ฝีดาษลิง : สธ.ชี้ ความเสี่ยงในไทยแทบเป็นศูนย์ วอนเลี่ยงมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนแปลกหน้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกแถลงการณ์ ย้ำโรคฝีดาษวานรอาการไม่รุนแรงและมีโอกาสการแพร่เชื้อต่ำกว่าโรคโควิด-19 ต้องเป็นผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดมาก ๆ กับผู้ป่วย ขอให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ และไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จัก
นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 และฝีดาษวานร ภายหลังพบผู้ป่วยติดเชื้อฝีดาษวานร 2 คนในไทย โดยอธิบายถึงแนวทางและการดำเนินการตอบสนองต่อสถานการณ์ทั้งด้านการเฝ้าระวังโรค การป้องกัน และการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. พบผู้ป่วยยืนยัน ทั่วโลก 22,816 ราย (เพิ่มขึ้น 6,502 ราย) ใน 75 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่มีผู้ป่วยสูง 5 ลำดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 5,189 ราย สเปน 4,386 ราย เยอรมนี 2,595 ราย อังกฤษ 2,469 ราย และฝรั่งเศส 1,955 ราย
ส่วนสถานการณ์โรคฝีดาษวานรในไทย พบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 2 ราย มีรายงานผู้สัมผัส 42 ราย ครบการกักตัวแล้วทั้งหมด 3 ราย และมีผู้เข้าเกณฑ์ป่วยสงสัย 30 ราย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยสงสัยทั้ง 30 รายไม่พบเชื้อฝีดาษวานร ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ติดตามและประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เร่งค้นหาผู้สัมผัสเพิ่มเติม เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคฝีดาษวานรและความปลอดภัยของประชาชน
“แนวโน้มผู้ติดเชื้อฝีดาษวานรทั่วโลก เป็นช่วงขาขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป” นพ. โอภาส ระบุ
แต่ย้ำว่าที่ผ่านมา ไทยสามารถค้นหาและจำกัดโรคไม่ให้แพร่ระบาดในวงกว้าง “ด้วยมาตรการขนาดนี้น่าจะเพียงพอ และทำให้เราเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด”
“ประชาชนทั่วไปไม่ต้องกังวล หนึ่ง โรคนี้ไม่ติดต่อง่าย สอง ความรุนแรงของโรคไม่มากนัก ดังนั้น การใช้ชีวิตทำได้ตามปกติ ความเสี่ยงต่อโรคฝีดาษวานรเข้าใกล้ศูนย์”

ที่มาของภาพ, Reuters
กลุ่มเสี่ยง-เลี่ยงเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า
ส่วนประเทศ-สถานที่ ในเอเชียที่มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูง คือ สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน แต่จะเป็น “ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นประปราย”
นพ. โอภาส มองว่า การติดเชื้อในเอเชียส่วนใหญ่มาจากการสัมผัสใกล้ชิดกับนักเดินทางจากต่างประเทศ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณการแพร่เชื้อในประเทศ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ที่มีผู้ติดเชื้อ 11 คนแล้ว ตามข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.
ส่วนปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตของโรคฝีดาษวานร ซึ่งถือว่ามีโอกาสแพร่เชื้อและติดเชื้อค่อนข้างต่ำ นพ.โอกาส วิเคราะห์ว่า จากผู้เสียชีวิตทั่วโลก 3 ราย ล้วนเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรืออาการป่วยร้ายแรงอื่นอยู่ก่อนแล้ว อาทิ สมองอักเสบ และโรคมะเร็ง เป็นต้น
นพ. โอภาส กล่าวต่อว่า องค์การอนามัยโลก แนะนำว่ายังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนฝีดาษวานรให้กับประชาชนในวงกว้าง แต่อาจฉีดในกลุ่มเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วย หรือเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มากกว่าคนทั่วไป
