"ฉันอยากให้สงครามจบ ฉันอยากกลับบ้าน" ฟังเสียงผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในไทยหลัง 4 ปีรัฐประหาร

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวตอนนี้ ให้ฉันทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น" ซูซู (นามสมมุติ) หญิงผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาบอกกับบีบีซีไทย
เธอคือคุณแม่ลูกเล็กวัย 30 ปีที่ต้องเข้ามาลี้ภัยพร้อมครอบครัวในประเทศไทยหลังการรัฐประหารเมียนมาปี 2021 ในอดีตเธอเป็นเจ้าของโรงสีข้าวในประเทศเมียนมา แต่ปัจจุบันเธอกำลังหางานรับจ้างทำความสะอาดบ้านในประเทศไทยเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว
ไม่ใช่ ซูซู เพียงคนเดียวที่ต้องเดินทางออกจากประเทศเมียนมาหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2021 ซึ่งนำโดย พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย สงครามระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มต่อต้านติดอาวุธทำให้ประชาชนในเมียนมามากกว่า 3 ล้านคนต้องผลัดถิ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product -GDP) ของเมียนมาลดลงกว่า 12% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการรัฐประหาร ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา โดยสหประชาชาติ
ความขัดแย้งที่รุนแรง เงินเฝ้อ และการถอนตัวของบริษัทต่างชาติเนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดการขาดแคลนตำแหน่งงานในเมียนมา ธนาคารโลก (World Bank) จัดให้เมียนมาเข้าข่ายประสบปัญหาเศรษฐกิจขั้นร้ายแรง ความตกต่ำทางเศรษฐกิจและความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อประชากรในเมียนมาจากทุกพื้นและจากเกือบทุกฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงและผู้มีฐานะปานกลางขึ้นไป
บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่สงครามได้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปอย่างไม่คาดคิด และสอบถามนักวิชาการถึงแนวทางการรับมือสถานการณ์ชาวเมียนมาพลัดถิ่นฐานในประเทศไทยในระยะยาว
"หากไม่ใช่เพราะรัฐประหาร ชีวิตของฉันคงไปได้ดี"
ซูซู เล่ากับบีบีซีไทยว่า สงครามกลางเมืองเมียนมาได้พรากทุกอย่างไปจากเธอ โดยเธอจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและเป็นเจ้าของโรงสีข้าวในเมืองมะกเว ทางตอนกลางของประเทศเมียนมา ชีวิตและหน้าที่การงานของเธอกำลังดำเนินไปด้วยดี รายได้ของเธอสามารถเลี้ยงดูสมาชิกครอบครัว นั่นคือสามีและลูกสาววัยห้าขวบในเวลานั้นได้อย่างดี แต่ทุกอย่างก็หยุดชะงักลงหลังเกิดการรัฐประหาร
"ฉัน ลูก และสามี ต้องหลบหนีไปหลากหลายที่ เพื่อหาที่อยู่ที่ฉันจะไม่ถูกล่าโดยรัฐบาล [ทหารเมียนมา]" ซูซูบอกกับบีบีซีไทย
เธอต้องหลบหนีเพราะเคยมีความเกี่ยวข้องกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy - NLD) ที่นำโดยนาง ออง ซาน ซู จี โดยเธอเป็นประธานคณะและมีส่วนช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2020
"ฉันโทษ มิน อ่อง หล่าย สำหรับทุกความยากลำบากที่ฉันและครอบครัวต้องเผชิญ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะเขาก่อรัฐประหาร" เธอกล่าว
เพื่อความปลอดภัยของซูซูและครอบครัว พวกเขาต้องหลบหนีออกจากเมียนมาและข้ามมายังประเทศไทยเมื่อเดือน ส.ค. ปีก่อน แต่เพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในไทยโดยไม่มีเอกสาร ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พวกเขาต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ โดยเธอได้เปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

