ไผ่-จตุภัทร์ “ผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรม” หลังศาลแพ่งยกฟ้อง “คดีเพกาซัส”

นี่เป็นคดีแรกที่ ไผ่-จตุภัทร์ ขึ้นศาลในฐานะโจทก์

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นี่เป็นคดีแรกที่ ไผ่-จตุภัทร์ ขึ้นศาลในฐานะโจทก์ โดยมือถือของเขาถูกโจมตีโดยเพกาซัสเมื่อ 23 มิ.ย., 28 มิ.ย., 9 ก.ค. 2564
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไผ่-จตุภัทร์ ผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรม” หลังศาลแพ่งมีคำสั่งยกฟ้อง “คดีเพกาซัส” โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีผู้ตรวจจากซิติเซนแล็บ (Citizen Lab) มาเบิกความยืนยันผลการตรวจสอบการถูกโจมตีโดยสปายแวร์ และ “น่าเชื่อว่ามีการแก้ไขข้อมูล” เรื่องการแจ้งเตือนภัยจากแอปเปิล

คดีนี้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ "ไผ่" นักกิจกรรมการเมือง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เอ็นเอสโอ กรุ๊ป เทคโนโลยี จำกัด (NSO Group Technologies) ผู้ผลิต พัฒนา และจัดจำหน่ายสปายแวร์ "เพกาซัส" (Pegasus) เมื่อ 13 ก.ค. 2566 โดยขอให้ศาลสั่งให้บริษัทสัญชาติอิสราเอลระงับการใช้เพกาซัส และรับผิดชดใช้ความเสียหายจากการละเมิด 2.5 ล้านบาท

นายจตุภัทร์เป็น 1 ใน 35 คนไทย ที่โทรศัพท์ไอโฟนถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ 3 ครั้ง ในระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นี่ถือเป็น "คดีแรกของโลก" ที่ศาลอ่านคำพิพากษา หลังจากบริษัทเอ็นเอสโอถูกฟ้องดำเนินคดีในอย่างน้อย 12 ประเทศ ส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาเรื่องการใช้งานสปายแวร์โดยมิชอบ

ในการอ่านคำพิพากษาของศาลแพ่งวันนี้ (21 พ.ย.) ใช้เวลาราว 45 นาที โดยไม่มีผู้บริหารของบริษัทเทคของอิสราเอลมาศาล มีเพียงทนายความชาวไทย 1 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลย มาร่วมฟังคำตัดสินในห้องพิจารณาคดี

จำเลยให้การว่า เป็นเพียงบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลกำหนดประเด็นพิจารณาไว้ 3 ข้อคือ 1. จำเลยกระทำการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ 2. ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์มากน้อยเพียงใด 3. ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

คำพิพากษาศาลแพ่งได้บรรยายถึง “ความไม่ถูกต้อง” และ “ความไม่ครบถ้วน” ของเอกสาร หลักฐาน และพยานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบ จึงนำไปสู่คำสั่งยกฟ้อง โดยยังไม่มีการพูดถึงหรือพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องการใช้สปายแวร์แต่อย่างใด

บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาศาลเอาไว้ ดังนี้

  • โจทก์อ้างว่าตรวจสอบเว็บไซด์แอปเปิลแล้วพบว่าได้รับการแจ้งเตือนภัยคุกคาม (threat notifications) แต่เป็นเวลาหลังจากโจทก์อ้างว่าถูกโจมตีแล้วเกือบ 1 ปี อีกทั้งอีเมลที่ปรากฏในเอกสารของโจทก์ก็ไม่ใช่อีเมลของนายจตุภัทร์ แต่เป็นของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หนึ่งในบุคคลที่ได้รับคำเตือนจากแอปเปิล และเป็นพยานจำเลยในคดีนี้ “ส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริตของพยานหลักฐานในการนำสืบ น่าเชื่อว่ามีการแก้ไขข้อมูล”
  • แม้โจทก์นำสืบว่าผลการตรวจสอบของเดอะซิตีเซนแล็บ (The Citizen Lab) ยืนยันว่าโทรศัพท์มือถือของโจทก์ถูกโจมตีเมื่อ 23 มิ.ย., 28 มิ.ย., 9 ก.ค. 2564 แต่รายงานอื่นอีก 3 ฉบับที่โจทก์อ้างถึง เป็นการพูดถึงกรณีทั่วไป ไม่เกี่ยวกับจำเลย และพูดถึงกรณีก่อนหน้า ไม่ใช่กรณีของโจทก์
  • โจทก์มี ผศ.ดร.ปริยกร ปุสวิโร นักวิชาการซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ เบิกความว่า การตรวจสอบต้องดูบันทึกข้อมูลในโทรศัพท์ (log file) ที่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วจะพบ IP Address ที่ผิดปกติซึ่งเป็นโครงสร้างของสปายแวร์เพกาซัส แต่ในรายงานของซิติเซนแล็บพบเพียงว่ามือถือของโจทก์ติดเพกาซัส แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์, ตัวอย่างรหัส, ตัวชี้วัดใน log file ที่เก็บ, IP Address ผิดปกติหรือไม่อย่างไร
  • เอกสารหมาย จ 5 ซึ่งเป็นรายงานผลตรวจของเดอะซิตีเซนแล็บที่ระบุว่าโทรศัพท์มือถือของโจทก์โดนเพกาซัสโจมตี โจทก์มีเพียงพยาน 2 คนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อ้างถึงการเก็บข้อมูลการตรวจ โดยถือเป็น “พยานบอกเล่า” ไม่ใช่ “ประจักษ์พยาน” ที่เป็นผู้ตรวจมาเบิกความ และไม่มีการนำสืบว่าชุดข้อมูลของโจทก์ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร, มีการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร, เดอะซิตีเซนแล็บวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างไร ฯลฯ และ “ไม่ปรากฏเหตุจำเป็นที่นำพยานมาเบิกความไม่ได้ ผลการตรวจจากซิติเซนแล็บจึงต้องห้ามรับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1”

