จับตาไทยเชิญ มิน อ่อง หล่าย ร่วมประชุม BIMSTEC ช่วยฟอกขาวรัฐบาลทหารเมียนมาหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพเมียนมาและประธานสภาบริหารแห่งรัฐ หรือ เอสเอซี (State Administration Council - SAC) กำลังออกเดินทางมายังประเทศไทยวันนี้ (3 เม.ย.) เพื่อเข้าร่วมการประชุมบิมสเทค (BIMSTEC) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ
บิมสเทค คือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation – BIMSTEC) ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกจาก 7 ประเทศในแถบอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
ก่อนหน้านี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ค่ำวันนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา เพื่อต้อนรับผู้นำรัฐสมาชิกหรือผู้แทนทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ก่อนที่การประชุมเพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ (4 เม.ย.)
การมาเยือนท่ามกลางเสียงคัดค้าน
การมาเยือนของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้ก่อรัฐประหารและยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 และทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมืองจนถึงตอนนี้ กำลังทำให้ไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาสังคมอีกครั้งในฐานะประธานการประชุมบิมสเทคครั้งที่ 6
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมในเมียนมา ไทย และระดับสากลรวมกัน 319 องค์กร ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ รวมถึงผู้นำกลุ่มประเทศบิมสเทค เพื่อขอให้ยุติการเชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้าร่วมประชุมบิมสเทค โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกระบุว่า นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อราว 5 ปีก่อน ทางกองทัพเมียนมาได้ "ทำการสังหารหมู่ โจมตีทางอากาศอย่างไม่เลือกเป้าหมาย" โดยการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวได้สังหารผู้คนไปมากกว่า 2,600 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 4,000 คน
ในจดหมายดังกล่าวยังอ้างถึงอาชญากรรมอื่น ๆ ของกองทัพที่กระทำต่อพลเรือน ซึ่งส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นในประเทศมากกว่า 3 ล้านคนด้วย
ทางกลุ่มภาคประชาสังคมในระดับภูมิภาคและระดับสากลจึงต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและผู้นำบิมสเทคแสดงจุดยืนคัดค้านผู้นำทหารที่ผิดกฎหมายและการก่ออาชญากรรมระดับสากลของพวกเขา ด้วยการไม่ให้ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงตัวแทนทุกคนของกองทัพเมียนมา หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เข้าร่วมการประชุมสุดยอดบิมสเทคที่กรุงเทพมหานคร
"หากรัฐบาลต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศร่วมมือทำงานกับกองทัพเมียนมา เสมือนกับว่าพวกเขาเป็นรัฐบาล และ/หรือ ส่งเสริมให้ผู้ที่แต่งตั้งและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพ เข้าเป็นเครือข่ายกับประชาคมระหว่างประเทศ ย่อมก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนชาวเมียนมา รวมทั้งทำให้กองทัพเมียนมาเกิดความฮึกเหิม และจะยิ่งเพิ่มการก่อความรุนแรงต่อพลเรือน" จดหมายเปิดผนึกของ 319 องค์กรภาคประชาสังคม ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะเดียวกัน รัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ เอพีเอชอาร์ (ASEAN Parliamentarians for Human Rights – APHR) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคของสมาชิกรัฐสภาทั้งในอดีตและปัจจุบันจากประเทศต่าง ๆ ของอาเซียน ก็ออกแถลงการณ์ประณามการตัดสินใจเชิญ "รัฐบาลทหารเมียนมาที่ผิดกฎหมาย" เพื่อเข้าร่วมการประชุมบิมสเทค
APHR กล่าวว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นทั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งบิมสเทคและเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ไทยควรมีจุดยืนตามหลักการและปฏิเสธการมีส่วนร่วมของรัฐบาลทหาร เนื่องจาก "การอนุญาตให้ระบอบการปกครองของกองทัพนั่งอยู่บนโต๊ะ ไม่เพียงทำให้การปกครองที่โหดร้ายถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของบิมสเทคในฐานะองค์กรระดับภูมิภาคที่มุ่งมั่นเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนา"
ในแถลงการณ์ดังกล่าวของ APHR ยังระบุด้วยว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 7.7 แมกนิจูดซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในภูมิภาคสะกายของเมียนมาได้ไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลทหารยังทำให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมรุนแรงขึ้นด้วยการทิ้งระเบิดในภูมิภาคสะกาย รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ และปิดกั้นความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ตลอดจนปฏิเสธความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซ้ำรอยเหตุภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กิส
ทาง APHR จึงเรียกร้องให้ชาติสมาชิกในบิมสเทค โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยและอินเดียร่วมกันปฏิเสธการมีส่วนร่วมของรัฐบาลทหารเมียนมาและดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
"หากบิมสเทคพยายามจะเป็นตัวแสดงระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือ ก็ต้องพิสูจน์ว่ามีจุดยืนเพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่สมรู้ร่วมคิด" แถลงการณ์ของ APHR วานนี้ (2 เม.ย.) ระบุ
เหตุใดการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา จึงส่งผลเสียต่อไทย ?
กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า การประชุมผู้นำบิมสเทคที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จะมีการรายงานความคืบหน้าความร่วมมือบิมสเทคใน 7 สาขา ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร วิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยี ฯลฯ โดยไทยในฐานะประเทศนำสาขาความเชื่อมโยง ได้เน้นย้ำความสำคัญความตกลงว่าด้วยการขนส่งทะเลระหว่างรัฐสมาชิกบิมสเทค และเร่งรัดการก่อสร้างทางหลวง 3 ฝ่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม อินเดีย-เมียนมา-ไทย
ด้านโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีบอกว่า ที่ประชุมยังจะรับรองวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ซึ่งมุ่งเน้นความมั่งคั่ง ยั่งยืน และการเปิดกว้างของบิมสเทค โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านการขนส่ง รวมถึงการรับรองกฎระเบียบสำหรับกลไกการดำเนินงานภายใต้กรอบบิมสเทค เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทว่า นายกฤษณะ โชติสุทธิ์ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการเชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อไทยมากนัก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ต่อเวทีนานาชาติ
"เราไม่สามารถดูเพียงชื่อย่อของบิมสเทคว่ามีแค่ไม่กี่ประเทศแค่นี้ พอเลิกประชุมแล้วมันก็จบ แต่ต้องดูด้วยว่าการประชุมครั้งนี้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและรัฐอื่น ๆ หรือเปล่า" เขาบอก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าจาก ม.นเรศวร กล่าวต่อว่า ในตอนนี้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่เมียนมาหลายคน ถูกออกหมายจับโดยศาลอาร์เจนตินา ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี ( International Criminal Court - ICC) ก็กำลังพิจารณาออกหมายจับผู้นำรัฐบาลทหารในข้อหาเดียวกัน
"การที่เราเชิญผู้ที่มีหมายจับในฐานะผู้นำประเทศ เพื่อเข้าสู่การประชุมในระดับพหุภาคีเช่นนี้ ย่อมเป็นภาพที่แสดงออกเชิงลบมาก ๆ เพราะในเวทีนานาชาติอื่น ๆ นอกจากจีนกับรัสเซียแล้ว ก็ไม่มีใครเชิญ [พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย] ไป หรือไม่ยอมรับว่า SAC เป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของเมียนมาด้วยซ้ำ"
ในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาพยายามเชิญหลาย ๆ ฝ่ายไปเยือนเมียนมา รวมถึงตัวเขาเองก็เดินทางไปเยือนจีนและรัสเซียอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน นายกฤษณะจึงมองว่าการเดินทางมาไทยเพื่อประชุมบิมสเทคในครั้งนี้ของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จึงเป็นความพยายามขยายความชอบธรรมของรัฐบาลทหารผ่านเวทีระดับนานาชาติซึ่งเป็นความพยายามที่เกิดขึ้นตลอดมานับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร
"ซึ่งต่างจาก UN (องค์การสหประชาชาติ) ที่ยังใช้ผู้แทนจากรัฐบาลชุดเดิมซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่เรากลับเชิญมิน อ่อง หล่าย ซึ่งมาจากรัฐประหาร ย่อมหมายความว่าเรายอมรับในอำนาจของ มิน อ่อง หล่าย ในเวทีระดับประเทศ" เขากล่าว และเสริมว่าการมาเยือนของนายทหารผู้นี้ยิ่งทำให้ไทยดูเอนเอียงออกจากประเทศโลกเสรีมากขึ้นกว่าเดิม
นายกฤษณะยังชี้ให้เห็นว่าการเดินหาเวทีระดับนานาชาติหรือประเทศใดก็ตามมารับรองความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร มักเกิดขึ้นก่อนการเปิดฉากสู้รบกับกลุ่มต่อต้านต่าง ๆ ในประเทศ ด้วยเป้าหมายต้องการแสวงหาความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังของรัฐบาลทหาร รวมถึงถ่วงดุลสองมหาอำนาจที่สนับสนุนรัฐบาลทหารชุดนี้ อันได้แก่ จีนและรัสเซีย โดยในขณะเดียวกันรัฐบาลทหารก็พยายามดึงกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มมาเป็นพวกเดียวกัน เพื่อใช้ต้านทานกองกำลังฝ่ายต่อต้านกลุ่มอื่น ๆ ด้วย