"ฉันต้องจ่ายเงินให้ตำรวจสำหรับบัตรเพื่ออาศัยอยู่ในไทยและเพื่อใบอนุญาตขับขี่จักรยานยนต์รวม 1,000 บาท ค่าเช่าห้องเล็ก ๆ ในตรอก 500 บาท ให้หัวหน้าหมู่บ้านอีก 500 บาท และ 500 บาทให้กับตำรวจในพื้นที่ทุก ๆ เดือน" ซูซู กล่าว
รายได้ที่เธอและสามีได้รับจากการค้าขายไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายเหล่านี้ เธอจึงต้องจำใจปิดกิจการร้านขายของชำ เพื่อไปหางานที่จะสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้แทน
"เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ตอนนี้ให้ฉันทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือเป็นคนทำความสะอาดบ้าน แม้มันจะเป็นงานที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อน [ว่าจะต้องมาทำ]" เธอบอกกับบีบีซีไทย
เธอบอกด้วยว่า สิ่งที่เธอห่วงมากที่สุดคือการศึกษาของลูกสาววัย 9 ขวบที่ข้ามชายแดนมาอาศัยในประเทศไทย แม้ปัจจุบันลูกสาวของเธอจะสามารถไปโรงเรียนได้ด้วยค่าเทอมที่เพื่อน ๆ ชาวเมียนมาจากเครือข่ายการเมืองของเธอคอยบริจาคให้ แต่เธอก็บอกว่า ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะมาถึงจุดตกต่ำเช่นนี้
"มันอาจจะเป็นคำพูดน้ำเน่า แต่พ่อแม่ทุกคนก็อยากได้แต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกของตัวเอง ฉันรู้สึกแย่ที่สุดตอนที่ฉันไม่สามารถจ่ายค่าเทอมให้ลูกได้" ซูซูเล่าพร้อมน้ำตา

ที่มาของภาพ, EPA
ปัจจุบันมีแรงงานสัญชาติเมียนมาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 3 ล้านคน ตามรายงานของเครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ในจำนวนนี้ยังไม่รวมผู้ที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายซึ่งไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด
ทั้งนี้ ประชากรชาวเมียนมามากกว่าครึ่งหนึ่งมีฐานะอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนหลังเกิดการรัฐประหาร และครัวเรือนที่อยู่ในระดับ "ชนชั้นกลางในเมือง" ลดลงร้อยละ 50 นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารปี 2021 ตามรายงานของสหประชาชาติ และสถิติจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
"ตัวเลขชาวเมียนมาที่เข้ามาเป็นผู้ประกอบการในไทยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีคนประเมินว่าเป็นเรื่องของการรักษาตัวต้นทุนเดิมและรักษาชีวิตตัวเอง ก็เลยตัดสินใจเข้ามา [ในประเทศไทย]" นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ อธิบายกับบีบีซีไทยถึงปรากฏการณ์ที่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในไทยซึ่งประกอบอาชีพเป็นผู้ประกอบการมีจำนวนเพิ่มขึ้น
เขาเปรียบเทียบตัวเลขผู้ประกอบการที่รวมอยู่ในกลุ่มแรงงานมีทักษะว่ามีการเติบโตที่ก้าวกระโดดถึง 3 เท่าในระยะเวลาเพียง 1 ถึง 2 ปี "กลุ่มที่เป็นแรงงานมีทักษะที่เข้ามาทำงานตอนปี 2023 ตัวเลขยังไม่น่าจะถึง 1,000 คน แต่ปัจจุบันมีถึง 3,000 กว่าราย"
"ฉันไม่เคยคิดเสียใจ ฉันตัดสินใจถูกที่ออกจากการรับใช้ทหาร [เมียนมา]"
"4 ปีมันนานมาก ฉันอยากให้สงครามจบ ฉันอยากกลับบ้าน" เซยาร์ มา ทุน ทุน แม่ลูกอ่อนและอดีตพยาบาลผดุงครรภ์ในหน่วยทหารเมียนมา กล่าวกับบีบีซีไทย
เธอเป็นหนึ่งคนที่ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนและบ้านพักสวัสดิการทหารเพื่อออกมาร่วมขบวนการอารยะขัดขืนต้านรัฐประหาร (Civil Disobedience Movement) ซึ่งเป็นขบวนการหลักของการต่อต้านรัฐประหารเมียนมา หลังเกิดรัฐประหารเมื่อปี 2021 โดยในเวลานั้นเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วย
