ยาลดน้ำหนัก จะช่วยแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างถาวรได้หรือไม่ ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพและวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์

ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคของยาลดน้ำหนัก

การตัดสินใจว่าเราจะใช้ยาจำพวกนี้อย่างไร ดูเหมือนจะเป็นตัวกำหนดสุขภาพของเราในอนาคต และกระทั่งกำหนดว่าสังคมของเราจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ตามที่เหล่านักวิจัยกำลังค้นพบ พวกเขาได้โค่นล้มความเชื่อที่ว่าความอ้วนเป็นเพียงความล้มเหลวของผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอไปแล้ว

ยาลดน้ำหนัก คือเรื่องที่เป็นหัวข้อการอภิปรายระดับชาติที่สหราชอาณาจักร รัฐบาลพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร เสนอว่ายาลดน้ำหนักอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนอ้วนในอังกฤษ หลุดพ้นจากการรับสวัสดิการและกลับเข้าสู่การทำงานอีกครั้งได้

การประกาศดังกล่าวและปฏิกิริยาที่ตามมา ถือเป็นกระจกส่องสะท้อนความเห็นส่วนตัวของพวกเราเกี่ยวกับความอ้วน และสิ่งที่ควรทำเพื่อรับมือกับปัญหานี้

นี่คือคำถามบางข้อที่อยากให้คุณพิจารณา

ความอ้วนเกิดจากการที่ผู้คนทำตัวเองหรือไม่ และสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็เพียงแค่ต้องเลือกทางเลือกที่ดีกว่านี้สำหรับชีวิตหรือไม่ หรือนี่เป็นความล้มเหลวในระดับสังคมที่ทำให้มีเหยื่อหลายล้านคน ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายที่แรงกว่านี้เพื่อควบคุมประเภทของอาหารที่เรากิน

ยาลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับวิกฤตความอ้วนหรือไม่ ยาชนิดนี้ถูกใช้เป็นข้อแก้ตัวง่าย ๆ เพื่อเลี่ยงปัญหาหลักที่ว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงมีภาวะน้ำหนักเกินตั้งแต่แรกหรือไม่

ทางเลือกส่วนบุคคลกับการควบคุมของรัฐ ความเป็นจริงกับอุดมคติ มีเงื่อนไขทางการแพทย์ไม่กี่ประการที่สร้างการถกเถียงอย่างร้อนแรงเช่นเรื่องนี้

บีบีซีไม่สามารถตอบทุกคำถามในประเด็นดังกล่าวได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคลเกี่ยวกับภาวะอ้วนและหน้าตาของประเทศที่คุณต้องการจะอยู่ แต่ในขณะที่คุณพิจารณาเรื่องเหล่านี้ ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่คุณต้องคำนึงถึง

โรคอ้วนเป็นสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ไม่เหมือนกับโรคอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ความอ้วนนั้นถูกตรีตราว่าเป็นปัญหาและความอับอายมานาน การกินดื่มที่มากเกินไปหรือความตะกละเป็นหนึ่งในบาปทั้งเจ็ดที่ร้ายแรงของศาสนาคริสต์

คราวนี้ลองมาพิจารณายาเซมากลูไทด์ (Semaglutide) ยาลดน้ำหนักที่จำหน่ายในยี่ห้อ เวโกวี (Wegovy) กลไกของยาชนิดนี้ คือการเลียนแบบฮอร์โมนที่ปล่อยออกมาขณะเรารับประทานอาหาร และหลอกสมองของเราให้คิดว่าเรากินอิ่มแล้ว ซึ่งลดความอยากอาหารของเรา ดังนั้นเราจึงกินได้น้อยลง

นั่นหมายความว่า เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพียงตัวเดียว “คุณก็ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ทั้งหมดของคุณกับอาหารไปในทันที” ศาสตราจารย์ ไจลส์ โหยว นักวิทยาศาสตร์ด้านโรคอ้วนแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุ

