จีน-ไต้หวัน: จีนประกาศระงับความร่วมมือกับสหรัฐฯ กระทบการแก้วิกฤตโลกร้อนอย่างไร

ธงจีน-สหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

ความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผลมาจากการเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จนถึงจุดที่จีนประกาศระงับความร่วมมือด้านต่าง ๆ กับสหรัฐฯ รวมทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้สร้างความวิตกกังวลให้บรรดานักสิ่งแวดล้อมที่มองว่า การลดโลกร้อนจะสำเร็จได้ยากหากจีนและสหรัฐฯ สองมหาอำนาจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกไม่ร่วมมือกัน

ช่วงที่ผ่านมา จีนและสหรัฐฯ แสดงท่าทีเชิงบวกในการร่วมมือกันแก้ปัญหาโลกร้อนในหลายวาระ ทำให้นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ติดตามการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่วนหนึ่งรู้สึกมีความหวัง

แต่ความหวังนั้นดูเหมือนกำลังจะดับลงจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่ปะทุขึ้นจากการเยือนไต้หวันของนางเพโลซีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของสหรัฐฯ ที่เดินทางเยือนไต้หวันในรอบ 25 ปี

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเรียกการเยือนครั้งนี้ว่าเป็น "การละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง" ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์ของจีน และสหรัฐฯ 

นอกจากการประณามแล้ว ทางการจีนยังตอบโต้ด้วยการจัดซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในน่านน้ำรอบเกาะไต้หวันเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 4 วัน โดยมีการยิงกระสุนจริงระยะไกลจาก 6 จุด และยิงขีปนาวุธพาดผ่านไต้หวันเป็นครั้งแรก

แนนซี เพโลซี

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พบกับประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน ของไต้หวัน เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2565

ระงับความร่วมมือ

การแสดงความไม่พอใจของจีนต่อการเยือนของนางเพโลซียังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น เมื่อวันที่ 5 ส.ค. กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศยกเลิกการเจรจาและระงับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในทั้งหมด 8 ประเด็น ครอบคลุมทั้งการเจรจาและความร่วมมือทางทหาร การส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย การสอบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุชัดว่า มาตรการนี้เป็นการตอบโต้การเยือนไต้หวันของนางเพโลซี โดยไม่นำพาการคัดค้านอย่างรุนแรงของจีน

ด้านแคร์รีน ฌอง ปิแอร์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ แถลงตอบโต้ทันควันว่า นางเพโลซี “มีสิทธิทุกประการ” ในการเดินทางไปเยือนไต้หวัน ส่วนมาตรการระงับความร่วมมือที่ทางการจีนประกาศออกมานั้น “ตั้งอยู่บนความไม่รับผิดชอบ”

โฆษกทำเนียบขาวระบุว่าด้วยว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าความพยายามในการเปิดช่องทางการสื่อสารกับจีนต่อไป โดยยังคงปกป้องผลประโยชน์และค่านิยมของสหรัฐฯ 

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด X โพสต์

จีน-สหรัฐฯ อดีตพันธมิตรสู้วิกฤตโลกร้อน?

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนและสหรัฐฯ ได้แสดงความตระหนักร่วมกันถึงความเร่งด่วนและความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังให้คำมั่นสัญญาหลายครั้งว่าจะร่วมมือกันแก้ปัญหานี้

เช่น ในปี 2014 นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ออกแถลงการณ์ร่วมว่า ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันยับยั้งวิกฤตโลกร้อน โดยสหรัฐฯ ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 26-28% จากปริมาณที่ปล่อยในปี 2005 ขณะที่จีนให้คำมั่นว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังได้ตั้งคณะทำงานร่วมจีน-สหรัฐฯ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (US-China Climate Change Working Group - CCWG) ขึ้นด้วย 

เดือน เม.ย. 2564 นายจอหน์ แคร์รี ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนายสี เจิ้นหัว ผู้แทนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของจีน พบปะหารือกันที่นครเซี่ยงไฮ้ และออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังและเร่งด่วน จีนและสหรัฐฯ จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และจะร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความตกลงปารีส

บารัค โอบามา และ สี จิ้นผิง

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2015

ล่าสุด ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP 26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อเดือน พ.ย. 2564 จีนและสหรัฐฯ ก็ได้ออก “แถลงการณ์ร่วมกลาสโกว์ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทศวรรษ 2020s” ยืนยันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการรับมือและแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น บังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น 

ขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่า อนาคตของความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นอย่างไร และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในครั้งนี้จะส่งผลต่อความพยายามของประชาคมโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการประกาศระงับความร่วมมือนี้มีขึ้นเพียง 3 เดือนก่อนการประชุม COP 27 ที่ประเทศอียิปต์

ยูเอ็นอยากเห็นสองมหาอำนาจร่วมมือกัน

ระหว่างการแถลงข่าวประจำวันที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายสเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณีที่ทางการจีนประกาศระงับความร่วมมือกับสหรัฐฯ

“เลขาธิการยูเอ็นมีความเห็นว่า หากปราศจากการหารือและความร่วมมือระหว่างสองประเทศนี้แล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ และจีนกลับมาร่วมมือกัน

“เราไม่มีทางรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ถ้ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกทั้งสองประเทศนี้ไม่ลงมือทำ” นายอัลเดน เมเยอร์ นักวิชาการประจำสถาบัน E3G ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าวกับเอเอฟพี

ไฟป่า

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, การระงับความร่วมมือระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เกิดขึันขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาพนี้คือเหตุการณ์ไฟป่าที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ช่วงปลายเดือน ก.ค. 2565

“จีนอาจจะหยุดร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้ แต่ไม่มีใครหยุดยั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้” ลอเรนซ์ ทูเบียนา ประธานบริหารมูลนิธิด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งยุโรป ให้ความเห็น

เธอบอกว่าจีนและสหรัฐฯ ควรหาทางกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อประโยชน์ของประเทศตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ขอให้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่แต่ละประเทศได้ให้ไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 

จากข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายประเทศ ในปี 2019 จีนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกหรือคิดเป็น 28% ของทั้งหมด ส่วนสหรัฐฯ อยู่ที่ 15%

“การที่สหรัฐฯ และจีนร่วมมือกันในการแก้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง และเป็นแรงผลักดันให้ประเทศอื่น ๆ ร่วมขบวนด้วย” เนต ฮัลต์แมน ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อความยั่งยืนของโลก มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ กล่าว