"ก่อนเดือน เม.ย. เขาจะใช้เครื่องมือทางการทูต ก่อนเปิดฉากสู้รบในหน้าร้อน และเงียบลงในหน้าฝน เราจะเห็นว่าทหารพม่ามักใช้วิธีการแสวงหาความชอบธรรมจากภายนอกและพยายามทำให้เกิดการแบ่งแยกภายในไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นวิธีการเดิม ๆ ที่เขาใช้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงปี 1988 หรือ 2010 "

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้เชี่ยวชาญจากสถานประชาคมอาเซียนศึกษา ม.นเรศวร บอกด้วยว่า โดยภาพรวมแล้วภูมิรัฐศาสตร์บริเวณอ่าวเบงกอลกำลังถูกสั่นสะเทือนด้วยความต้องการขยายบทบาททางทหารของรัสเซียผ่านการฟื้นฟูโครงการลงทุนในทวายของเมียนมา ซึ่งมีการลงนามข้อตกลงระหว่างสองประเทศไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงน่าสนใจว่าการตัดสินใจเชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย มาเข้าร่วมประชุมบิมสเทคในครั้งนี้ ทางไทยและผู้นำบิมสเทคเจอแรงกดดันใดจาก SAC ด้วยหรือไม่
"ผมเข้าใจว่าการตัดสินใจของไทยประกอบด้วยหลายมิติ เนื่องจากพรมแดนติดต่อกันมากกว่า 2,000 กิโลเมตร ทำให้มีผลประโยชน์ร่วมกันหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณา แตกต่างจากประเทศอื่นที่ไม่ได้อยู่ติดกับพม่า"
นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการเชิญผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมามาประชุมสุดยอดครั้งนี้ เป็นหนึ่งในความพยายามการแก้ไขวิกฤตเมียนมาของของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมี นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธาน และเพิ่งแต่งตั้งให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน เมื่อปลายปีที่แล้วหรือไม่
"หากไทยต้องการเป็นตัวกลางให้เกิดการหยุดยิงหรือสร้างสันติภาพในเมียนมา ไทยก็ต้องแสดงจุดยืนให้รัฐบาลทหารหยุดยิง รวมถึงเปิดทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ไม่ให้รัฐบาลทหารเมียนมาใช้การส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์มาเป็นข้อต่อรองกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่ประสบภัย เช่น ในภูมิภาคสะกายที่เสียหายหนัก หากไทยไม่กลับมาตรงหลักการนี้ ไทยก็จะเสียความน่าเชื่อถือในมุมมองกองกำลังฝ่ายต่อต้านในเมียนมา และส่งผลต่อบทบาทของไทยในฐานะคนกลางในอนาคตเช่นกัน" นายกฤษณะ กล่าว
ท่าทีของทางการไทย
สื่อมวลชนหลายสำนักของไทยรายงานตรงกันว่า ช่วงเช้าวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีการมาเยือนของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พร้อมกับบอกว่าให้ไปสอบถามกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนเดินเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ที่มาของภาพ, EPA
ขณะเดียวกัน การประชุมบิมสเทคยังดำเนินต่อตามกำหนดการที่วางไว้ โดยในวันนี้เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีบิมสเทค ซึ่งมีนายมาริษ รมว.ต่างประเทศ เป็นประธาน และ นายชุตินทร คงศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย
กระทรวงการต่างประเทศ แถลงเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ว่าที่ประชุมได้พิจารณาเอกสารและข้อตัดสินใจสำคัญ ๆ ของบิมสเทคเพื่อเตรียมการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 6 ในวันพรุ่งนี้ (4 เม.ย.) และเห็นชอบเอกสารสำคัญ 19 ฉบับ ซึ่งรวมถึงแผนปฏิบัติการในสาขาความร่วมมือต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพมนุษย์
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ สืบเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาและไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025
ก่อนการประชุม รัฐมนตรีบิมสเทคได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือว่าด้วยการขนส่งทางทะเล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางทะเลในภูมิภาค และมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบิมสเทคกับสมาคมแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (IORA) และบิมสเทคกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งจะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กร และบทบาทของบิมสเทคในเวทีระหว่างประเทศด้วย