และนั่นส่งผลหลายประการต่อวิธีคิดเกี่ยวกับโรคอ้วนของเรา

ศ.โหยว กล่าวด้วยว่า มันยังมีความหมายต่อคนที่มีน้ำหนักเกินจำนวนมาก เพราะคนกลุ่มนี้ มี “การขาดฮอร์โมนหรืออย่างน้อยฮอร์โมนชนิดนี้ก็ไม่เพิ่มสูงขึ้นเท่าคนอื่น” ซึ่งมีผลทำให้มีความรู้สึกหิวมากขึ้นตามธรรมชาติ และมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ผอมอยู่แล้วตามธรรมชาติ

restaurant

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถิติชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดความอ้วนมีผลต่อคนน้ำหนักเกินตั้งแต่วัยเด็ก

นี่อาจเป็นข้อได้เปรียบเมื่อกว่า 100 ปีก่อนหรือมากกว่านั้น เพราะตอนนั้นมีอาหารน้อยกว่าทุกวันนี้ ซึ่งนี่กระตุ้นให้ผู้คนบริโภคอาหารเมื่อมีให้กิน เพราะในวันพรุ่งนี้อาจจจะไม่มีอาหารให้กินแล้ว

อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในรอบศตวรรษ แต่โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นได้ง่ายขึ้น เพราะอาหารราคาถูกและอาหารที่เต็มไปด้วยแคลอรีมีให้เลือกสรรมากขึ้น อีกทั้งสัดส่วนปริมาณอาหารต่อหนึ่งจานหรือหนึ่งชิ้นก็มากขึ้น และความเป็นเมืองก็ทำให้เราสามารถขับรถออกไปข้างนอกได้ง่ายขึ้น แทนที่จะเดินหรือปั่นจักรยาน ซึ่งก็ทำให้เราได้ออกกำลังกายน้อยลงอีก

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 นี้เอง ทำให้เกิดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน” (obesogenic environment) มีมากขึ้น ซึ่งหมายถึงภาวะที่ทำให้ผู้คนกินแต่อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่ได้ออกกำลังกายมากเพียงพอ

ปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักร 1 ใน 4 มีภาวะอ้วน

ยาลดน้ำหนัก เวโกวี (Wegovy) สามารถช่วยให้ผู้คนลดน้ำหนักได้ประมาณ 15% จากน้ำหนักเริ่มต้น ก่อนที่จะถึงจุดที่น้ำหนักเริ่มคงที่

ถึงแม้ว่ายาตัวนี้จะถูกแปะป้ายว่าเป็น “ยาคนผอม”แต่การใช้ยานี้อาจช่วยลดน้ำหนักของคนที่มีน้ำหนักประมาณ 125 กิโลกรัมให้ลงมาอยู่ที่ไม่เกิน 110 กิโลกรัมได้ ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ทั้งในด้านความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย, ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ และเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งนี้ ข้อมูลจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ ระบุว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบได้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 90% โดยเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้อินซูลินซึ่งทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดทำงานได้ไม่ดี ระดับน้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.มากาเร็ต แมคคาร์ทนีย์ แพทย์ประจำบ้านในกลาสโกลว์ สกอตแลนด์ เตือนว่า “หากเรายังทำให้ผู้คนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีภาวะอ้วน เราก็อาจจะต้องเพิ่มการใช้ยาพวกนี้ไปตลอด”

ในปัจจุบัน ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) กำลังวางแผนการจ่ายยาประเภทนี้เพียงแค่สองปีเท่านั้น เพราะประสบปัญหาด้านต้นทุน หลักฐานที่มีอยู่แสดงให้เห็นว่าเมื่อหยุดการฉีดยา ความอยากอาหารจะกลับมา และน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

“ข้อกังวลหลักของฉันคือ การมองข้ามปัญหาเรื่องการป้องกันไม่ให้คนมีน้ำหนักเกินตั้งแต่แรก” ดร.แมคคาร์ทนีย์ ระบุ