“จากข้อเท็จจริง ข้อมูลหลักฐานที่นำสืบ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องพิจารณาประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง” คำพิพากษาระบุ

เพกาซัส

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สำหรับการทำงานของสปายแวร์ “เพกาซัส” จะเจาะเข้ามาในโทรศัพท์มือถือทั้งที่ใช้ระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอนดรอยด์ (Android) แล้วดูดเอาข้อมูลต่าง ๆ ไป อาทิ รูปถ่าย วิดีโอ ตำแหน่งที่อยู่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมทั้งเปิดไมโครโฟนเพื่อแอบฟังบทสนทนา และเปิดกล้องเพื่อแอบดูภาพในเครื่องได้ด้วย

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับ ดิจิทัลรีช (DigitalReach) และเดอะซิตีเซนแล็บ (The Citizen Lab) สืบสวนข้อเท็จจริงและเผยแพร่ข้อค้นพบผ่านรายงาน "ปรสิตติดโทรศัพท์: ปฏิบัติการสอดส่องผู้เห็นต่างด้วยสปายแวร์เพกาซัสในประเทศไทย" เมื่อเดือน ก.ค. 2566 พบว่า มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง นักวิชาการ และผู้ทำงานในองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร (NGO) อย่างน้อย 35 คนถูกสอดแนมโทรศัพท์มือถือด้วยสปายแวร์เพกาซัส

ข้อค้นพบดังกล่าวได้นำไปสู่การฟ้องดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์การละเมิดสิทธิ นอกจากคดีของนายจตุภัทร์ที่ฟ้องบริษัทเอ็นเอสโอในศาลแพ่ง ยังมีคดีที่นายอานนท์ นำภา อดีตทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมการเมืองกลุ่ม “คณะราษฎร” และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ฟ้องหน่วยงานรัฐ 9 แห่งในศาลปกครองด้วย ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งรับฟ้องคดี

ทนายชี้ช่องทางปกป้องตัวเองจากสปาย์แวร์จำกัดลง

คำพิพากษาที่ออกมาดูเหมือนว่าฝ่ายโจทก์จะ “แพ้ฟาล์ว” จากความผิดพลาดของพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาล จึงพลาดโอกาสในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งที่นำผู้บริหารบริษัทเอ็นเอสโอขึ้นให้การต่อศาลไทยได้เป็นคดีแรกของโลก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.ส.ฉัตรมณี ไตรสนธิ ทนายความฝ่ายจำเลย กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลแพ่งหรือไม่ ซึ่งแม้ผลการตรวจสอบจากแล็บพบว่ามีคนไทย 35 ถูกโจมตีด้วยสปายแวร์เพกาซัส แต่มีข้อจำกัดเรื่องอายุความที่ต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ข้อมูล

ทนายความรายนี้ยังให้ความเห็นด้วยว่า การที่ศาลบอกว่าต้องเอาคนตรวจมาเป็นพยานต่อศาล เป็นการสร้างบรรทัดฐานว่าภาระในการพิสูจน์ของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอยู่สูงมาก เพราะคนธรรมดาย่อมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อยู่แล้ว และตัวคนตรวจก็ไม่อยากเปิดเผยข้อมูลวิธีการตรวจ เพราะจะทำให้บริษัทผู้ผลิตพัฒนาสปายแวร์ของตนให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

“นี่จะเป็นผลเสียต่อเสรีภาพและความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้เสียหาย... พอศาลออกแบบนี้ ช่องทางในการปกป้องตัวเองจากสปายแวร์มันจำกัดลงทุกที” ทนายความคดีเพกาซัสระบุ

แม้ยอมรับว่า ภาระในการพิสูจน์เป็นของโจทก์ในฐานะคนกล่าวอ้าง แต่ น.ส.ฉัตรมณี ชี้ว่าคดีนี้โจทก์และจำเลยมีสถานะไม่เท่ากัน โจทก์เป็นเพียงบุคคลธรรมดา ขณะที่จำเลยเป็นบริษัทผลิตสปายแวร์ย่อมเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า

