance with snow) เนื่องจากบรรยากาศโดยรอบปรากฏจุดเล็ก ๆ และแถบเส้นสีขาวเหมือนหิมะตกอยู่เต็มไปหมด ส่วนดาวเทียมเมเวนนั้นก็สามารถบันทึกภาพแสงออโรราบนดาวอังคาร ซึ่งเกิดจากอนุภาคมีประจุไฟฟ้าชนเข้ากับชั้นบรรยากาศของดาวได้ จนทำให้ดาวอังคารเรืองแสงอัลตราไวโอเล็ตสีม่วงไปทั้งดวง
เคอร์รีกล่าวเสริมว่า เปลวสุริยะสามารถทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารพุ่งสูงขึ้นได้อย่างมาก “มันอาจจะร้อนขึ้นเป็นสองเท่าในบรรยากาศชั้นบนจนทำให้เกิดการขยายตัว บรรยากาศของดาวอังคารจะพองขึ้นและยืดออกไปไกลกว่าเดิมหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่มันกลับเพิ่มความเสี่ยงที่ดาวเทียมโคจรสำรวจอาจได้รับความเสียหาย เพราะจะถูกกระทำด้วยแรงดึงที่เกิดจากบรรยากาศของดาวขยายตัว”
ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังอาจสร้างความเสียหายต่อแผงเซลล์สุริยะบนตัวยานอวกาศและดาวเทียม เพราะการถูกรังสีอันตรายแผดเผาอย่างรุนแรงจะทำให้มันเสื่อมคุณภาพได้ “เปลวสุริยะที่เกิดขึ้นสองครั้งสุดท้าย ทรงพลังรุนแรงจนทำให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพลง ยิ่งกว่าการใช้งานตามปกตินาน 4 เดือนเสียอีก” เคอร์รีกล่าว
แม้ดาวอังคารจะสูญเสียชั้นบรรยากาศที่มีแต่เดิมไปจนเกือบหมด แต่ยังคงหลงเหลือสนามแม่เหล็กอยู่บ้างเล็กน้อย โดยมีลักษณะคล้ายกลุ่มฟองเล็ก ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในบริเวณซีกใต้ของดาว ซึ่งปรากฏการณ์โซลาร์แฟลร์ครั้งล่าสุด ทำให้อนุภาคในสนามแม่เหล็กของดาวอังคารตื่นตัวและเรืองแสงขึ้น “จนด้านที่เป็นเวลากลางวันของดาวทั้งหมด สว่างไสวด้วยแสงออโรราแบบแพร่กระจายตัว (diffuse aurora) ท้องฟ้าของดาวอังคารเกิดการเรืองแสงไปทั่ว และหากมีนักบินอวกาศอยู่บนพื้นผิวดาว เขาก็จะมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า” เคอร์รีอธิบาย
เมื่อพายุสุริยะพัดออกไปไกลถึงส่วนนอกของระบบสุริยะ มันมักจะอ่อนแรงลงและเริ่มสลายตัวไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อดาวเคราะห์วงนอกอย่างดาวพฤหัสบดี, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, และดาวเนปจูน, โดยทั้งหมดเกิดแสงออโรราจากการที่อนุภาคในลมสุริยะทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของดาว
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษามากที่สุด ได้แก่ “ลมสุริยะช้า” (slow solar wind) ซึ่งพัดเอื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน แต่มีความหนาแน่นของพลาสมาและอนุภาคมีประจุไฟฟ้าสูงกว่ามาก “ลมสุริยะโดยทั่วไปนั้น พัดด้วยความเร็วราว 500 กิโลเมตรต่อวินาที แต่ลมสุริยะช้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ต่ำกว่านั้น มันยังมีอุณหภูมิต่ำกว่าและเกิดการแปรสภาพได้ง่ายกว่าด้วย” สเตฟ ยาร์ดลีย์ นักดาราศาสตร์สุริยะจากมหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรียของสหราชอาณาจักรกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
งานวิจัยล่าสุดของยาร์ดลีย์และคณะ ซึ่งใช้ข้อมูลจากภารกิจ Solar Orbiter พบว่าบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดความเร็วของลมสุริยะ โดยบริเวณที่เส้นแรงสนามแม่เหล็ก, ทิศทางของสนามแม่เหล็ก, และกลุ่มอนุภาคมีประจุไฟฟ้า “เปิดออก” ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งข้างต้นขยายยื่นยาวออกไปในห้วงอวกาศโดยไม่วนกลับมายังผิวชั้นนอกของดวงอาทิตย์อีก ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่เป็นช่องทางให้ลมสุริยะพัดออกไปด้วยความเร็วสูงได้