เราทราบว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วนเริ่มต้นเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่ม โดยจะเห็นได้ว่าเด็ก 1 ใน 5 คน มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน

bakery

ที่มาของภาพ, Getty Images

เรายังทราบด้วยว่า โรคอ้วนกระทบต่อชุมชนที่ยากจนมากกว่าชุมชนที่ร่ำรวย ซึ่งในชุมชนยากจนมีผู้ใหญ่ราว 36% เป็นโรคอ้วน โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ชุมชนรายได้น้อยขาดแคลนอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่มีราคาถูก ขณะที่ชุมชนร่ำรวยมีผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วนเพียง 20% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มักจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างการดูแลสุขภาพของประชาชนและสิทธิพลเมือง คุณขับรถได้ แต่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย คุณสูบบุหรี่ได้ แต่ต้องจ่ายภาษีบุหรี่แพงและจำกัดอายุและสถานที่สูบ เป็นต้น

ดังนั้น นี่คือข้อพิจารณาบางส่วนที่เราควรขบคิดเพิ่มเติม เราควรขจัดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วนหรือไม่ หรือเพียงแค่ควรดูแลผู้คนตอนที่เริ่มมีภาวะเสียสุขภาพก็พอ หรือรัฐบาลควรจะเข้มงวดกับอุตสาหกรรมอาหารกว่าเดิม โดยเปลี่ยนสิ่งที่เราสามารถจะซื้อและกินได้

คำถามยังมีด้วยว่า เราควรจะเอาอย่างประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ (ญี่ปุ่นประเทศร่ำรวยที่มีสัดส่วนประชากรที่เป็นโรคอ้วนต่ำ) ด้วยการปรับมื้ออาหารให้กินน้อยลง และเน้นการกินข้าว ผัก และปลา หรือเราควรจำกัดแคลอรีในอาหารพร้อมรับประทานและช็อกโกแลตแท่งหรือเปล่า

รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการเก็บภาษีจากน้ำตาลและอาหารขยะ หรือกระทั่งเรื่องว่าเราควรแบนการขายและโฆษณาอาหารที่มีแคลอรีสูงมากหรือไม่

ศ.โหยว แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ บอกว่า หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลง “เราต้องประนีประนอมที่จุดใดจุดหนึ่ง และเราต้องสละเสรีภาพบางอย่างไปบ้าง” แต่นักวิชาการผู้นี้ไม่คิดว่าสหราชอาณาจักรจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ได้ เพราะการถกเถียงในสังคมยังไม่ไปถึงจุดนั้น

ในอังกฤษ มีการดำเนินกลยุทธ์หรือนโยบายสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคอ้วนอย่างเป็นทางการถึง 14 ด้านในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่ผลลัพธ์กลับมีน้อยมาก

กลยุทธ์ดังกล่าวรวมถึง การรณรงค์ที่เรียกว่า “5 อย่างต่อวัน” ซึ่งส่งเสริมการรับประทานผลไม้, ผัก, อาหารที่ติดฉลากแสดงจำนวนแคลอรี, จำกัดการโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก และการทำข้อตกลงโดยสมัครใจร่วมกับผู้ผลิตในการปรับสูตรอาหารใหม่

แต่แม้จะมีแนวโน้มว่าอัตราโรคอ้วนในเด็กของประเทศอังกฤษอาจเริ่มลดลง แต่มาตรการข้างต้นยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงอาหารในระดับชาติให้ดีขึ้น จนสามารถลดอัตราโรคอ้วนโดยรวมได้

อย่างไรก็ดี มีแนวคิดสายหนึ่งที่มองว่า ยาลดน้ำหนักอาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในมื้ออาหารของคนในสหราชอาณาจักรได้

“กำไรเป็นสิ่งที่บริษัทอาหารต้องการ แสงแห่งความหวังทางเดียวที่ผมมีคือ ถ้ายาลดน้ำหนักช่วยให้คนจำนวนมากต้านทานต่อการซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดได้ มันจะสามารถเริ่มพลิกสถานการณ์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางอาหารได้หรือไม่” ศ.นาวีด สัทตาร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกลว์ตั้งคำถาม

