แม้นานาชาติเมินเมียนมา แต่ทหารไทยย้ำ“จำเป็น” ที่ทั้งสองกองทัพดำรงสัมพันธ์

ที่มาของภาพ, กองทัพไทย
ผู้นำทหารไทยพบหารือ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมียนมา ในรัฐยะไข่ เมื่อ 20 ม.ค. ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปให้นานาชาติคว่ำบาตรรัฐบาลเผด็จการที่ฉีกรัฐธรรมนูญและสังหารประชาชน
พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดขอไทย นำคณะทหารไทยเข้าร่วมหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ในการประชุมคณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee - HLC) ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 8 ที่จัดขึ้น ระหว่าง 19 – 21 ม.ค. ณ เมืองงาปาลี รัฐยะไข่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
การประชุมดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามกลไกปกติระหว่างกองทัพไทย–กองทัพเมียนมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพไทย–เมียนมา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา รวมทั้งปัญหาเฉพาะอื่น ๆ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศ
เอกสารข่าวเผยแพร่ของกองทัพไทยระบุว่ากองทัพไทยยึดมั่นในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนที่เกี่ยวกับกองทัพไทย กับกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะด้านเมียนมา ซึ่งมีเส้นเขตแดนติดกันมากที่สุดมีความยาวถึง 2,401 กิโลเมตร
“มีความจำเป็นที่ทั้งสองกองทัพจะดำรงไว้ ซึ่งความสัมพันธ์ ให้เกิดความเข้าใจ และเป็นการป้องกันปัญหาในพื้นที่ชายแดนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับประเทศ บรรยากาศการประชุมเต็มเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ บนพื้นฐานของความจริงใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน”
การหารือมีขึ้นในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมาปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัย นาง ออง ซาน ซู จี เป็นผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Reuters
รัฐประหารกับการจองจำ
นาง ซู จี ถูก พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น “บุตรบุญธรรม” ของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีผู้ล่วงลับ ใช้กำลังทหารล้มล้างผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน เมื่อ 1 ก.พ. 2564 คุมตัว และตั้งข้อหาต่อนางซู จี มากมาย
เธอถูกกักบริเวณในบ้านพักนับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารในเดือน ก.พ. 22564 นับตั้งแต่นั้นเธอต้องเผชิญการพิจารณาคดี 18 เดือน ในความผิด 19 ข้อหา ซึ่งองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ว่าเป็นการพิจารณาคดีจอมปลอม
ล่าสุดเมื่อ ปลาย ธ.ค. ศาลรัฐบาลทหารเมียนมาพิพากษาจำคุกนางออง ซาน ซู จี เพิ่มอีก 7 ปี ทำให้เธอได้รับโทษจำคุกรวมกันทั้งสิ้น 33 ปี
สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners (AAPP) ระบุว่า นางซู จี และเพื่อนสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย คือส่วนหนึ่งของชาวเมียนมากว่า 16,600 คนที่ถูกรัฐบาลทหารสั่งจำคุกนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจการปกครอง ในจำนวนนี้ราว 13,000 คนยังคงอยู่ในเรือนจำ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์
เอกสารข่าวเผยแพร่ของกองทัพไทยระบุว่าที่ประชุมรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC) ไทย – เมียนมา การประชุมของหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ และการเยือนของนายทหารระดับสูง รวมทั้ง ความคืบหน้าการดำเนินการโครงการความร่วมมือชายแดน ความร่วมมือด้านการเกษตรกรรม การจัดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้กับทหารเมียนมา เป็นต้น
ที่ประชุมให้ความเห็นชอบต่อการการกำหนดแนวทางความร่วมมือทางทหาร อาทิ การจัดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนการเยือนของกำลังพลและครอบครัว การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางทหาร และการแลกเปลี่ยนทางการแพทย์ทหาร รวมทั้งการใช้ประโยชน์ของศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ขณะเดียวกันได้ยืนยันที่จะร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนาน การส่งผู้หนีภัยการสู้รบ จากเมียนมากลับประเทศ การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน เป็นต้น
นอกจากนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้แสดงความขอบคุณไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในการป้องกันและการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดียิ่งระหว่างประเทศทั้งสอง

