เหตุใดทหารเมียนมาไม่ยอมยุติการโจมตีทางอากาศฝ่ายตรงข้าม แม้จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

- Author, รีเบกกา เฮนช์เก
- Role, แผนกข่าวสืบสวนบีบีซีอาย
รัฐบาลทหารเมียนมายังคงทิ้งระเบิดในหลายพื้นที่ในประเทศ หลังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 2,000 ราย
องค์การสหประชาชาติ (United Nations - UN) เรียกการโจมตีดังกล่าวว่า เป็นการกระทำอัน "อุกอาจอย่างมากและยอมรับไม่ได้"
ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ กล่าวกับบีบีซีว่า "ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ" ที่กองทัพเมียนมายังคง "ทิ้งระเบิดในขณะที่ประชาชนกำลังพยายามช่วยกู้ภัยผู้คน" หลังเกิดแผ่นดินไหว
เขาเรียกร้องให้รัฐบาลทหารซึ่งยึดอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว หยุดปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด
"ใครก็ตามที่มีอิทธิพลต่อกองทัพจำเป็นต้องเพิ่มแรงกดดันและย้ำให้ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้" ทอม แอนดรูว์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
"ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทหารจงหยุด หยุดปฏิบัติการทางทหารใด ๆ " ทอม แอนดรูว์ กล่าวเสริม
บีบีซีแผนกภาษาพม่า ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 7 ราย จากการโจมตีทางอากาศใน เมืองหน่องโช ทางตอนเหนือของรัฐฉาน โดยการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การโจมตีเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหว
กองทัพเมียนมายังได้ทำการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองสะกาย ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วย ตามคำกล่าวของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในเมียนมา
โฆษกของ กองกำลังป้องกันประชาชนชวงอู (Chaung U Peoples Defence Forces) ซึ่งเป็นกองกำลังพลเรือน บอกกับบีบีซีว่า พวกเขาถูกยิงด้วยปืนครกอย่างหนัก ทั้งนี้กลุ่มกบฏรายงานว่ามีหน่วยทหารเมียนมา 5 หน่วย อยู่ในพื้นที่
นี่เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงที่เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์และกู้ภัยแผ่นดินไหวในพื้นที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรในการกู้ภัย
กลุ่มกบฏสนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อโค่นอำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมา รายงานด้วยว่า มีการโจมตีระเบิดทางอากาศในเมืองชางอู ในภูมิภาคสะกายทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีรายงานการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ใกล้ชายแดนประเทศไทย
ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 มี.ค.) กองทัพเมียนมายังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ เพื่อปราบปรามกลุ่มกบฏเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วประเทศที่กำลังต่อสู้เพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐบาล
รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (The National Unity Government - NUG) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนซึ่งถูกโค่นอำนาจ กล่าวในแถลงการณ์ว่า กองกำลังติดอาวุธจะระงับปฏิบัติการทางการทหารเชิงรุกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ยกเว้นการปฏิบัติการเพื่อเป็นการป้องกัน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นต้นไป
แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ที่สะกาย สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งนี้ มีรายงานความเสียหายในพื้นที่ใกล้เคียงเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมา รวมถึง กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 241 กม.
รัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิต 2,056 ราย บาดเจ็บมากกว่า 3,900 คน และสูญหายอีก 270 คน จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้
ทั้งนี้บีบีซีไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขเหล่านี้ได้อย่างมีความเป็นอิสระ และบีบีซีได้รับแจ้งด้วยว่ามีกลิ่นจากศพโชยออกมาจากใต้ซากปรักหักพังคลุ้งกระจายไปทั่วท้องถนน ขณะที่อุณหภูมิในเมืองมัณฑะเลย์พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า "มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้เสียชีวิตจะมีมากกว่า 10,000 ราย" หากพิจารณาจากตำแหน่งและขนาดของแผ่นดินไหว
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสงครามกลางเมืองในเมียนมากินเวลานานกว่า 4 ปี โดยเป็นผลมาจากการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งเป็นจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในประเทศ โดยมีผู้คนนับพันออกมาเดินขบวนบนท้องถนนทุกวันเพื่อเรียกร้องการปกครองโดยพลเรือน