ทุน ทุน เล่าว่า พ่อและแม่ของเธอต้องย้ายไปอาศัยอยู่แถบชายแดนเนื่องจากถูกกองทัพเมียนมาคุกคาม กองทัพพยายามค้นหาตัวเธอและพยายามที่จะจับพ่อแม่ของเธอไปเป็นตัวประกัน การกวาดล้างของทหารเมียนมาต่อกลุ่มผู้ต่อต้านทำให้ ทุน ทุน ต้องข้ามชายแดนมาประเทศไทยพร้อมลูกและสามีในปี 2021
"ฉันเป็นพยาบาลผดุงครรภ์ในหน่วยทหารเมียนมาตั้งแต่ปี 2016 แต่หลังจากเข้าร่วมขบวนการทำอารยะขัดขืนต้านรัฐประหารปี 2021 ฉันต้องหลบหนีมาประเทศไทย…ตอนนี้ฉันขายอาหารอยู่หน้าโรงงานในแม่สอด" เธอบอกกับบีบีซีไทย
ชีวิตของเธอตอนนี้ห่างไกลกับอดีตและความฝันที่เธอเคยมี ปัจจุบันเธอต้องเลี้ยงดูลูกเล็กวัย 3 ขวบและส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ของเธอที่ปัจจุบันยังอาศัยอยู่ในฝั่งเมียนมา

ที่มาของภาพ, เซยาร์ มา ทุน ทุน
"ฉันไม่เคยต้องกังวลเรื่องที่พักหรืออาหาร [ตอนอยู่กับหน่วยงานทหาร] แต่ตอนนี้ฉันกังวลในทุกเรื่อง เพราะเราอยู่ในไทยอย่างผิดกฎหมาย ฉันต้องทำงานแรงงานรับจ้างหลายอย่างในแม่สอด" เธอบอกกับบีบีซีไทย
แต่กระนั้น ทุน ทุน ก็บอกว่าเธอไม่เสียดายที่เลือกทิ้งชีวิตสะดวกสบายโดยการออกจากการรับใช้หน่วยทหารเมียนมา "ฉันไม่เคยคิดเสียใจ ฉันตัดสินใจถูกที่ออกจากการรับใช้ทหาร [เมียนมา]" เพราะเธอไม่เห็นด้วยและรับไม่ได้กับการโจมตีทางอากาศ การเผา และการสังหารพลเรือนของรัฐบาลทหารเมียนมา
ทั้งนี้ กองทัพเมียนมาปฎิบัติการโจมตีทางอากาศมากกว่า 3,000 ครั้ง และมีพลเรือนอย่างน้อย 5,000 ราย เสียชีวิตนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ตามรายงานของเครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา
กรณีของ ทุน ทุน เป็นภาพสะท้อนถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องลี้ภัยสงครามเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย และต้องจำใจประกอบอาชีพที่ไม่ตรงกับทักษะของเธอ แม้เธอจะมีศักยภาพและประสบการณ์ด้านการแพทย์หลายปี
แพทย์พลัดถิ่นช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนหมอในไทยได้หรือไม่
ตามกฎหมายไทย หมอไม่ได้เป็นหนึ่งในอาชีพที่ห้ามชาวต่างชาติทำ แต่ชาวต่างชาติที่จะประกอบอาชีพแพทย์ต้องเป็นบุคคลที่จดทะเบียนเข้าประเทศไทยมาอย่างถูกกฎหมายและผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของไทยจากแพทยสภา
การลี้ภัยมาไทยโดยไม่มีเอกสารของ ทุน ทุน ทำให้เธอไม่สามารถเข้าทำงานด้านสาธารณสุขในไทยได้
"หมอ [ชาวเมียนมา] ก็มีลักษณะการหนีภัยการรัฐประหารเข้ามาในประเทศไทย ทางเลือกในการเข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยมันไม่มี พอไม่มีมันก็เลยมีช่องเดียว คือเข้ามาจดทะเบียนเป็นแรงงาน ซึ่งเราจะเจอมากในการมาเป็นกรรมกร ทั้งที่ไม่ตรงกับทักษะที่พวกเขามี" ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวกับบีบีซีไทย
ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เกิดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่าควรมีแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 1,000 ราย แต่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาครัฐ อาจมีสัดส่วนแพทย์เพียง 1 คนต่อประชากร 2,000 คน จากการสำรวจโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
อดิศรแสดงทัศนะว่า ประเทศไทยควรอนุญาตผู้พลัดถิ่นฐานให้เข้ามาทำงานได้เป็นกรณีพิเศษในบางสาขาอาชีพที่ไทยอาจเข้าไม่ถึงหรือยังจัดการได้ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะงานด้านสาธารณสุขที่เน้นเรื่องมนุษยธรรม "เช่นหมอที่จะเข้ามาช่วยงานด้านสาธารณกุศล ดูเรื่องสุขภาพของแรงงานข้ามชาติผู้ลี้ภัย ควรจะยกเว้นให้เขา เพราะเอาจริง ๆ เป็นงานที่โดยศักยภาพของไทยเองก็เข้าไปคุมไม่ถึงอยู่แล้ว" เขาบอกกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Reuters