แต่ย้ำว่า “โรคฝีดาษวานรไม่ใช่โรคที่ติดต่อง่าย ต้องสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของเพศสัมพันธ์” และหลีกเลี่ยงมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงหรือคู่นอนที่ไม่รู้จัก พร้อมอ้างอิงคำกล่าวของผู้อำนวยการอนามัยโลกที่ระบุถึงข้อมูลจากยุโรปว่า กลุ่มชายรักชายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดยมีจุดสัมผัสเสี่ยงสูงของโรคนี้ จะอยู่ที่ตุ่มฝี ตุ่มหนอง และที่ผิวหนัง
เปิดไทม์ไลน์ผู้ป่วยในไทย 2 คน
ผู้ป่วยรายแรก เป็นนักท่องเที่ยวชาวไนจีเรีย อายุ 27 ปี ติดเชื้อสายพันธุ์ West African A.2 และมีผู้สัมผัสโรคกว่า 50 ราย แต่ยังไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในพื้นที่

9 ก.ค. - เริ่มป่วย
18 ก.ค. - ไปพบแพทย์ด้วยอาการต้องสงสัยที่เข้าได้กับโรคฝีดาษลิง โดยมีตุ่มขึ้นที่ใบหน้า ลำตัว แขน ขา และอวัยวะเพศ
19 ก.ค. – ผลตรวจตรงกันว่าเป็นบวก
21 ก.ค. - หลบหนีไปกัมพูชา
22 ก.ค. - กรมควบคุมโรคแถลงยอมรับว่า ผู้ปวยได้หลบหนีออกจากโรงพยาบาล
24 ก.ค. – พบตัวในกัมพูชา
1 ส.ค. - อาการ ณ ปัจจุบัน แผลแห้งตกสะเก็ต
ผู้ป่วยรายที่ 2 เป็นชายไทยอายุ 47 ปี ติดเชื้อสายพันธุ์ West African B.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในยุโรป โดยผู้สัมผัสร่วมบ้าน 18 คน ทุกคนผลเป็นลบ ขณะที่ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับชายต่างประเทศ 2 ราย รายแรกเป็นชาวยุโรปไม่ระบุประเทศ แต่ตรวจแล้วไม่พบเชื้อฝีดาษวานร อีกคนเป็นชาวเบลเยียม กำลังติดตามอยู่ แต่เชื่อว่าออกนอกประเทศไปแล้ว
15 ก.ค. – เป็นตุ่มหนองที่อวัยวะเพศ และใบหน้าแขนขา
26 ก.ค. - เข้ารับการักษาโรงพยาบาลเอกชน
27 ก.ค. - เดินทางมาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ด้วยเรื่องตุ่มน้ำใสที่อวัยวะเพศ โดยคัดกรองและแพทย์ผู้ให้การรักษาสงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคฝีดาษวานร จึงได้เก็บสิ่งส่งตรวจจากรอยโรค คอหอย และเลือด ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของสภากาชาดและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมกับได้แจ้ง สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรค และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
28 ก.ค. - ผลตรวจเป็นบวกทั้ง 2 แล็บ ขณะนี้ยังรักษาอยู่ที่ห้องแยกโรคที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ทางโรงพยาบาลได้คุยกับทาง สปคม. สรุปตกลงให้รักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ไม่ต้องย้ายไปที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร
ผู้ป่วยในไทยทั้ง 2 ราย ล้วนมีประวัติ “เกี่ยวเนื่องกับผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ หรือมีเพศสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ” จึงขอให้ระมัดระวังการสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงสูง
กลยุทธ์ 3 ด้าน เพื่อการป้องกัน
มาตรการป้องกัน
- เน้นสื่อสาร ลดโอกาสเสี่ยง ลดการร่วมกิจกรรมเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ
- เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย และลดกิจกรรมเสี่ยง
- เพิ่มการรับรู้พฤติกรรมเสี่ยง
- พิจารณาฉีดวัคซีนเริ่มจากกลุ่มเสี่ยง และการฉีดวัคซีนเพื่อจำกัดและป้องกันการแพรระบาดวงกว้าง
มาตรการเฝ้าระวัง
- ผู้เสี่ยงติดเชื้อตามโรงพยาบาลผ่านระบบรายงานโรค
- การคัดกรองนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติผ่านการสอบถามอาการ โดยเฉพาะการถามถึงการเกิดตุ่มฝีและตุ่มหนอง
- เพิ่มการ PCR-Test ในทุกเขตของทุกจังหวัด
มาตรการรับมือ
- ค้นหาผู้ป่วย หากลุ่มเสี่ยง และควบคุมกลุ่มเสี่ยงไม่ให้แพร่กระจายเชื้อต่อไป
- ให้การสนับสนุนทางการเงินและสังคมสำหรับผู้เข้ารับการตรวจรักษา และแยกกักตัว
โดยแบ่งนิยามของผู้ป่วยฝีดาษวานรเป็น 4 ประเภทได้แก่ ผู้ป่วยสงสัย ผู้ป่วยเข้าข่าย ผู้ป่วยยืนยัน และผู้ป่วยคัดออก
สำหรับผู้ป่วยสงสัย คือ ผู้มีอาการดังต่อไปนี้ เป็นไข้ อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือเคยมีไข้ ร่วมกับอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองบวมโต หรือ มีผื่น หรือตุ่มที่ผิวหนัง