นอกจากนี้ บรรยากาศชั้นโคโรนาในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวทางพลังงานเป็นวงจรปิด (closed loop) เส้นแรงสนามแม่เหล็กอาจขาดออกจากกันได้เป็นครั้งคราว ทำให้เกิดลมสุริยะที่พัดช้ากว่า ส่วนคุณสมบัติที่หลากหลายของลมสุริยะช้าแต่ละประเภทนั้น อาจถูกกำหนดด้วยการไหลเวียนของพลาสมาในดวงอาทิตย์ที่ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ ซึ่งส่งผลให้สนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ปั่นป่วนโกลาหลอย่างยิ่ง
เปลวสุริยะที่ทรงพลังสูงสุดในระดับ X และการปลดปล่อยมวลโคโรนาครั้งใหญ่ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงสภาพของตัวกลางในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาวด้วย โดยดาวเทียม Solar Orbiter ตรวจพบอนุภาคมีประจุไฟฟ้าหรือไอออนที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วหลายพันกิโลเมตรต่อวินาที เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหนึ่งหลังเกิดเปลวสุริยะในวันที่ 20 พ.ค. 2024 โดยคอมพิวเตอร์บนยานสำรวจ “เบปิโคลอมโบ” (BepiColombo) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางยาวนาน 7 ปี สู่ดาวพุธ รวมทั้งดาวเทียมโคจรสำรวจดาวอังคาร Mars Express ต่างก็พบความผิดพลาดเพิ่มขึ้นในหน่วยความจำ เนื่องจากถูกอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ดังกล่าวชนปะทะจนได้รับความเสียหาย
หนึ่งวันหลังการปลดปล่อยมวลโคโรนาครั้งใหญ่ อุปกรณ์ตรวจวัดสนามแม่เหล็กบนดาวเทียม Solar Orbiter ตรวจพบการเหวี่ยงตัวขึ้นลงอย่างรุนแรงในค่าความแข็งแกร่งของสนามแม่เหล็กโดยรอบตัวยาน ขณะที่ฟองพลาสมายักษ์ซึ่งปะทุออกมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว เคลื่อนผ่านไปด้วยความเร็วถึง 1,400 กิโลเมตรต่อวินาที
ความเคลื่อนไหวทางพลังงานของดวงอาทิตย์ที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นความโชคดีของบรรดานักวิทยาศาสตร์ “ถ้าคุณติดตามผลวิจัยที่นักดาราศาสตร์สุริยะตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา คุณสามารถจะเห็นวัฏจักรสุริยะ 11 ปี ปรากฏอยู่ในนั้นแทบจะทั้งหมด เราจะผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์ออกมาได้เพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงให้ศึกษากันมากขึ้น” โอเวนส์กล่าวสรุป
ด้าน ศ. ไวลด์ กล่าวเสริมว่า แม้พายุสุริยะจะส่งผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง และห้วงอวกาศทุกซอกทุกมุมของระบบสุริยะไม่มากก็น้อย แต่โลกของเรานับเป็นพื้นที่พิเศษ ซึ่งสามารถจะได้รับความเสียหายจากพายุสุริยะได้หนักกว่าเพื่อน เพราะมนุษย์มีเทคโนโลยีในการจ่ายพลังงานและระบบโทรคมนาคม ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพแปรปรวนในห้วงอวกาศ (space weather) และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้
“หากคุณจะเดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งนักบินอวกาศจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ในห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะต้องเผชิญกับสภาพแปรปรวนในห้วงอวกาศหลายต่อหลายครั้ง คำถามก็คือเราจะปกป้องนักบินอวกาศอย่างไรในสภาวะแวดล้อมดังกล่าว นี่คือเรื่องที่จะต้องขบคิดกันอย่างจริงจังต่อไป” ศ. ไวลด์กล่าวทิ้งท้าย