การจัดการปัญหาผู้พลัดถิ่นฐานระยะยาว
อดิศร อธิบายว่าประเทศไทยแทบไม่เคยมีการจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะอย่างจริงจัง พร้อมชี้ว่าทั่วไปแล้วการยอมรับแรงงานทักษะต้องเป็นกลุ่มที่เข้าประเทศไทยมาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งเมื่อดูสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาแล้ว อาจทำให้การหลบหนีเข้าประเทศไทยโดยไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมายมีมากขึ้น
ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว มีชาวเมียนมาถูกจับกุมบริเวณชายแดนมากกว่า 6,000 ราย ตามรายงานที่จัดทำขึ้นโดยเครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา โดยในความเป็นจริงอาจมีตัวเลขที่สูงกว่านี้
อดิศรยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ในแคมป์ผู้ลี้ภัยชั่วคราวจำนวน 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาด้วย โดยระบุว่าตามแนวทางการจัดการของประเทศไทย ผู้หนีภัยสงครามเหล่านี้จะถูกส่งไปยังประเทศที่ 3 แม้พวกเขาจะมีทักษะในด้านต่าง ๆ และได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในแคมป์ ดังนั้นการส่งตัวบุคคลเหล่านี้ไปประเทศอื่นอาจเป็นการสูญเสียศักยภาพที่สามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้
"สิ่งที่ประเทศไทยทำคือส่งคนเหล่านี้ไปให้ประเทศอื่น และเขาก็ไปพัฒนาประเทศอื่น ๆ เรามองไม่เห็นโอกาสตรงนี้ เราพยายามปัดโอกาสนี้ทิ้ง" อดิศร กล่าว
ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติเสนอด้วยว่า การจัดการแรงงานที่มีทักษะนั้นควรถูกจัดอยู่ในยุทธศาสตร์การจัดการประชากรแห่งชาติ เพื่อช่วยจัดการปัญหาที่อาจตามมาจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกรมกิจกรรมผู้สูงอายุ ปัจจุบันไทยมีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึงร้อยละ 20 หรือมากกว่า 13 ล้านคน
"เมื่อพูดถึงเรื่องสังคมผู้สูงอายุ เรามักจะมองแค่จะมีลูกเพิ่มได้ไหม จะดูแลคนแก่อย่างไร เราไม่ได้มองว่าถ้าไม่มีคนงานจริง ๆ เราจะทดแทนโดยการดึงผู้อพยพเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ยังไงบ้าง เพราะยังไงเขา [ผู้ลี้ภัย] ก็อยู่กับเราอยู่แล้ว เราจะดึงเข้ามาแล้ววางแผนจัดการอย่างไร"

ที่มาของภาพ, Reuters
เมื่อเดือน ก.ย. ปีก่อน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเปิดให้มีการจัดการแรงงานข้ามชาติที่ไม่ถูกกฎหมายให้ได้รับการอนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวและต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนข้ามชาติที่ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางให้ได้รับอนุญาตทำงานต่อถึงเดือน ก.พ. 2025 เพื่อบริหารจัดการการทำงานของแรงงานข้ามชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีนโยบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับแนวทางการจัดการแรงงานข้ามชาติมีทักษะที่เป็นผู้ลี้ภัยในไทยออกมา ด้วยสถานการณ์ในฝั่งเมียนมาที่ยังไม่สงบ ดังนั้นแนวโน้มที่ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในไทยจะสามารถกลับเมียนมาได้ในเร็ววันนี้จึงอาจยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ความกลัวตกอยู่กับกลุ่มผู้มีความเปราะบางอย่าง ทุน ทุน ว่านานาชาติจะลืมผู้คนในเมียนมา
"คนทั้งประเทศเมียนมาอยู่กันด้วยความหวาดกลัว ฉันอยากฝากถึงนานาชาติว่าอย่าทอดทิ้งเมียนมา" ทุน ทุน กล่าวทิ้งท้าย