จตุภัทร์-ยิ่งชีพ “ผิดหวัง-เสียใจ” กับกระบวนการยุติธรรม

“รู้สึกเสียใจกับกระบวนการยุติธรรม” คือความรู้สึกของ ไผ่-จตุภัทร์ ภายหลังร่วมรับฟังคำพิพากษาศาลแพ่ง

นี่ถือเป็นคดีแรกในชีวิตของชายวัย 32 ปี ที่เขาเป็นโจทก์ หาใช่จำเลยแบบที่ผ่านมา

“เราผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมมาบ่อยแล้วจนชินแล้ว แต่เราไม่เคยผิดหวังขนาดนี้ ที่ผ่านมาเจอกระบวนการยุติธรรม เราก็ติดคุกอะไรต่าง ๆ แต่ในฐานะที่เราเป็นโจทก์ เพิ่งผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมในฐานะโจทก์ ซึ่งผลของมันไม่ใช่การติดคุก แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการเงิน ถ้าเราต้องการเงิน เราก็เจรจาไปแล้ว แต่เรื่องนี้เราต้องการความยุติธรรม” นายจตุภัทร์กล่าว

สิ่งที่ ไผ่ สรุปได้คือ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะโจทก์หรือจำเลย หากอยู่คนละฝั่งความคิด-ความเชื่อ-ความมั่นคงของรัฐ ก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายจตุภัทร์ บัณฑิตจากคณะนิติศาสตร์ ซึ่งกำลังศึกษาต่อระดับปริญญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มองว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาเป็น 2 ส่วนว่ากฎหมายจะปกป้องสิทธิของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ ซึ่งในระหว่างนำสืบพยานคดีนี้ ได้ข้อมูลชัดเจนว่าบริษัทผลิตเพกาซัสเพื่อหาข้อมูลเรื่องการข่าว โดยใช้ซอฟต์แวร์นี้กับหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ไม่เปิดเผยว่ารัฐไทยหน่วยงานไหนที่ใช้งานบ้างและใช้อย่างไร ก็ชัดเจนว่าเป็นการปกป้องความมั่นคงของรัฐ

เขากล่าวต่อว่า วันนี้เห็นแค่ว่ามีซอฟต์แวร์นี้จริง มีการใช้เพกาซัสเจาะข้อมูลในโทรศัพท์ แต่การไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำการได้ โดยใช้เรื่องความมั่นคงของรัฐ ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย

“ในประเทศไทยทางกฎหมายไปไม่ได้แล้ว ต่อให้ฟ้องอีก 35 คนก็เหมือนเดิม ตราบที่เราไม่สามารถเอาพยานหลักฐานมาได้ เราไม่มีอำนาจ เราไม่ได้เข้าถึงข้อมูล แล้วเราจะไปเอาสัญญา (ระหว่างรัฐบาลไทย-อิสราเอล) มาได้อย่างไร” นักกิจกรรมการเมืองที่เพิ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นกล่าว

เอ็นเอสโอ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ความรู้สึกของนายจตุภัทร์ ไม่ต่างไปจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ที่บ่น “ผิดหวัง ตอนนี้ก็ยังเครียดอยู่”

ที่ผ่านมา ไอลอว์และองค์กรพันธมิตรต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ทันยื่นฟ้องคดีที่มีอายุความเพียง 1 ปี

จาก “ไม่รู้อะไรเลย” เกี่ยวกับเพกาซัส นายยิ่งชีพเล่าว่า ต้องกระโดดไปอ่านกองเอกสารภาษาอังกฤษและภาษาคอมพิวเตอร์

จากวันแรกที่คิดว่า “แพ้แน่” แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยาน พวกเขามาพร้อมพยานหลักฐานแน่นหนาตามสมควร จึงรู้สึก “มั่นใจขึ้น”

“วันสืบ มองว่าศาลพอเข้าใจ คิดว่าถ้าแพ้ ก็คงพอได้อะไรบ้าง แต่คำพิพากษาในวันนี้ ไม่ได้อะไรเท่าไหร่” ผอ.ไอลอว์ กล่าว

ในทัศนะของ เป๋า-ยิ่งชีพ “สิ่งที่ได้จากคดีในวันนี้จะเป็นอันตรายต่อคดีอื่นในโลก” การที่ศาลมองว่าภาระในการพิสูจน์เป็นของโจทก์ แต่เราสู้อะไรเขาไม่ได้เลย เราเป็นมนุษย์ 1 คนที่ถูกเจาะมือถือ จะไปหาข้อมูลได้อย่างไรจากกองทัพเอ็นเอสโอที่มีทั้งกำลังคนและมีทรัพยากรมหาศาล ตั้งราคาขายสปายแวร์นี้ไว้ถึง 350 ล้านบาท

“มีคนไทยโดน (เพกาซัสโจมตี) อย่างน้อย 35 คน และมีอีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนทั่วโลกที่โดนเจาะข้อมูล ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกร้องความเป็นธรรรมได้อย่างไร” เขากล่าว