สิ่งที่เริ่มต้นจากการรณรงค์ต่อต้านของพลเรือนในตอนแรก ได้พัฒนากลายไปเป็นความไม่สงบในวงกว้างที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยและกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ ซึ่งในที่สุดก็จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ
สี่ปีให้หลัง การสู้รบรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลทหาร กองกำลังชาติพันธุ์กลุ่ม และกลุ่มต่อต้านติดอาวุธ ยังคงดำเนินต่อไป
รัฐบาลทหารเมียนมา ประสบความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายอย่างต่อเนื่อง และสูญเสียการควบคุมดินแดนไปจำนวนมาก กำลังพึ่งพาการโจมตีทางอากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อทำลายกองกำลังต่อต้านการปกครองทหาร
พื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคสะกายซึ่งเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ขณะนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่อต้านที่สนับสนุนประชาธิปไตย

แผนกข่าวสืบสวนบีบีซีอายเปิดเผยว่า หลังจากเกือบสี่ปีของการยึดอำนาจจากการรัฐประหาร กองทัพทหารเมียนมาควบคุมพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ
ทีมข่าวบีบีซีอาย ยังเปิดเผยด้วยว่า กองทัพชาติพันธุ์และกลุ่มต่อต้านหลายกลุ่มควบคุมพื้นที่ของประเทศได้ 42% ในขณะที่พื้นที่ที่เหลือส่วนใหญ่ยังมีการแย่งชิงกันอยู่
กองทัพทหารเมียนมามีอำนาจเหนือกว่าในการสู้รบทางอากาศ เนื่องจากกลุ่มต่อต้านไม่มีศักยภาพที่จะตอบโต้จากการโจมตีทางอากาศ
กองทัพทหารเมียนมายังมีประวัติการโจมตีทางอากาศแบบไม่เลือกหน้า ซึ่งทำลายโรงเรียน วัด โบสถ์ และโรงพยาบาล โดยในการโจมตีทางอากาศที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่ง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 170 ราย รวมถึงผู้หญิงและเด็กจำนวนมาก
หน่วยงานของสหประชาชาติซึ่งทำการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาได้เตือนว่า รัฐบาลทหารเมียนมา กำลังก่อสงครามอาชญากรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อประชาชนของชาติตนเอง
การสู้รบทางอากาศของกองทัพทหารเมียนมา ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากประเทศรัสเซียและประเทศจีน แม้ว่าสหประชาชาติจะเรียกร้องให้มีการห้ามขายอาวุธเพื่อตอบโต้การทำรัฐประหาร แต่ทั้งประเทศจีนและรัสเซีย ต่างก็ขายเครื่องบินโจมตีที่ทันสมัยให้กับกองทัพเมียนมา พร้อมทั้งฝึกอบรมวิธีการใช้งานเครื่องบินดังกล่าวให้ฝ่ายทหารเมียนมาอีกด้วย
รัฐบาลรัสเซียและจีน ได้ส่งทีมกู้ภัยและความช่วยเหลือเข้าไปในประเทศเมียนมาหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่ จูลี ไคน์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา ซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า "มันยากที่จะเชื่อในความเห็นอกเห็นใจเหล่านี้ได้ เพราะทั้งสองประเทศก็คือเป็นประเทศที่ส่งอาวุธร้ายแรงให้กับกองทัพเพื่อใช้ในการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ของเรา [ประชาชนชาวเมียนมา]"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างกว้างขวางว่า กองทัพจะใช้ความช่วยเหลือเป็นหนึ่งในอาวุธในการทำสงครามกลางเมือง
ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมามักมีแนวทางปฏิบัติมามาโดยตลอด ด้วยการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่กลุ่มต่อต้านควบคุมอยู่
ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ กล่าวกับบีบีซีว่า ในอดีต เมื่อมีความพยายามส่งความช่วยเหลือและสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าพื้นที่ แต่กองทัพทหารเมียนมาได้ทำการขัดขวางและจับกุมเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์
"สิ่งที่เรารู้จากการเกิดภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติในอดีตก็คือ รัฐบาลทหารเมียนมาไม่เปิดเผยความจริง และยังมีพฤติกรรมที่จะปิดกั้นความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการมากที่สุด" เขากล่าว
"พวกเขา [รัฐบาลทหารเมียนมา] ใช้ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นอาวุธ โดยการส่งไปยังพื้นที่ที่พวกเขามีการควบคุม และปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่เหนือการควบคุมของพวกเขา"
"ดังนั้น คุณจะมีพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด และความช่วยเหลือก็พยายามที่จะเข้าไปในพื้นที่ แต่มีรถบรรทุกมาขวางทาง ผู้คนถูกจับกุม และนั่นคือรูปแบบการตอบสนองของพวกเขา [รัฐบาลทหารเมียนมา] ต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติในอดีต"
"ผมเกรงว่าคงจะเป็นไปได้สูงมากที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดกับในจัดการเรื่องภัยพิบัติครั้งนี้"