ปัจจุบันยาลดน้ำหนักเข้าถึงได้ไม่ยากในประเทศอังกฤษ แต่การพิจารณาว่าควรใช้มากแค่ไหน และวิธีการใช้ยาให้เข้ากับแนวทางที่กว้างขึ้นในการจัดการกับโรคอ้วนจะต้องได้รับการพิจารณาในเร็ว ๆ นี้

ในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น เนื่องจากการจัดหายาเหล่านี้ทำได้ในปริมาณที่จำกัด และด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงมีผู้คนเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าถึงยากพวกนี้ได้ผ่านบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และมักจะได้รับยาเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงสิบปีข้างหน้า ยาชนิดใหม่อย่าง เทียร์เซพาไทด์ (tirzepatide) กำลังจะมา และบริษัทผู้ผลิตยาจะสิ้นสุดการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในสิทธิบัตรยา ซึ่งหมายความว่าบริษัทอื่น ๆ สามารถผลิตตัวยานี้ได้ในราคาที่ถูกกว่าเดิม

ในช่วงเริ่มต้นของการใช้ยาลดความดันโลหิต หรือยาสแตนตินเพื่อลดคอเลสเตอรอล ยาทั้งสองชนิดนี้มีราคาแพงและมีผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับยา แต่ตอนนี้มีคนในสหราชอาณาจักรประมาณ 8 ล้านคน ที่ใช้ยาทั้งสองประเภทนี้แล้ว

งานศึกษาหนึ่งพบว่าคนไข้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นนานถึงสามปี หลังจากหยุดฉีดยาเซมากลูไทด์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานศึกษาหนึ่งพบว่า คนไข้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นนานถึงสามปี หลังจากหยุดฉีดยาเซมากลูไทด์

ศาสตราจารย์ สตีเฟน โอราฮิลลี ผู้อำนวยการศูนย์โรคเกี่ยวกับเมตาโบลิกเอ็มอาร์ซี กล่าวว่าการจัดการกับความดันโลหิตต้องใช้การผสมผสานระหว่างการใช้ยาและการเปลี่ยนแปลงในสังคม

“เรามีการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคความดันโลหิต เราแนะนำเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมหรือเกลือในอาหาร และเราพัฒนายาลดความดันที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และราคาถูก”

ศ.สตีเฟน ชี้ว่าสิ่งนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำเกี่ยวกับการสู้กับโรคอ้วน

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นคำถามหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

  • ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีคนจำนวนมากแค่ไหนที่ต้องใช้ยาลดน้ำหนัก หรือการจ่ายยาจะให้เฉพาะกับบุคคลที่มีภาวะอ้วนมากและมีความเสี่ยงในทางการแพทย์ หรือจะมีมาตรการในเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้ผู้คนเกิดภาวะอ้วน
  • ระยะเวลาที่ควรกินยาลดน้ำหนักควรนานแค่ไหน ต้องกินยาไปตลอดชีวิตหรือไม่ เด็กควรจะใช้ยาชนิดนี้ด้วยหรือไม่ และจะเป็นอะไรหรือไม่หากคนที่กินยาลดน้ำหนักยังรับประทานอาหารขยะที่ไม่ดีต่อสุขภาพหรือแค่กินน้อยลง
  • เราควรนำยาลดน้ำหนักมาใช้เร็วแค่ไหน ในเมื่อเรายังไม่ทราบผลข้างเคียงจากการใช้งานในระยะยาว, เรายอมรับได้หรือไม่ หากคนที่มีสุขภาพดีกินยาลดน้ำหนักด้วยเหตุผลด้านความสวยความงาม, การที่ยานี้สามารถเข้าถึงได้ในภาคเอกชน อาจทำให้ช่องว่างเกี่ยวกับโรคอ้วนและสุขภาพระหว่างคนรวยและคนจนกว้างขึ้นหรือไม่

มีประเด็นคำถามมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่ข้อที่มีคำตอบชัดเจน

“ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะไปจบที่ตรงไหน เรากำลังอยู่บนการเดินทางที่ไม่แน่นอน” ศ.นาวีด สัทตาร์ กล่าว