รัฐประหารเมียนมา : ปตท. สผ. แจงขึ้นเป็นผู้ดำเนินการ + ได้หุ้นเพิ่มในแหล่งก๊าซยาดานาหลังโททาลถอนตัว

ยาดานา

ที่มาของภาพ, PTTEP handout

คำบรรยายภาพ, แหล่งยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมา

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. แถลงเมื่อ 14 มี.ค. บริษัทและผู้ถือหุ้นอื่น ๆ ได้รับสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มในแหล่งก๊าซยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมา หลังโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ บริษัทพลังงานของฝรั่งเศสถอนการลงทุนหลังการรัฐประหารในเมียนมา

ปตท.สผ. แถลงว่า หนึ่งในความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมา คือ ด้านการพัฒนาพลังงาน ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเมาะตะมะซึ่งได้มีการสำรวจพบและนำขึ้นมาใช้เป็นแหล่งพลังงานในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันนั้น เรียกได้ว่าเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นต้น

ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากโครงการยาดานา ในอ่าวเมาะตะมะนั้น มีปริมาณ 770 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งประมาณ 220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้ในเมียนมาเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือคิดเป็นประมาณ 50% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในเมียนมา อีก 550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จำนวน 12 โรงในไทย รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและพลังงานของประชาชนกว่า 11 ล้านคนในภาคตะวันตกและบางส่วนของภาคกลาง โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 11% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทย

"บริษัทได้พิจารณาอย่างรอบคอบในการเข้าเป็นผู้ดำเนินการในโครงการยาดานาต่อจากบริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ ซึ่งถอนตัวออกจากโครงการ โดยบริษัทเชื่อว่า การเข้าเป็นผู้ดำเนินการจะสามารถช่วยรักษาความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานให้กับทั้งสองประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงาน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งพลังงานรูปแบบอื่นยังมีข้อจำกัดในการเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า รวมไปถึง ความต่อเนื่องในการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทุกขั้นตอน" ปตท.สผ ระบุในเอกสาร

คำบรรยายวิดีโอ, "อารยะขัดขืน" ต้านยึดอำนาจในเมียนมา

บริษัทระบุด้วยว่า การเข้าเป็นผู้ดำเนินการโครงการยาดานาของ ปตท.สผ. ครั้งนี้ ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ร่วมทุนของโครงการแล้ว อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นผู้ดำเนินการจะมีผลในวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ ในการเปลี่ยนผ่านการเป็นผู้ดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อของ ปตท. สผ. ระบุกับบีบีซีไทยว่า ตามเงื่อนไขในสัญญาการร่วมทุน (Production Operating Agreement หรือ POA) สัดส่วนการร่วมทุนของบริษัท โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ 31.24% หลังยุติการเป็นผู้ร่วมทุนและเป็นผู้ดำเนินการ จะกระจายให้กับผู้ร่วมทุนรายอื่นในโครงการตามสัดส่วนการลงทุน โดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งจะส่งผลให้ ผู้ถือหุ้นเดิมเปลี่ยนสัดส่วนการครอบครองเป็นดังนี้

  • บริษัท เชฟรอน ซึ่งมีบริษัทย่อยคือบริษัท ยูโนแคลเมียนมา ออฟชอร์ จาก 28.2625% เป็น 41.1016%
  • บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถือสัดส่วนการลงทุน จาก 25.5% เป็น 37.0842%
  • รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลเมียนมา Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) จาก 15% เป็น 21.8142%

โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ แถลงเมื่อ ม.ค. นี้ว่า แม้บริษัทได้ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อ 1 ก.พ. 2021 และประกาศยุติการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในเมียนมา ยกเว้นการผลิตก๊าซจากยาดานาที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของชาวเมียนมาและชาวไทย ทว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ทางโททาลจึงประกาศยุติการดำเนินการและถอนการลงทุนจากแหล่งยาดานา

ด้าน ปตท. สผ. ระบุในเอกสารวันนี้ว่า "ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน และยึดมั่นการบริหารงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกประเทศที่บริษัทมีการดำเนินงาน โดยตระหนักดีว่าการเข้าถึงการใช้พลังงานอย่างเท่าเทียมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกประเทศพึงได้รับ"

คำบรรยายวิดีโอ, อดีตนายทหารกับนักศึกษา ที่ต้องเป็นผู้ลี้ภัยจากกองทัพเมียนมา