ที่มาของภาพ, กองทัพไทย
แรงกดดันนานาชาติต่อเมียนมาและไทย
การก่อรัฐประหารของกองทัพเมียนมาเมื่อเดือน ก.พ. 2021 ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วงทั่วประเทศ ส่งผลให้กองทัพเข้าปราบปรามกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง และนำไปสู่การสู้รบรอบใหม่ระหว่างชนกลุ่มน้อยติดอาวุธกับรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุวิสามัญฆาตกรรมและใช้การโจมตีทางอากาศต่อหมู่บ้านของพลเรือน คาดว่ามีประชาชนเสียชีวิตจากการปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่างกับกองทัพแล้วกว่า 2,600 คน
แม้ว่ารัฐประหารในเมียนมาผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี แรงกดดันจากนานาชาติที่มีต่อการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อกลาง ธ.ค. กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ได้ประกาศถอนการลงทุนจาก บมจ. ปตท. หรือ PTT และ บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR ฐานเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่รัฐบาล-กองทัพเมียนมา เป็นเจ้าของ
ผู้บริหารกองทุนสัญชาตินอร์เวย์ ที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 45 ล้านล้านบาท) ให้เหตุผลว่า มติดังกล่าวของคณะกรรมการบริหารกองทุนเห็นว่า เป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ (unacceptable risk) เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยนอกจากสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยแล้ว ยังมีบริษัทในอิสราเอลอีกหนึ่งแห่งด้วย ที่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ถอนการลงทุน
ปตท + โออาร์ ชี้แจง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต่อมา 22 ธ.ค. ทั้ง ปตท. และ โออาร์ ได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับประเด็นการลงทุนในเมียนมา
เอกสารชี้แจงที่ลงนามโดยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่า กลุ่มปตท. ได้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติกำกับดูแล โดยมีการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนครอบคลุมสายโซ่อุปทานของบริษัท ตั้งแต่การตรวจสอบอย่างรอบด้าน การบริหารจัดการ ตลอดจนส่งเสริม ปกป้อง และให้ความเคารพด้านสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืยนมาร์หลังการรัฐประหารปี 2564 โดยการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาวิกฤตอย่างสันติและเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติสากลทุกพื้นที่ที่ปฏิบัติการ
ลูกผู้นำเมียนมา พัวพันผู้ต้องหาค้ายาที่ถูกจับในไทย

ที่มาของภาพ, ฺBBC Thai
เมื่อต้นเดือน ม.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างเอกสารทางการและแหล่งข่าวที่รู้ข้อมูลวงใน 2 ราย ว่า เจ้าหน้าที่ไทยพบทรัพย์สินที่เป็นของลูกของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ระหว่างการบุกค้นคอนโดใน กทม. ของนายตุน มิน ลัต นักธุรกิจชาวเมียนมาที่ถูกตั้งข้อหาค้ายาเสพติดและฟอกเงิน เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว
ทรัพย์สินดังกล่าว คือ โฉนดที่ดินและสมุดบัญชีธนาคารของลูกชายและลูกสาว มิน อ่อง หล่าย
นายตุน มิน ลัตอายุ 53 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นนายหน้าค้าอาวุธและใกล้ชิดกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา
เขาถูกจับเมื่อ ก.ย. ปีที่แล้วพร้อมกับชาวไทยอีก 3 คน หนึ่งในนั้นคือ ลูกเขยของนายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา ชื่อ Dean Young Gultula (เกิดปี 2527) ที่สมรสกับ น.ส.อดิศรา ปาจรียางกูร (เกิดปี 2531) ลูกสาวคนโตของเขา
สำหรับการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย–เมียนมา ครั้งที่ 9 ฝ่ายไทยรับเป็นเจ้าภาพ โดยจะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ให้ทราบต่อไป











